Home Blog Page 1037

IKEA ชวนเลือกคู่นอนที่ฟิตถูกใจ! ในแคมเปญ “One Size Doesn’t Fit All”

IKEA ชวนเลือกคู่นอนที่ฟิตถูกใจ! ในแคมเปญ “One Size Doesn’t Fit All”

IKEA

อิเกีย เริ่มต้นปีใหม่ โดยการเปิดตัวแคมเปญ “One Size Doesn’t Fit All” ชวนทุกคนให้ความสำคัญกับการเลือกที่นอน ที่เหมาะกับรูปร่าง และท่านอนของแต่ละคน เพราะคำว่า ‘ไซส์’ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ด้วยเหตุนี้ที่ อิเกีย จึงมีที่นอนให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่วัตถุดิบ ดีไซน์ เทคนิคการผลิต ความแน่นและยืดหยุ่น รวมถึงขนาดของที่นอน ในทุกมิติทั้งความยาว-สูง-กว้าง และที่สำคัญยังทำให้การนอนเป็นอนาคตที่ดีของโลกใบนี้ เพราะที่นอนของอิเกียผลิตจากวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

และเนื่องจากการเลือกที่นอนให้ถูกใจนั้นเป็นเรื่องยาก อีกทั้งนิยามของความสบายนั้นไม่เหมือนกัน อิเกียเลยมีตัวช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วย IKEA Comfort Guide เพียงระบุปัจจัยต่าง ๆ ในการเลือกที่นอนและเครื่องนอน ไม่ว่าจะเป็นคนที่นอน ลักษณะเตียง ลักษณะการนอน อุณหภูมิที่ชอบ เป็นต้น ส่วนที่นอนจากอิเกีย มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เราจะพาไปทำความรู้จักกัน

IKEA

เลือกนอนแบบนุ่ม นิ่ม หรือแน่น ก็สบาย

ประเภทของที่นอนหลัก ๆ ของอิเกีย ได้แก่ ที่นอนสปริงที่ช่วยให้ร่างกายอยู่ในตำแหน่งที่สบายตัว และรองรับสรีระได้ดี มีการกระจายน้ำหนักตัวเท่า ๆ กันทั่วที่นอน ไม่มีแรงกดทับส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ใช้โฟมเป็นวัสดุประกอบอย่างน้อยหนึ่งชั้น เพื่อความสบายที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ที่นอนโฟมและยางลาเท็กซ์ ทำจากโฟมประเภทต่าง ๆ รวมถึงเมมโมรีโฟม ที่ให้การรองรับได้ดี และปรับตามสรีระร่างกายของผู้คน รวมทั้งดูดซับแรงกระแทกขณะเคลื่อนไหว ที่นอนของอิเกียทุกรุ่นจะซับพอร์ตในตอนที่คุณทิ้งตัวลงนอน ที่สำคัญ สามารถทดลองนอนได้ 90 วัน หากไม่พอใจสามารถเปลี่ยนรุ่นใหม่ได้ และเปลี่ยนได้จนกว่าจะเจอที่นอนที่ใช่สำหรับคุณ

สูงแค่ไหน หนาเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ปัญหา

ที่นอนอิเกีย มีความยาวมากถึง 200 ซม. มีความหนาให้เลือก ทั้ง 18 – 20 – 24 ซม. ตัวเลือกความหนาหรือความสูงนี่เองที่ทำให้คนที่มีความสูงต่างกัน หรือมีเตียงสูง-ต่ำต่างกัน เมื่อลุกนั่งต้องมีระยะขาจากพื้นที่เหมาะสม นอกจากนี้ ที่นอนพอกเก็ตสปริงของอิเกีย ยังมีให้เลือกแบบเนื้อแน่น และเนื้อแน่นพิเศษ (ตามความชอบ) ซึ่งรับประกันยาวนานถึง 25 ปี

IKEA

ที่สำคัญยังมีบริการ Take Back ฟรี! (ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2565) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าหมดห่วงเรื่องการขนย้ายและกำจัดที่นอนเก่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อที่นอนใหม่รุ่นใดก็ได้ของอิเกีย ทั้งนี้ อิเกียจะรับที่นอนเก่าเพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี โดยไม่จำกัดแบรนด์และขนาด แต่จะต้องสามารถม้วนงอได้สำหรับการขนย้าย และไม่อยู่ในสภาพเปียกชื้น มีปลวก หรือแมลงอื่น ๆ

IKEA

ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า

“สำหรับอิเกีย เราไม่ได้แค่ขายที่นอน และเครื่องนอน แต่ต้องการขายการนอนที่มีคุณภาพ เราเข้าใจดีว่ารูปร่าง ความชอบ และความลงตัวที่ทำให้การนอนหลับสบายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับแคมเปญใหม่ One Size Doesn’t Fit All ต้องการสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญ และหลักการเลือกที่นอนที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อให้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ และพร้อมรับวันใหม่

อิเกียใส่ใจในการสร้างสรรค์ที่นอนให้มีความหลากหลาย รองรับทุกความต่าง ในราคาที่เข้าถึงได้ ถึงแม้โจทย์ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่อิเกียก็ตอบโจทย์ให้ทุกคนได้

IKEA

นอกจากจะมีที่นอนให้เลือกหลากหลายแล้ว เรายังคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ รอบด้าน เพื่อมอบความสบายในขณะที่นอน และความสะดวกในการใช้งาน ทั้งการขนส่ง ทำความสะอาด ดูแลรักษา ไปจนถึงการกำจัดที่นอนเก่า

เราออกแบบที่นอนม้วนได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถขนกลับได้ด้วยตัวเอง รวมถึงมีบริการรับที่นอนเก่าของลูกค้านำมากำจัดอย่างถูกวิธีอีกด้วย และสุดท้ายคือความสบายกระเป๋า สินค้าทุกชิ้นของอิเกีย มั่นใจได้ในเรื่องความโปร่งใสด้านราคา เราแสดงทุกต้นทุนอย่างชัดเจน เราไม่เคยคิดค่าส่งที่รวมไปกับต้นทุน เพื่อที่จะบอกทุกคนว่าเราส่งฟรี นี่ไม่ใช่แนวคิดของอิเกีย”

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก  IKEA.co.th

Cr. Photo : IKEA

 

บทความน่าสนใจ : Sexy Dining Chair เก้าอี้สัญชาติไทย ที่เคยถูกใช้เข้าฉาก The Hunger Games

“ขนมเส้น” ร้านขนมจีนสูตรเด็ด ที่ตลาดนัดเลียบด่วน อร่อยต้องลอง

“ขนมเส้น” ร้านขนมจีนสูตรเด็ด ที่ตลาดนัดเลียบด่วน อร่อยต้องลอง

ขนมเส้น
ตลาดนัดเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เป็นแหล่งชอปปิงเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่มีมาวางขายให้เลือกกันอย่างละลานตา แต่นอกจากของใช้ต่าง ๆ แล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวม ร้านอาหารเด็ด ๆ เอาไว้อีกหลายร้านเลยค่ะ ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำ 1 ในร้านดัง ที่คนมากินกันเยอะมาก ๆ ก็คือร้านขนมจีน ที่มีชื่อว่า “ขนมเส้น” รับรองว่าถูกใจสายกินแน่นอน

 

มาเริ่มกันที่บรรยากาศร้านก่อนเลยค่ะ ร้านเป็นแบบเปิดโล่ง เป็นโต๊ะไม้ มีที่นั่งเยอะพอสมควร ตกแต่งร้านสไตล์วินเทจ ดูสะอาด สะอ้าน ด้านในก็จะมีเคาเตอร์วางน้ำยาขนมจีนต่าง ๆ ใส่หม้อดินเอาไว้ ดูเก๋ ๆ ดีมากค่ะ น้ำยาจะมีให้เลือกทั้งหมด 7 แบบค่ะ มีน้ำยาปู น้ำพริกโบราณ น้ำเงี้ยว น้ำยาป่า น้ำยากะทิ และแกงไตปลา

ราคาจะมีแบบ ธรรมดา 39 บาท(เลือกได้ 1 น้ำ), ธรรมดาผสม 49 บาท, โคตรพิเศษ 60 บาท, น้ำยาปู 99 บาท, เพิ่มขาไก่ 10 บาท, เพิ่มไข่ต้ม 10 บาท ผักฟรี ทานได้ไม่อั้น มีทั้งผักสดต่าง ๆ เช่น แตงกวา กะหล่ำปลีฝอย มะระฝาน หัวปลีหั่นฝอย ถั่วฝักยาว ถั่วงอก ใบแมงลัก หรือผักที่ไม่ค่อยมีในร้านขนมจีน เช่น ยอดชะอม ผักชีลาว ถ้าไม่ชอบผักสด ก็จะมีผักบุ้งลวก และผักกาดดองด้วยนะคะ

ขนมเส้น

วันที่เรามาทาน เราสั่งไปทั้งหมด 3 แบบค่ะ จานแรก ขนมจีนน้ำพริกโบราณธรรมดา ได้มาจานค่อนข้างเล็กนะคะ เหมาะสำหรับใครที่ทานไม่เยอะ แล้วอยากลองทานหลาย ๆ แบบ น้ำพริกของที่นี่จะมีความข้นมาก ๆ ถั่วใส่มาแน่น ๆ มีความหอมของกลิ่นปลาย่าง หวานมันกำลังดีค่ะ ทานคู่กับพริกทอด คืออร่อยถูกใจมาก ๆ

จานต่อมาคือขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ธรรมดา รสชาติอร่อย เข้มข้น ออกหวานหน่อยค่ะ เราติดกินเผ็ด โรยพริกป่นนิดนึง กินคู่กับผักสดและไข่ต้ม อร่อยเข้ากัน จานสุดท้ายเป็นแกงไตปลาโคตรพิเศษ ได้มาแบบชามใหญ่โตมาก ๆ ทานจานเดียว คู่กับผักสด คืออิ่มแน่น ๆ เลยค่ะ รสชาติ เผ็ดกำลังดี ใส่เครื่องมาแน่น ๆ ถูกใจสายกินเผ็ดแน่นอน

สาวกขนมจีน เราเชื่อว่าจะต้องติดใจร้านนี้ค่ะ ถ้าใครแวะมาเดินเล่นที่ตลาดนัดเรียบด่วน ก็อย่าลืมแวะมาลองทานกันดูนะคะ พิกัด https://goo.gl/maps/WqZyDkm5e8cZ91kT8 ตลาดเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 17.00 -02.00 น. ใครชอบหิวดึก ๆ ขับรถมาทานกันได้เลยค่ะ อย่าลืมไปติดตามอัพเดตข่าวสารกันได้ที่ https://inzpy.com/

10 ที่เที่ยวในไทย ยอดฮิต ที่ไปแล้วก็อยากไปซ้ำ

จะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดเล็ก ๆ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไปจนถึง แหล่งท่องเที่ยวที่ไปยากไปเย็น ต้องไปตามฤดูกาลถึงจะเห็นความงดงาม แต่ทุกคนก็ยังให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก นั่นบ่งบอกถึงความงดงามของไทย ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายที่ ที่สวยไม่แพ้ชาติใดในโลก วันนี้เราจะมัดรวม 10 ที่เที่ยวในไทย ที่ไปแล้วก็ยังอยากจะไปซ้ำ ตั้งแต่เหนือ จรดใต้กันเลยค่ะ และสามารถเก็บครบได้ทุกที่ ภายในหนึ่งปี อาจจะเป็นที่เที่ยวของปี 2022 ของใครหลาย ๆ คนก็เป็นได้

1. เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

ที่เลือกหยิบที่นี่มาเป็นที่แรก ก็เพราะว่า ที่เขาค้อนั้น สามารถไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปีค่ะ แถมอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ไปง่าย เมื่อรู้สึก เหงา เศร้า ท้อ เมื่อไหร่ก็แวะไปได้ตลอด ที่เขาค้อยังถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อากาศดี ช่วงเวลากลางคืนต่อให้ไปหน้าไหนก็มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งคืนเลยค่ะ บางช่วงอาจจะมีโอกาสได้เจอกับทะเลหมอกด้วย เป็นอีกที่ที่รู้สึกว่าไปแล้ว แต่ก็ยังคงอยากจะไปมันอยู่เรื่อย ๆ เลยค่ะ

แนะนำที่พัก: Benya Khaokho และ คนรักทะเลหมอกเขาค้อ ที่พักวิวทะเลหมอก
คาเฟ่: The Bluesky Resort, เหลียงซาน คอฟฟี่ฮิลล์ คาเฟ่ และ 180° All Day All Season คาเฟ่
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไป จุดชมวิวกังหันลม และ สวนสน พระตำหนักเขาค้อ

2. บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

ที่เที่ยวในไทย บ้านไร่ อุทัยธานี

จังหวัดทางผ่านเล็ก ๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยแวะกันสักเท่าไหร่ คือ จ.อุทัยธานี จะบอกว่าที่นี่ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น Unseen Thailand อยู่เยอะมาก ๆ เลยนะ โดยเฉพาะที่ อ.บ้านไร่ อย่าง ต้นไม้ยักษ์ ที่มีอายุกว่า 100 ปี บนห้วยขาแข้ง แก่นมะกรูด ก็เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหลากหลายชนิด ทางขับรถก็สะดวก และมีจุดที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ตอนนี้คือ ฝายกั้นน้ำ ที่หุบป่าตาด ที่แม้แต่ดาราก็บุกไปถ่ายรูปกันเพียบเลย

คาเฟ่แนะนำ: Soulmate Cafe & Garden และ Bike Camp Cafe
ลานกางเต็นท์: เล่โหย่วแคมป์
ร้านอาหารแนะนำ: ครัวป้าไก่ และ บ้านไร่แจ่วฮ้อน
วัด: วัดท่าซุง

3. แม่สอด จ.ตาก

ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นที่ที่มีความเป็นธรรมชาติสด ๆ อยู่มาก แม้แต่ข้างทางระหว่างขับรถ ไป-กลับ ถ้ามาช่วงเช้าก็ยังมีโอกาสที่จะได้เจอกับวิวทะเลหมอกสวย ๆ เรายังจำภาพนั้นได้ดีเลยทุกคน ที่เปิดกระจกรถลงรับลมเย็น ๆ แทนการเปิดแอร์ แล้วขับผ่านหมอกตลอดทาง นอกจากนี้ที่แม่สอดยังมี บ่อน้ำพุร้อน หากไปช่วงหน้าหนาวก็แนะนำให้ไปแช่น้ำร้อนอนเซ็ง อโรคยาศาล ที่โป่งคำราม ที่นี่ยังมีอาหารทะเลที่ชาวพม่าเอามาขาย ถูกกว่าไปกินที่ทะเลอีก แถมตัวใหญ่มากด้วย หรือจะข้ามไปเที่ยวฝั่งเมียวดีก็ได้ ก็มีที่ช้อปสินค้า Duty Free มีที่ให้เดินเล่นเหมือน Avenue เลย ก็เลิศอยู่น้า ตามไปดูทริป แม่สอด กันได้เล้ย

4. ดอยสะโง้ จ.เชียงราย

ที่เที่ยวในไทย ดอยสะโง้

ขึ้นไปแอ่วเหนือกันบ้าง ตอนนี้กำลังมาแรงมาก บนยอด ดอยสะโง้ จ.เชียงราย เป็น ที่เที่ยว ที่บอกได้ว่าตื่นเช้ามาเดินชนหมอกกันแบบจัง ๆ เลย ช่วงสาย ๆ หน่อยก็มีทะเลหมอกสวย ๆ ให้ได้ชมกันต่อ ได้บรรยากาศสุด ๆ โดยเฉพาะที่พักบนสุดยอดดอย มีหมูกระทะให้กินอีกต่างหาก ลั่นเลย มันฟีลกู้ดมาก มีที่พัก มีลานกางเต็นท์เก๋ ๆ เป็นที่ที่อยากให้ทุกคนได้ลองมาเหมือนเรา อากาศสดชื่นล้างปอดได้ดีมาก ๆ อยากไปซ้ำที่นี่มากทุกคน

ที่พักแนะนำ: Hug House ดอยสะโง้
จุดชมวิว: สะโง้วิว

5. ห้วยกุ๊บกั๊บ จ.เชียงใหม่

ที่เที่ยวในไทย ห้วยกุ๊บกั๊บ

สวรรค์ของนักขึ้นดอย เมื่อก่อนยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก อย่าง ห้วยกุ๊บกั๊บ จ.เชียงใหม่ เป็น ที่เที่ยว ที่บรรยากาศดีมากเวอร์ ใช้ชีวิตแบบ วิถีชาวเขา อากาศหนาวเย็นตลอด พร้อมมีความเป็นธรรมชาติสุด ๆ ใครชอบวิวเขานะ บอกเลยต้องมาที่นี่ สุดโต่งมาก นอกจากนี้ยังมีแคมป์ช้างด้วย ใครที่อยากไปช่วยให้อาหารน้องช้างก็แวะแคมป์ช้างก่อนขึ้นดอยได้เลย ตอนที่เราไปคือ มีความเงียบสงบ เจอเด็กชาวดอยน่ารักสุด ๆ รีบไปนะ ก่อนที่จะมีคนหลั่งไหลไปกันเยอะ ๆ เราว่าเป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

6. สะปัน จ.น่าน

ที่ จ.น่าน เป็นอีก ที่เที่ยวนึง ที่ใครก็ปักหมุดว่าจะต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะที่ “สะปัน” เราจะได้เห็นวิวเขาที่เต็มไปด้วยไร่พืชผัก ไร่ชาต่าง ๆ พอได้ไปอยู่จุดนั้นแล้วคือ อยากจะหยุดเวลาไว้นาน ๆ เลยทุกคน มีวิวทะเลหมอกที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ เราว่าหลายคนที่เคยไปก็คงจะคิดเหมือนเราแน่นอน ชอบในความเขียวขจีของภูเขาทุกลูก ไปซ้ำยังไงก็ไม่มีเบื่อ

7. ย่านเมืองเก่า จ.ภูเก็ต

ที่ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ยังไงก็ยังเป็น ที่เที่ยว ที่ท็อปฮิตติดอันดับตลอดกาล ด้วยความงดงามของตัวเมืองเก่า ที่ยังคงความเป็นสถาปัตยกรรมของยุคสมัยก่อน ตัวตึกอาคาร ถนนทางเดิน เต็มไปด้วยงานอาร์ต ที่สามารถเดินเล่นแล้วแวะถ่ายรูปได้หลายจุด เหมือนเป็นเมืองย้อนยุค ในรูปแบบสไตล์ชิโนโปรตุกีส นอกจากนี้ยังมี Street Food ในช่วงวันหยุด Weekend ที่ให้เราไปเดินหาของกินขึ้นชื่อเมืองภูเก็ตได้ หรือจะหาบาร์เท่ ๆ ไปนั่งชิล ๆ ก็เลิศ ไปภูเก็ตกี่ทีก็ต้องแวะตลอดเลย ถ้าไปภูเก็ตอีก คิดว่ายังไงก็ยังต้องแวะไปอีก 555+ อ้อ แล้วที่สำคัญคือ คาเฟ่ที่นี่ จึ้งแทบจะทุกร้านเลยล่ะค่า

คาเฟ่แนะนำ: Roof Pudding & Cafe และ รมณ คาเฟ่
ที่พักแนะนำ: Memory at On On Hotel
บาร์แนะนำ: Z1mplex Mixology Laboratory

8. หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา

ที่เที่ยวในไทย หมู่เกาะสุรินทร์

สายทะเล ถ้าอยู่ไทยแล้วไม่ได้มาที่นี่ถือว่าพลาดมากนะทุกคน เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ที่เที่ยว สำหรับสายทะเล ไม่ว่าจะอยู่บนหาดก็ได้เจอกับทรายขาวเนียนละเอียด มีปูเสฉวนเต็มไปหมดเลย หรือว่าจะลงใต้น้ำ ก็คือน้ำใสมากเวอร์ มองเห็นปะการังสวย ๆ เต็มไปหมด น้ำที่นี่ใสมากจริง ๆ ทุกคน คนถ่ายรูปไม่เป็นหยิบมือถือออกมาถ่าย ๆ ไป ยังได้ภาพที่สวยมาก ต้องลองไปกันนะทุกคน บอกเลยว่าทุกคนจะหลงรัก ที่ หมู่เกาะสุรินทร์ เป็น ที่เที่ยวในไทย ที่เราจะไปซ้ำหลาย ๆ รอบเลย 555+ เลิฟทะเล

9. สิมิลัน จ.พังงา

Photo: Scubanine

ถ้าพูดถึงโลกใต้ทะเล เราว่าที่ อันดามันเหนือ หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ถือว่าเป็นอีกสถานที่เที่ยวแบบแนวท่องโลกใต้ท้องทะเล ที่มีปะการังที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแล้วในไทย เราไปมากี่ที ต่อให้ไม่ได้เจอฉลามวาฬ ไม่เจอแมนต้า ก็ยังรู้สึกว่าอยากไปอีกอยู่ดี 555+ ที่เที่ยวที่นี่ถึงแม้ว่าจะต้องลงดำน้ำถึงจะได้เห็น Unseen Thailand แต่เราว่ามันคุ้มค่ามาก ๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มาเห็นความสวยงามใต้ท้องทะเลแบบนี้ ซื้อคอร์สดำน้ำด่วนเลยค่า 555 หากใครอยากลองศึกษาพวกเรื่องโลกใต้ทะเล แนะนำว่าให้ไปส่องข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

สนใจเรียนดำน้ำ: Scubanine

10. ลิวง จ.สงขลา

ไปเที่ยวแดนใต้กันบ้าง จุดที่เค้าบอกว่าสวยเหมือนอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องที่นี่แหละค่ะ ลิวง จ.สงขลา เป็นสถานที่ที่มีทะเลสาบน้ำสีเขียวอมฟ้าสุดสวย ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยป่าเขา ของต้นสน ต้นยาง ต้นปาล์มมากมาย ที่นี่เคยเป็นเหมืองแร่ดีบุกเก่ามาก่อน ที่มีอายุประมาณร้อยปี ถูกทิ้งไว้เป็นเหมืองร้างมาหลายปี จึงกลายเป็น ที่เที่ยว ที่เงียบสงบ และตอนนี้ก็ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังน่าจับตามองเป็นอย่างมากเลยค่ะ

หากกำลังตามหา ที่เที่ยวในไทย ที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหารดัง สามารถเข้าไปส่องได้ที่ Inzpy Travel กันเลยนะคะทุกคน ยังมีอีกหลายที่ที่รอทุกคนอยู่ค่า 

รวม สกินแคร์แบรนด์ไทย ตัวดังให้ผิวสวยปังต้อนรับปี 2565

0

งามแบบไทยด้วย สกินแคร์แบรนด์ไทย ระดับคุณภาพ

สกินแคร์ อีกหนึ่งไอเทมดูแลผิวพรรณของหนุ่มสาวหลาย ๆ คน ซึ่งในปัจจุบันสกินแคร์ก็มีหลากหลายแบรนด์ จากหลายประเทศผู้ผลิตเลย และ สกินแคร์แบรนด์ไทย เองก็ถือเป็นแบรนด์ที่ระดับคุณภาพ ที่หลาย ๆ แบรนด์นั้นดังไกลไปถึงต่างประเทศเลย Inzpy เลยจะไปรู้จักแบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทยสุดฮิต คุณภาพเยี่ยมกัน จะมีแบรนด์อะไรบ้างตามมาดูกันเลย

  • HARNN

สกินแคร์แบรนด์ไทย

HARNN (หาญ) แบรนด์ที่มีต้นกำเนิดมาจากความชอบและหลงใหลในการส่งเสริมในเรื่องการดูแลตัวเอง จนเกิดเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เช่น ผลิตดูแลผิวหน้าและผิวกาย ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงเส้นผม ครีมกันแดด อีกทั้งยังมีเครื่องหอมไทย โดยเน้นการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย มาเป็นจุดเด่นของแบรนด์ และด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทำให้หาญกลายเป็นแบรนด์ที่โด่งดังทั้งในไทยและต่างประเทศ

  • Na Ha Thai

สกินแคร์แบรนด์ไทย

Na Ha Thai (ณ หทัย) แบรนด์สกินแคร์ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผิวหน้าด้วยกระบวนการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระจาก Coffee Cherry ที่ปลูกตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสกัดด้วยกรรมวิธี Green Technology สารต้านอนุมูลอิสระที่มีความปลอดภัยสูง และปราศจากแอลกอฮอล์ 100% เพื่อให้ผู้ใช้มีผิวสวยอย่างปลอดภัย ด้วยขั้นตอนการผลิตที่ความใส่ใจทุกขั้นตอน และต้องการส่งเสริมการเกษตรด้านกาแฟของไทยด้วย

  • ERB

สกินแคร์ของไทย

ERB (เอิบ) แบรนด์ไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสปา และเป็นแบรนด์ Bespoke Fleur fume Bar แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการน้ำหอมส่วนบุคคลโดยนักผสมน้ำหอมของ ERB ที่ใช้ ERB Eau de Perfumes ที่คัดสรรมาอย่างดีจากแหล่งที่ดีที่สุดทั่วโลกอีกด้วย พร้อมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์สกินแคร์ดูแลผิวมากมายเช่น สครับ โลชั่นบำรุงผิว ครีมอาบน้ำ ออยล์บำรุงผิว ที่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน

  • Brisuthi

สกินแคร์แบรนด์ไทย

Brisuthi (บริสุทธิ์) สกินแคร์แบรนด์ไทย ออร์แกนิคที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ทางแบรนด์จึงได้นำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผสมผสานกับความหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย มารังสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นเอง โดยทางแบรนด์มีสโลแกนว่า การแสวงหาความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างความงามที่ยั่งยืน ของขวัญล้ำค่าจากธรรมชาติ และวิถีชีวิตคนเมือง ทำให้เราสามารถสร้าง Brisuthi ที่มักเรียกกันว่า “บริสุทธิ์ในไทย”

  • FYNE

สกินแคร์ของไทย

FYNE (ฟายน์) สกินแคร์ที่ออกแบบโดยใส่ใจถึงผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่ายมากเป็นพิเศษ โดยลดโอกาสเสี่ยงของอาการแพ้ จึงไม่ใส่สารที่ก่อการระคายเคือง ซิลิโคน แอลกอฮอล์ชนิดระเหยไว น้ำหอม สีสังเคราะห์ พาราเบน มิเนอรัลออยล์ สารชำระล้างรุนแรง และเลือกใช้สารสกัดที่มีประโยชน์เพื่อการบำรุงให้ผิวมีสุขภาพดีและแข็งแรง อย่างอ่อนโยน

  • DDC

สกินแคร์ของไทย

DDC หรือ DrDemis X Cinnamongal สกินแคร์แบรนด์ไทย สำหรับคนผิวบอบบางแพ้ง่าย ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคุณหมอโจ้ และคุณหมอหลิน จาก The Demis Clinic ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาปัญหาผิว ที่มีประสบการณ์รักษามากกว่า 10 ปี ที่ร่วมมือกับคุณมด Cinnamongal บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์สกินแคร์และ Cosmetic จากความเข้าใจในผิว ปัญหาผิว และสาเหตุของปัญหาผิว ออกมาเป็นแบรนด์ DDC Healthy ด้วยแนวคิด “ผิวแข็งแรง คือรากฐานที่ดี”

  • BK Acne

สกินแคร์แบรนด์ไทย

BK Acne คือแบรนด์เครื่องสำอางที่เกิดขึ้นจาก เภสัชกร และ นักวิทยาศาสตร์ ที่มีความมุ่งมั่น พัฒนาสูตรเครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูง ด้วยสารสกัดชั้นเลิศ เทคโนโลยีที่ทันสมัย กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP ใช้แล้วเห็นผลชัดเจน ที่สำคัญมีความปลอดภัยสูง ไม่มีส่วนผสมของสารต้องห้ามทุกชนิด และได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา (อย.) ในผลิตภัณฑ์ทุก ๆ ตัว

เป็นยังไงกันบ้างกับ สกินแคร์แบรนด์ไทยที่เราเอามาฝากกัน น่าใช้ทุกแบรนด์เลยใช่มั้ยล่ะ เอาเป็นว่าใครอยากลองใช้ตัวไหนก็ลองไปหาซื้อมาใช้กันได้นะ คนไทยช่วยสนับสนุนสินค้าแบรนด์ไทยกันนะ 🙂

URBOYTJ – เป็นได้ทุกอย่าง เพลงใหม่พร้อม MV สไตล์ญี่ปุ่น!

0

เป็นศิลปินที่มีผลงานเพลงออกมาแบบเรื่อย ๆ ไม่เคยขาดสำหรับ URBOYTJ ที่ล่าสุดปล่อยเพลง เป็นได้ทุกอย่าง (Everything) ออกมาในช่วงส่งท้ายปีเก่า พร้อมกับเอ็มวีสไตล์นักเรียนญี่ปุ่น ที่ทั้งเท่ และฮา แถมเล่าเรื่องดีอีกต่างหาก ซึ่งวันนี้เราก็จะมีพูดถึง และรีวิวเพลงนี้กัน

URBOYTJ

URBOYTJ ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์สุดหักมุม

สำหรับเพลงเป็นได้ทุกอย่าง ที่มีมุมหวาน ๆ ของ TJ อยู่เยอะมาก ๆ ซึ่งตัวเพลงนั้นยังคงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวอยู่เหมือนเดิม กับเพลง Hip-hop ที่มีกลิ่นของความเป็น Pop แต่ก็ยังฉีกตัวตนของเจ้าตัวไปในระดับหนึ่ง ด้วยการใส่ความหวานแหววลงไปในตัวเพลง และตัวของเอ็มวี ที่บอกเลยว่าผมดูแล้วรู้สึกชอบมากจริง ๆ

การเล่าเรื่องใน Music Video น่ารักมากนะครับ กับแก๊งค์ของ TJ ที่เป็นรุ่นใหญ่และเกเร รังควานเขาไปทั่ว ข่มหมดทุกคนโดยเฉพาะเหล่าเด็กเนิร์ดที่เรียกว่าเป็น “เหยื่อ” ของพวกเขาเลย ด้วยคาแรคเตอร์กับการแต่งตัวแบบนักเรียนญี่ปุ่น มันทำให้รู้สึกว่าอินกับอะไรแบบนี้ อาจจะด้วยความที่ผู้เขียนชอบดูหนัง หรืออ่านการ์ตูนสไตล์นักเรียน นักเลงก็ได้ เลยชอบ

แล้วด้วยลุคของ URBOYTJ ที่ดูเกเร ดูแบดอยู่แล้ว พอมีเหล่าลูกน้องสไตล์แยงกี้เดินตามมันยิ่งเสริมคาแรคเตอร์เข้าไปอีก ถามว่าทำไมถึงเน้นถึงคาแรคเตอร์ของ ทีเจ จังเลย ก็เพราะว่า ในเอ็มวีนั้น มันได้มีการพลิก คาแรคเตอร์ของเจ้าตัวชนิดที่ว่าหักมุมสุด ๆ ยังไงล่ะ

URBOYTJ

กับการที่รุ่นใหญ่ประจำโรงเรียนตบทุกคนที่ขวางหน้า แต่ต้องมาหงอกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว ซึ่งก็คือ ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล ที่มารับบทนักเรียนหญิงที่หัวโจกอย่าง URBOY TJ นั้นชอบและค่อยตามจีบ ตามเอาใจ ยอมเปลี่ยนจากตัวร้ายมาเป็นเทพบุตรที่ยอมทุกอย่างเพื่อเธอคนเดียว

‘ก็เป็น Wikipedia ตอนที่เธอเกิดอยากรู้อะไร เป็น Google Map ตอนที่เธออยากจะไปที่ไหนต่อไหน แปลงร่างเป็น Grab Bike ต้องการอะไรอีกไหม’

เนื้อร้องท่อนนี้บ่งบอกชัดเจนถึงตัวตนของพระเอกเอ็มวี ที่ยอมเป็นทุกอย่างให้เธอ ต้องการแบบไหน ก็เป็นให้แบบนั้น พร้อมเสิร์ฟ พร้อมรับ พร้อมส่ง ดูแลทุกอย่างเป็นอย่างดี แล้วด้วยท่อนฮุคที่ว่า

‘อยากให้เป็นมากกว่านั้นงั้นต้องเป็นแฟนกันแล้วปะ เป็นให้เธอได้นะก็ฉันเป็นได้ทุกอย่าง’

ถึงได้บอกว่า มันเป็นการหักคาแรคเตอร์ได้แบบ “โคตรดี” นอกจากนี้ยังมีท่าเต้นแบบน่ารัก ๆ ให้เต้นตามกันอีก เอาง่าย ๆ ถ้าร้านเหล้ายังไม่ปิดในช่วงโควิดล่ะก็ เพลงนี้ขึ้นมา น่าจะเต้นตามกันได้ทั้งร้าน

นอกจากนี้ตัวเอ็มวียังได้ โอ๊ต-ปราโมทย์, อาร์ต-มารุต และอุล-ภาคภูมิ มาเสริมในบทของเด็กเนิร์ดที่จะมาล้างแค้นเหล่าแยงกี้ประจำโรงเรียน! บอกเลยว่าฮามาก ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังของการถ่ายทำ ถ้าไม่เชื่อก็ไปดู Vlog ของ TJ ได้เลย

เพลงดีน่ารักครับสำหรับ ‘เป็นได้ทุกอย่าง’ จาก URBOYTJ ผลงานต่อยอดหลังจากอลับั้มเต็มชุดแรกอย่างเป็นทางการของเขาอย่าง ‘SELFMADE’ ซึ่งก็ต้องบอกว่าดี และมาแรงทุกเพลง ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากเพลงนี้เลย ฉะนั้นจับตาดูกันให้ดีครับว่า เต๋า (ชื่อเล่นของ TJ) จะแรงต่อเนื่องยันปีหน้าเลยหรือเปล่า

และใครที่ไม่อยากจะพลาดเพลงดี ๆ เอ็มวีที่ดูเพลิน ๆ Feel Good แบบนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมกดติดตาม Inzpy ของเราเอาไว้ด้วยก็แล้วกัน!

7 อันดับโฟมล้างหน้า ที่เหมาะกับคนผิวแห้งมาก

7 อันดับโฟมล้างหน้า ที่เหมาะกับคนผิวแห้งมาก – การมีใบหน้าที่แห้งช่วงหน้าหนาวเป็นอะไรที่ทรมานเอามาก ๆ ยิ่งใครที่ชอบอาบน้ำอุ่นเป็นประจำปัญหาผิวแห้งนั้นจะตามมาอย่างแน่นอน วิธีการแก้ไขปัญหาผิวแห้งนั้นก็มีอยู่มากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะ บำรุงด้วยครีม หรือ เซรั่มที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ หรือจะหลีกเลี่ยงการอาบน้ำล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวนั้นเกิดการแห้งแตก และหลุดลอกออกมาเป็นขุยได้

แต่สิ่งที่หลายคนมักลืมนึกถึงเมื่อเกิดปัญหาผิวแห้งคือ “การเลือกใช้โฟมล้างหน้า” ที่เป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่าจะผู้หญิง หรือผู้ชาย การเลือกโฟมล้างหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำหรับคนผิวแห้ง เพราะโฟมล้างหน้าจะเข้าไปกำจัดสิ่งสกปรก และน้ำมันบนผิวหน้า-รูขุมขน จนทำให้ผิวหน้าแห้งกว่าปกติ

ดังนั้นวันนี้ Inzpy จึงอยากจะมาแนะนำสำหรับใครที่มีผิวหน้าแห้งมากหลังล้างหน้า กับ 7 อันดับโฟมล้างหน้า ที่เหมาะกับคนผิวแห้งมากจะมีตัวไหนบ้างไปดูกันเลย

7 อันดับโฟมล้างหน้า ที่เหมาะกับคนผิวแห้ง

1.La Roche Posay Effaclar Micro-Peeling Purifying Gel

เริ่มต้นด้วยเจลล้างหน้าที่ดีต่อทุกสภาพผิว ยิ่งใครที่เจอปัญหาที่มากกว่าผิวแห้ง เช่น สิว หรือผิวแพ้ง่าย La Roche Posay Effaclar Micro-Peeling Purifying Gel จึงเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะมาก คุณสามารถใช้ได้อย่างสบายใจ เพราะมี Glycerin ในการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยลดความรู้สึกระคายเคือง ปราศจากน้ำหอม และแอลกอฮอล์อีกด้วย

La Roche Posay Effaclar Micro-Peeling Purifying Gel 7 อันดับโฟมล้างหน้า

2.CeraVe Hydrating Cream to Foam Cleanser

ใครที่อยากลดเวลาในการล้างหน้า และเครื่องสำอาง ต้องนี่เลย CeraVe Hydrating Cream to Foam Cleanser ที่สามารถทำความสะอาดและล้างเครื่องสำอางบนผิวหน้าได้ในขั้นตอนเดียว พร้อมฟื้นบำรุงผิวให้ดูสุขภาพดีขึ้น และไม่ทำให้ผิวรู้สึกตึง และแห้งหลังใช้อีกด้วย เพราะมี เซราไมด์จำเป็นต่อผิว 2 ชนิด คือ ไฮยาลูรอนิค แอซิด และอะมิโน แอซิด ที่ทำให้ผิวชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา

2.CeraVe Hydrating Cream to Foam Cleanser 7 อันดับโฟมล้างหน้า

3.Physiogel Daily Moisture Therapy Dermo-Cleanser for Dry, Sensitive Skin

ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และเป็นสิวคงจะรู้จัก Physiogel Daily Moisture Therapy Dermo-Cleanser for Dry, Sensitive Skin เพราะเป็นหนึ่งในโฟมล้างหน้าที่แพทย์แนะนำให้ใช้มากที่สุด สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องของสิว ก็สามารถใช้ Physiogel สูตรนี้ได้เช่นกัน ด้วยค่า pH ที่สมดุลกับผิว ผสาน BioMimic technology ช่วยให้ผิวรู้สึกสะอาดและเนียนนุ่ม พร้อมฟื้นบำรุงเกราะความชุ่มชื้นให้ผิว

Physiogel Daily Moisture Therapy Dermo-Cleanser for Dry, Sensitive Skin

4.Bioderma Sensibio Gel Moussant

เป็นหนึ่งในเจลล้างหน้าที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ Bioderma Sensibio Gel Moussant มีความอ่อนโยนต่อผิวมี pH 5.5 ไม่ทำร้ายผิวรอบดวงตา ทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้นขึ้นถึง 95% หมดปัญหาผิวแห้งตึงได้อย่างแน่นอน แถมยังไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสี และไม่มีพาราเบน ผิวแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้

Bioderma Sensibio Gel Moussant

5.Sana Namerakahonpo Cleansing Wash Foam

โฟมล้างหน้าที่กำลังเป็นที่ฮิตฮอตในญี่ปุ่นและก็มีขายในประเทศไทยอย่าง Sana Namerakahonpo Cleansing Wash Foam โฟมล้างหน้าเต้าหู้ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งเอามาก ๆ โดยตัวนี้จะมีเนื้อฟองโฟมเนียนนุ่ม สามารถล้างเครื่องสำอาง สิ่งสกปรก และความมันบนใบหน้าได้อย่างหมดจด แถมยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ด้วยสารสกัดจากถั่วเหลืองเข้มข้น มี Isoflavone ช่วยให้ผิวหน้า ยืดหยุ่น เต่งตึง ไร้ริ้วรอย แลดูอ่อนวัยอยู่เสมอ

Sana Namerakahonpo Cleansing Wash Foam

6.Cetaphil Daily Exfoliating Cleanser

หลายคนคงเคยพบเจอกับ Cetaphil ได้ตามร้านขายยาหลาย ๆ แห่ง เพราะ Cetaphil Daily Exfoliating Cleanser เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และสครับผิวหน้า สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้วว่าสามารถใช้ได้ทุกวัน พร้อมช่วยเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวนุ่ม ไม่แห้งตึง ทำผิวรู้สึกสะอาด สดชื่นอีกด้วย

Cetaphil Daily Exfoliating Cleanser

7.PREMIER SOF Foam

สำหรับใครที่กำลังมองหาโฟมล้างหน้าที่มอบความสดชื่นต้อง PREMIER SOF Foam เพราะเป็น พรีเมียร์ ซอฟ เนื้อโฟมละเอียด ฟองครีมนุ่ม ทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกด้วยสารสกัดจากแอปเปิ้ล ที่คืนความชุ่มชื่นแก่ผิวหน้าที่อาจสูญเสียไประหว่างล้างหน้าได้อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติอย่าง Natural Moisturizing Factors (NMF) ทำให้หมดกังวลเรื่อง ผิวแห้งตึงไปได้เลย

PREMIER SOF Foam

Gucci เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษร่วมฉลองปีเสือ

Gucci เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษร่วมฉลองปีเสือ

สวัสดีปีเสืออย่างเป็นทางการค่ะทุกคน แน่นอนว่าปีนักษัตรอย่างปีเสือประจำปีนี้ เป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างาม น่าเกรงขาม ทั้งยังเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำแบรนด์ดังระดับโลกของหลากหลายแบรนด์อีกด้วย ทำให้หลายแบรนด์แฟชั่นเริ่มทยอยเปิดตัวคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อต้อนรับและเฉลิมฉลองปีเสือ 2022 กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหนึ่งในแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนไฮแอนด์สุดหรูระดับโลกอย่าง Gucci ที่มักจะมีการใช้สิงสาราสัตว์ผสมผสานในงานออกแบบภายในคอลเลคชั่นอย่างโดดเด่นจนเป็นเอกลักษณ์ ในครั้งนี้ก็ไม่พลาดที่จะออกคอลเลคชั่นร่วมขบวนฉลองปีเสืออย่างยิ่งใหญ่อลังการ

Cr.Photo ; footwearnews.com

โดยภายในคอลเลคชั่นนี้ตั้งชื่อสั้น ง่าย ได้ใจความตรงตัวว่า “Gucci Tiger” ซึ่งประกอบไปด้วยไอเทมเสื้อผ้าสำเร็จรูปพร้อมใส่ (Ready-to-Wear) ที่มาพร้อมกับ Accessories เอาใจคนรักเสือทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายที่มีมากถึง 80 ชิ้นด้วยกัน ออกแบบมาให้เลือกสรรกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า, เสื้อโค้ท, กระเป๋า, รองเท้า, เครื่องประดับ, นาฬิกา รวมไปจนถึงเคสโทรศัพท์มือถือเลยทีเดียว

Cr.Photo ; footwearnews.com

โดยความพิเศษของคอลเลคชั่นนี้อยู่ตรงที่มีการผสมผสานการตีความเสือที่เป็นสัตว์ไฮไลท์ของงานนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งยังสามารถสะท้อนความหลงใหลคลั่งไคล้ในธรรมชาติของตัวครีเอทีฟไดเรกเตอร์ออกมาได้อย่างเพอร์เฟคลงตัวโดยทาง Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเรกเตอร์หัวเรือใหญ่ของแบรนด์ได้ทำการกลับไปค้นคว้าคลังลายพิมพ์เก่า ๆ จากผลงานและประวัติอันยาวนานของแบรนด์ จนได้ตัดสินใจพาเราย้อนเวลา หยิบยกเอาลายเสือจากยุค 1960s ขึ้นมาทำใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย

ซึ่งเป็นผลงานของ Vittorio Accornero ศิลปินนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายดอกไม้ (Flora) อันเลื่องชื่อที่เป็นลายเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ในยุคนั้น เกิดเป็นลายแปลกใหม่ที่มีการนำเสือไปวางอยู่บนพื้นหลังสีสันสดใสสวยงามที่เป็นฉากอันเขียวขจี เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดในเฉดสีพาสเทล มาประดับตกแต่งเสื้อผ้าแฟชั่นและไอเทมต่าง ๆ ภายในคอลเลคชั่นนี้ได้อย่างโดดเด่นสวยงามและน่าหลงใหลอย่างปฏิเสธไม่ได้

Cr.Photo ; footwearnews.com

โดยเราจะสามารถเห็นลายปริ้นท์สุดพิเศษนี้ประดับประดาอยู่ตามไอเทมแฟชั่นต่าง ๆ ภายในคอลเลคชั่นนี้เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบนเสื้อเชิ้ต เดรส กางเกงยีนส์ ไปจนถึงผ้าซับในของเสื้อโค้ท นอกจากนั้นแล้วยังมีการตกแต่งด้วยเทคนิคการปักรูปเสือและการใช้ตัวอักษรคำว่า “Gucci Tiger” ที่เป็นชื่อคอลเลคชั่นอย่างโดดเด่นบนเสื้อแจ็คเก็ต ไอเทมยีนส์ และเสื้อถักไหมพรมลายแพทเทิร์น Monogram รูปตัว G หลากสีสัน ผสมผสานกับดีไซน์แถบคาดสีเขียว-แดง-น้ำเงิน อันเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะตัวของแบรนด์ ทั้งยังมีเสื้อสเวตเชิ้ตไปจนถึงเสื้อยืดที่ประดับตกแต่งด้วยรูปเสือและโลโก้แบรนด์อีกหลายแบบ นอกจากนั้นแล้วไอเทมบ้างชิ้น ยังมีการวาดภาพเสือลงไปด้วยมืออย่างประณีต ทั้งยังมีการตกแต่งด้วยเทคนิคโครเชต์ และการปักทำให้ได้ออกมาเป็นสไตล์การตกแต่งแบบเฉพาะไม่เหมือนใครอย่างสวยงามไร้ที่ติ

gucci
Cr.Photo ; footwearnews.com

รายละเอียดการตกแต่งทั้งลายปริ้นท์แสนสวยและงานปักอย่างประณีต ยังสามารถพบเห็นได้อีกบนไอเทมสุดไอคอนิกของแบรนด์อย่างรองเท้าและกระเป๋า ที่มีการผสมผสานการออกแบบกับดีเทลรูป GG Monogram นอกจากนั้นยังมีแว่นตา ผ้าพันคอผ้าไหม และหมวกที่มาในธีมเสือแบบจัดเต็ม

แต่มีสิ่งที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งในคอลเลคชั่นนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ นาฬิการักษ์โลกที่ทางแบรนด์ได้เผยโฉมออกมาเป็นครั้งแรก ที่เรียกได้ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การใช้เคสเหล็กรีไซเคิล หน้าปัดนาฬิกา ไปจนถึงสายที่ทำมาจากวัสดุที่ชื่อว่า “Demetra” ที่ปราศจากส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ แถมยังเป็นวัสดุชีวภาพที่มาจากการผลิตอย่างยั่งยืน และยังสามารถนำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้อีกด้วย

gucci
Cr.Photo ; footwearnews.com

โดยแคมเปญนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ครีเอทีฟไดเรกเตอร์อย่าง Alessandro Michele รวมไปถึงช่างภาพและผู้กำกับมากฝีมืออย่าง Angelo Pennetta ที่ได้ตัดสินใจนำเอาเสือตัวเป็น ๆ เข้ามาร่วมถ่ายทำ เปรียบเสมือนการชวนพระเอกของงานมาร่วมวงดื่มน้ำชายามบ่ายกับกลุ่มเพื่อน ๆ ในธีมและฉากอันหรูหราในสไตล์เรโทร

gucci
Cr.Photo ; footwearnews.com

หลายคนอาจไม่ทราบว่าแบรนด์กุชชี่ มีโครงการพิทักษ์สัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพมาตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งทางแบรนด์ต้องการที่จะสานต่อเจตนารมณ์ โดยการบริจาคเงินเข้าองค์กร The Lion’s Share Fund ของ United Nation Development Program หรือ UNDP เป็นจำนวน 0.5% จากงบประมาณด้านสื่อประชาสัมพันธ์ของแบรนด์ทุกครั้งที่มีการใช้สัตว์ป่าในการปรากฏร่วมอยู่ในแคมเปญ รวมไปถึงแคมเปญคอลเลคชั่นล่าสุดเพื่อร่วมฉลองปีเสือนี้ด้วย

ซึ่งการถ่ายทำโฆษณาแคมเปญในครั้งนี้ ทางแบรนด์ได้ร่วมงานกับองค์กรพิทักษ์สวัสดิภาพสัตว์ป่าที่มีชื่อว่า American Humane ในการควบคุมการผลิต อีกทั้งเพื่อป้องกันดูแลไม่ให้เกิดอันตรายต่อเหล่าสรรพสัตว์ที่นำมาใช้ในการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือวิดีโอ โดยเสือที่ทางแบรนด์นำมาใช้เป็นเสือจริง ๆ ที่ได้ทำการถ่ายทำแยกกับตัวแคมเปญในสถานที่ที่ปลอดภัย แล้วจึงได้นำมาตัดต่อรวมเข้ากับนางแบบและนายแบบในภายหลังจนออกมาเป็นผลงานอันสมบูรณ์แบบอย่างที่เราเห็น

gucci
Cr.Photo ; footwearnews.com

สามารถรับชมและศึกษาข้อมูลของคอลเลคชั่นสุดพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง เว็บไซต์

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายแบรนด์ต่างพากันออกคอลเลคชั่นสำหรับช่วงเทศกาลต้อนรับตรุษจีนและปีเสือที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า เพราะเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากในวัฒนธรรมของชาวเอเชียในแต่ละปี ซึ่งเป็นกลุ่มฐานลูกค้าที่มีอิทธิพลต่อตลาดในวงการแฟชั่นไฮเอนด์เป็นอย่างมากในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดเป็นคอลเลคชั่นเอาใจคนเอเชียอย่างที่เราได้เห็น และคาดว่าแบรนด์อื่น ๆ ก็จะทยอยออกคอลเลคชั่นแบบนี้กันมาเรื่อย ๆ ต้องรอลุ้นกันนะคะ ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกัน

gucci
Cr.Photo ; footwearnews.com

ก่อนจะจากกันไป เนื่องในโอกาสฤกษ์ดีปีใหม่แบบนี้ทาง Inzpy เลยอยากจะชวนทุกคนแวะไปชมเครื่องประดับมงคลดีไซน์เก๋ที่จะช่วยเสริมทั้งดวง เสริมทั้งลุคให้กับทุกคน ลองแวะไปชม ห้ามพลาด!! อัญมณีสายมูเสริมดวง เสริมลุครับปีเสือ กันนะคะ อย่าลืมติดตามคราวหน้า ว่าเราจะเอาสาระและความบันเทิงในวงการแฟชั่นอะไรมาฝากทุกคนกันอีก ฝากติดตามด้วยนะคะ

Balmain x Barbie คอลเลคชั่นโมเดลสุดปัง ในโลกของ NFT Fashion

0

Balmain x Barbie คอลเลคชั่นโมเดลสุดปัง ในโลกของ NFT Fashion

NFT Fashion
Cr.Photo ; Balmain and Barbie

Balmain and Barbie เผยคอลเลคชั่นในรูปแบบ NFT Fashion สไตล์ฝรั่งเศส ในรูปแบบตุ๊กตาดิจิทัล การมีส่วนร่วมของทั้งสองเจ้าในด้านแฟชั่น และวัฒนธรรม ด้วยเสื้อผ้า และเครื่องประดับ ในโมเดลของ Barbie ในโลกดิจิทัลที่สุดแสนจะพิเศษ การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างแบรนด์ Balmain แบรนด์บ้านหรูในฝรั่งเศส และตุ๊กตาแฟชั่นอย่าง Barbie ที่โดดเด่นที่สุด ที่เรียกได้ว่าทั่วโลกต้องรู้จัก

ตุ๊กตา Barbie เริ่มมีมาตั้งแต่ยุค 50s ในเดือนมีนาคม ที่เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน American International Toy Fair ในกรุง New York แสดงให้เห็นในเรื่องของแฟชั่นการแต่งตัวให้กับตุ๊กตา Barbie ซึ่งตุ๊กตาบาร์บี้นั้น กลายเป็นที่น่าจดจำของผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ตุ๊กตาบาร์บี้ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อให้ทันกับแฟชั่นตาม Trend ล่าสุด และปรับภาพลักษณ์ของเธอในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรมที่กว้างขึ้น ที่ประสบความสำเร็จทุก ๆ กาลเวลาตลอดมา เวลาผ่านมา 60 ปี วิวัฒนาการของตุ๊กตาบาร์บี้ก็ยังคงไม่หยุดนิ่ง ที่พร้อมจะเป็น Trend เรื่องของการแต่งตัวตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ และแล้วล่าสุด ก็ได้มาเป็น Model ในรูปแบบของโลกดิจิทัล มาให้เราเห็นกันในวันนี้

Cr.Photo ; Balmain and Barbie

NFT คือประเภทเหรียญสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง มีชื่อเต็มว่า Non-Fungible Token ใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้น ๆ โดยไม่สามารถนำเหรียญอื่น ๆ มาทดแทนได้ เพราะกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมีมูลค่าที่เฉพาะตัว  และไม่สามารถแบ่งส่วนซื้อขายเป็นหน่วยย่อยได้ จึงทำให้เมื่อได้ถือครองแล้วจะต้องถือครองทั้งหน่วย เรียกได้อีกอย่างนึงคือ สินทรัพย์ในโลกดิจิทัล ที่ไม่สามารถจับต้องได้ และมีมูลค่าอีกต่างหาก

NFT ได้รับความนิยมโดยเฉพาะในวงการซื้อขายงานศิลปะ และการออกแบบสร้างสรรค์ อย่างคอลเลคชั่น Balmain and Barbie นี่จึงเป็นโอกาสทองของวงการแฟชั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ แต่ก็ต้องปรับรูปแบบให้ถูกใจกับผู้ซื้อที่อยู่ในโลกดิจิทัลด้วย

Cr.Photo ; pinterest.com

คอลเลคชั่นนี้ มีความงามอันหรูหราอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Olivier Rousteing Fashion Designer ต๊าชตัวแม่จากฝรั่งเศส ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ได้คิดค้นเจ้าชุดของ Barbie ที่มีมากถึง 50 ชิ้น ที่มีการตกแต่งด้วยโลโก้ “Barbie pink” และมีโลโก้ Barbie ในยุค 1990 ควบคู่ไปกับลวดลายของ Marinière ที่เป็นเส้นลายทาง และ ลายกราฟิก  Balmain ที่เป็นความโดดเด่นของคอลเลคชั่นนี้มาก ๆ เลยแหละ คอลเลคชั่นนี้มีตั้งแต่เสื้อผ้าบุรุษจากผ้าไหมหลายชั้น ไปจนถึงชุดผู้หญิงที่มีโครงสร้างอยู่ในโมเดล Barbie โลกดิจิทัล แต่ละตัวมาพร้อมกับชุด Balmain ขนาดเท่าตุ๊กตา

Olivier Rousteing Fashion Designer ของ Balmain กล่าวว่า “ภาพ Teaser แคมเปญของเราที่ปล่อยออกมา Barbie และ Balmain มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมวงการแฟชั่น อย่างครอบคลุม ที่เต็มไปด้วยความสุขอยู่เสมอ” “สำหรับคอลแลปส์ครั้งนี้ เรากำลังสร้างคอลเลคชั่นล่าสุดของ Balmain ในสไตล์ฝรั่งเศส แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า Balmain ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามที่หลากหลาย และน่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง ซึ่งพบได้บนถนนในปารีสในปัจจุบันเร็ว ๆ นี้ คอลเลคชั่นนี้ ยังปฏิเสธข้อจำกัดเรื่องความแตกต่างทางเพศ เพราะเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่จำกัดเพศเกือบ 100%”

NFT Fashion
Cr.Photo ; Balmain and Barbie

เร็ว ๆ นี้ จะเปิดการประมูล เจ้าตัวโมเดล Barbie พร้อมกับชุดคอลเลคชั่น Balmain x Barbie NFTs เริ่มวันอังคารที่ 11 มกราคม บนเว็บไซต์ Mattel Creations ส่วนคอลเลคชั่นเสื้อผ้า และเครื่องประดับ จะวางจำหน่ายในวันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม ที่หน้าร้าน Balmain หรือบนเว็บไซต์ของ Balmain และเว็บไซต์ของ Mattel Creations และแน่นอนว่าเพื่อน ๆ อย่าลืมติดตาม Inzpy ที่จะมีข่าวสารเกี่ยวกับแฟชั่น มาให้เพื่อน ๆ ได้มาอ่านกันใหม่เรื่อย ๆ คราวหน้า Inzpy จะนำข่าวสารการออกคอลเลคชั่น หรือการคอลแลปส์ของแบรนด์ต่าง ๆ อย่าลืมติดตามกันไว้นะครับ 

RAVIPA เครื่องประดับสัญชาติไทย ดังไกลจน “ลิซ่า” ก็ใส่นะจ๊ะ!!

RAVIPA เครื่องประดับสัญชาติไทย ดังไกลจน “ลิซ่า” ก็ใส่นะจ๊ะ!!

ช่วงเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังมองหาไอเทมพิเศษเพื่อเสริมโชคลาภ เสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต เพราะปีใหม่แบบนี้เราก็อยากจะมีการเริ่มต้นปีที่ดี เราจะได้ดำเนินชีวิตได้อย่างสบายใจ สงบราบรื่นไปได้ทั้งปีแบบไม่มีติดขัด พร้อมลุยสู้ชีวิตกันต่อในปีนี้ โดยไอเทมพิเศษที่ว่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นของที่มาในรูปแบบของตกแต่งบ้านหรือของประดับธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่สามารถมาในรูปแบบเครื่องประดับแฟชั่นที่เราสามารถใส่ติดตัวไปได้ตลอดทุกที่ทุกเวลาในชีวิตประจำวัน เสริมดวงกันแบบ 24 ชม. กันไปเลยค่ะ ซึ่งในวันนี้เราอยากจะพาทุกคนไปรู้จักแบรนด์เครื่องประดับสุดเก๋ดีไซน์สวย ที่มีคอลเลคชั่นสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์อย่างแบรนด์ “RAVIPA” (ระวิภา) เพราะโชคลาภและดวงชะตาสามารถเสริมกันไปพร้อม ๆ กับการแต่งตัวได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญแบรนด์นี้เค้าไม่ธรรมดาซะด้วยสิ เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังไกลไปถึงระดับอินเตอร์จนน้อง “ลิซ่า BLACKPINK” เค้าก็เอาไปใส่นะจ๊ะ เราตามไปดูกันดีกว่า ว่าแบรนด์ระวิภาเค้ามีความโดดเด่นยังไงถึงสามารถครองใจสาวกได้จนไปถึงระดับโลก

Cr.Photo ; sanook.com

“ระวิภา” (RAVIPA) เป็นแบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทยแท้ที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 8 ปี ภายใต้แนวคิดเอาใจคนรัก Accessories เพราะเครื่องประดับของระวิภามีดีไซน์สวยเก๋ สามารถสวมใส่ได้ในทุกวัน เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญให้ตนเองหรือแทนใจให้คนพิเศษ ซึ่งสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ สามารถการันตีคุณภาพได้จากรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมระดับประเทศอย่างรางวัล Design Excellence Award 2019 (DEmark Award) โดยเครื่องประดับแต่ละชิ้นทำมาจากวัสดุเงินแท้ 92.5% ถักถอด้วยเชือกสั่งทำพิเศษระดับพรีเมียมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ นอกจากนั้นยังมีการประดับตกแต่งด้วยพลอยแท้ที่ผ่านการคัดสรรเป็นอย่างดีจากทั่วทุกมุมโลก

Cr.Photo ; sanook.com

คุณธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ “ระวิภา” ได้เผยแนวคิดแสนบรรเจิด อันเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังที่ทำให้แบรนด์ระวิภาสามารถไต่อันดับขึ้นแท่นขายดีจนคนดังพากันใส่ตามกันเพียบ เนื่องจากช่วงโควิดระบาดที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดเครื่องประดับของประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้หลายคนมองว่าเครื่องประดับเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย ดังนั้นทางแบรนด์จึงต้องการเปลี่ยนความคิดของผู้บริโภค ให้คิดว่าเครื่องประดับจากที่เป็นของฟุ่มเฟือยให้กลายเป็นของจำเป็น และเป็นสิ่งที่ต้องใส่ติดตัว ทางแบรนด์จึงเกิดไอเดียจนตัดสินใจทำคอลเลคชั่นสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้กับทุกคนในยามวิกฤตที่เราต้องเผชิญ โดยยังคงไว้ซึ่งดีไซน์การออกแบบเครื่องประดับแฟชั่นที่สวยงาม น่าสวมใส่ ทั้งยังสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ravipa
Cr.Photo ; sanook.com

โดยมีคอลเลคชั่นที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร จนสามารถสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังให้กับแบรนด์ได้ไกลถึงระดับอินเตอร์กันเลยทีเดียวซึ่งก็คือ คอลเลคชั่น “RAVIPA Reminder” ที่มาในธีมสร้อยข้อมือเสริมความโชคดี เสริมสิริมงคลให้ชีวิตในแต่ละด้าน ที่มาในรูปแบบของสร้อยข้อมือเชือกถัก ประดับตกแต่งด้วยองค์เทพเจ้าที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ

ravipa
Cr.Photo ; sanook.com

อย่างเช่น เจ้าแม่กวนอิม ช่วยหนุนเรื่องเมตตามหานิยม การเจรจาวาจาเป็นเลิศ ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้คนรอบข้างเอ็นดูรักใคร่อยากช่วยเหลือ, เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ช่วยนำพาเงินทองไหลมาเทมา เจรจาค้าขายคล่องแคล่วไหลลื่น, องค์พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นมหาเทพแห่งปัญญาและความคิดสร้างสรรค์, องค์พระสีวลี เทพแห่งโชคลาภ, องค์พระตรีมูรติ เทพแห่งความรัก ที่สามารถช่วยให้สุขสมหวังในความรัก มีเสน่ห์ดึงดูดแก่ผู้พบเห็น ทำให้เกิดความรักใคร่เอ็นดู นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกมากมาย ที่จะช่วยเสริมดวง เสริมชะตาชีวิตของเราให้ราบรื่น มีสิริมงคลในทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านความรัก การเงิน การงาน การเรียน และความสำเร็จ

ravipa
Cr.Photo ; sanook.com

โดยหลังจากการเปิดตัวคอลเลคชั่น “ระวิภา รีมายเดอร์” หรือ คอลเลคชั่นสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงไม่นาน ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นเกินคาด เกิดเป็นปรากฏการณ์จนเหล่าคนดังทั่วทุกวงการเลือกที่จะสวมใส่สร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์จากคอลเลคชั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์, เจนี่ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร, ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, โบว์-เมลดา สุศรี, หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์, กอล์ฟ – พิชญะ นิธิไพศาลกุล, ไมค์ – พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และมินนี่ (G)I-DLE

ravipa
Cr.Photo ; sanook.com

ซึ่ง “ระวิภา” ก็ดังระเบิดจนเป็นที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากจนเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อไอดอลสาวชื่อดังระดับโลกอย่าง “ลิซ่า BLACKPINK” ได้เลือกสวมใส่เครื่องประดับจากคอลเลคชั่นดังกล่าว ซึ่งนับว่าสาวลิซ่าเป็นส่วนสำคัญที่มีพลังและอิทธิพลเป็นอย่างมากที่ทำให้แบรนด์ “ระวิภา” กลายเป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น แต่แบรนด์ได้กลายเป็นที่รู้จักพุ่งทะยานดังไกลถึงในระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว

เพราะความจริงใจและความประทับใจที่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่แบรนด์ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในการออกแบบเครื่องประดับด้วยความใส่ใจ โดยคำนึงถึงความถูกต้องตามหลักโหราศาสตร์และฮวงจุ้ยในการออกแบบเป็นหลัก ทั้งยังคำนึงถึงการใช้งานของผู้บริโภคที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ คุณภาพของวัสดุที่เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็นตัวเชือก หรือพลอยแท้ระดับพรีเมียมที่นำเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลก

ravipa
Cr.Photo ; sanook.com

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสร้อยข้อมือ มักจะบอกต่อถึงผลลัพธ์และแชร์ประสบการณ์หลังจากที่ได้สวมใส่สร้อยข้อมือของแบรนด์ให้กับคนใกล้ตัวหรือคนรู้จัก จึงทำให้คนพูดถึงแบรนด์แบบปากต่อปาก จนกลายเป็นคอมมูนิตี้ เป็นที่รู้จักและชื่นชอบของผู้บริโภคในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคตทางแบรนด์ตั้งเป้าไว้ว่าในปีนี้จะบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว เนื่องจากได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดีมาก ในช่วงที่ผ่านมามีชาวต่างชาติรู้จักแบรนด์เป็นจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัว ทางแบรนด์จึงมีแพลนที่จะเปิดหน้าร้านที่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวต่างชาติได้เห็นเครื่องประดับของระวิภา ทำให้ลูกค้าสามารถสัมผัสและจับต้องได้ถึงความประณีตละเอียดอ่อนของชิ้นงานที่เกิดจากฝีมือของคนไทยอันน่าภาคภูมิใจ

พบกับเครื่องประดับ “ระวิภา” ได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ:

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว ชั้น G
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 2
  • ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ชั้น 1
  • ศูนย์การค้าแฟชั่นไอซ์แลนด์ ชั้น 1
  • RAVIPA Flagship Store สาขาสวนหลวงสแควร์ ซ.จุฬา 16

หรือติดตามผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.ravipa.com

Facebook: @ravipaofficial

IG: @ravipajewelry

Line ID: @ravipajewelry

โทร. 090-919-9295 หรือทางแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ LazadaShopee

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคนกับเครื่องประดับดีไซน์เก๋แถมยังช่วยเสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตาให้เราอีกด้วยนะ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นฝีมือคนไทยแท้อีกต่างหาก น่าภาคภูมิใจจริง ๆ ค่ะ ที่คนไทยสามารถสร้างสรรค์ผลงานพาชื่อเสียงและงานฝีมือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความประณีตบรรจงอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ให้ไปได้ไกลถึงระดับโลก

นอกจากเครื่องประดับแล้ว ใครกำลังตามหารองเท้าสวมใส่สบาย คุณภาพดี แถมเป็นแบรนด์ของคนไทย ลองแวะไปดู มัดรวม 10 รองเท้าสัญชาติไทย คุณภาพเริ่ด ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ที่เรารวบรวมข้อมูลเอามาไว้ให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว มั่นใจกันได้เลยว่าสาวสายแฟอย่างเราจะต้องสวยเก๋ตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบสุดปังกันอย่างแน่นอน ในวันนี้ทาง Inzpy คงต้องขอลาไปก่อน พบกันใหม่คราวหน้า พร้อมแบรนด์แฟชั่นฝีมือคนไทยที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน รอชมกันได้เลยค่ะ!!

Studio Nicholson คอลเลคชั่นสุดแสน Classic นำเสนอความร่วมสมัย

0

Studio Nicholson คอลเลคชั่นสุดแสน Classic นำเสนอความร่วมสมัย

Classic
Cr.Photo ; Studio Nicholson

Studio Nicholson ค่ายเพลงสัญชาติอังกฤษ โดดเด่นด้วยแนวทางการคิดที่ล้ำหน้าในเรื่องของแฟชั่น และการแต่งตัว ซึ่งตอนนี้ ได้ออกมาทำคอลเลคชั่นแรกของปีนี้ สด ๆ ร้อน ๆ Summer/Spring 2022 ทางแบรนด์ได้ต่อยอดการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์มินิมัลลิสต์สุดหรู ที่เน้นเสื้อผ้าอเนกประสงค์ และสีสันที่เหนือกาลเวลา มีความร่วมสมัยที่ Classic สุด ๆ ขายเสื้อผ้าที่มีความเรียบหรู มีสไตล์ แทบจะทุกคอลเลคชั่นที่ Studio Nicholson ได้ทำออกมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบัน

เมื่อมองไปแฟชั่นยุค 90 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Nick Wakeman ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Studio Nicholson และเป็น Creative Director ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ ได้ผสมผสานสไตล์ของ Ivy League ในยุค 50 และ Americana ในยุค 90 เพื่อสร้างชุดเครื่องแต่งกายบุรุษสุดเก๋ขึ้นมา คอลเลคชั่นนำเสนอความร่วมสมัย สไตล์คลาสสิก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุคเก่าถือได้ดึงเอกลักษณ์นั้นมาใช้ เช่น เสื้อผ้าขนาดใหญ่ และโทนสี ให้มีความเป็นนักศึกษายุค 50s ด้วย เสื้อสเวตเตอร์ถักแบบมีสาย, เสื้อคาร์ดิแกนของวิทยาลัย, เสื้อโค้ตแบบคลาสสิก, กางเกงขากว้าง และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทำด้วยผ้าเดนิมฟอก บอกเลยว่า Nick Wakeman ทำคอลเลคชั่นนี้ออกมาได้เท่มาก มีความเก่า และเรียบหรูในตัวสุด ๆ 

เรามาทำความรู้จักกับ Ivy League กันดีกว่า ก็คือเป็นการรวมมหาวิทยาลัยเอกชน 8 แห่ง ที่ถือเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เป็นที่ต้องการ ระดับท็อปของสหรัฐฯ และทั่วโลก เรียกง่าย ๆ ก็คือ เป็นกลุ่มวิทยาลัยชั้นนำ โดยมหาวิทยาลัยใน Ivy League จะอยู่ในฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และต่างมีกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก รวมถึงมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงมากมาย ทั้งในระดับผู้นำโลก และเจ้าของกิจการทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Emma Watson, Janet Yellen, Toni Morrison, Dr.Seuss, Mark Zuckerberg, Elon Musk, Ivan Trump, Jeff Bezos, George H. W. Bush และคนสุดท้าย Barack Obama ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก

Cr.Photo ; Studio Nicholson

คอลเลคชั่นชุดกีฬา Ivy League ที่ปรับปรุงใหม่ ให้ทันสมัยแต่เรียบง่าย เสริมด้วยสีต่าง ๆ ที่อาจฟังแล้วดูแปลกหูไปหน่อย เช่น เฮเซลนัท, ลูกพลับ, ข้าวโอ๊ต, หินขาว, ครีม, เชอร์รี่โคล่า, น้ำเงินเข้ม, เสจ และสีอีกมากมาย ไฮไลท์ของคอลเลคชั่นคือ ชุดสูทเฮเซลนัทสามชิ้น ที่โดดเด่นด้วยผ้าฝ้าย และผ้าหนัง สูทนี้สมบูรณ์แบบด้วยเสื้อเชิ้ตสีซานโต เพื่อสัมผัสที่ต่างกัน

คอลเลคชั่นชุดกีฬา Ivy League เกิดขึ้นจากแข่งขันกีฬาในสถาบันอุดมศึกษา จากองค์กรจัดกีฬามหาวิทยาลัย The National Collegiate Athletic Association (NCAA) ที่ในที่ประชุมในปี 1954 ได้คัดเลือกมหาวิทยาลัย 8 แห่ง ที่เป็นเลิศด้านการศึกษา มีผลการเรียนยอดเยี่ยม มีศิษย์เก่าได้รับรางวัลโนเบล ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับด้านการวิจัยด้วย โดยสัญลักษณ์ของกลุ่ม คือ “ใบไอวี” ที่เป็นเถาไม้เลื้อยที่นิยมปลูกเกาะคลุมผนังด้านนอก ของตึกเรียนเก่าแก่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ก็ยังเป็นคู่แข่งทางการกีฬากัน

Cr.Photo ; Studio Nicholson

คอลเลคชั่น Summer/Spring 2022 ของ Studio Nicholson ซึ่งคาดว่าจะวางจำหน่ายบนเว็บไซต์ของแบรนด์ Studio Nicholson ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และอย่าลืมเด็ดขาด อย่าลืมติดตาม Inzpy ที่จะนำข่าวสารแฟชั่น ต่าง ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน ไม่ว่าจะเป็นการคอลแลปส์ การออกคอลเลคชั่นใหม่ คราวหน้าจะมีเรื่องอะไรมาเพื่อน ๆ ได้อ่านกันอีก ฝากด้วยนะครับ