อาดิดาส เปิดตัว Adizero Dropset Pro รองเท้าสำหรับฝึกซ้อมและแข่งขันการออกกำลังกายแบบไฮบริด

วันไหนต้องวิ่งก็อยากได้รองเท้าที่เบาและเร่งความเร็วได้ แต่พอเปลี่ยนไปยกเวต ดัน Sled หรือทำ Lunge ก็ต้องการพื้นรองเท้าที่มั่นคงขึ้น ปัญหาคือรองเท้าที่ทำได้ดีอย่างหนึ่ง อาจไม่ได้ตอบโจทย์อีกอย่างเสมอไป

นี่จึงเป็นโจทย์ของ adidas Adizero Dropset Pro รองเท้ารุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการฝึกและการแข่งขันแบบ Hybrid Training โดยเฉพาะ ด้วยการนำความเร็วจากตระกูลรองเท้าวิ่ง Adizero มารวมกับความมั่นคงของรองเท้าเทรนนิง Dropset ในคู่เดียว

รุ่นนี้จึงไม่ได้วางตัวเป็นรองเท้าวิ่งเต็มรูปแบบหรือรองเท้ายกเวตอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ถูกสร้างมาสำหรับวันที่ต้องสลับระหว่างการวิ่ง คาร์ดิโอ การฝึกกล้ามเนื้อ และ Functional Training ภายในเซสชันเดียวค่ะ

 

Hybrid Training คืออะไร ทำไมรองเท้าคู่เดิมอาจยังไม่พอ

 

Hybrid Training คือการฝึกที่รวมทั้งความเร็ว ความอึด และความแข็งแรงไว้ด้วยกัน เช่น เริ่มจากวิ่ง Interval ต่อด้วย Sled Push, Weighted Lunges, Farmer’s Carry หรือ Wall Balls โดยผู้ฝึกต้องเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวไปมาตลอดเซสชัน รองเท้าที่ใช้จึงต้องรับบทหลายอย่างพร้อมกัน ช่วงวิ่งต้องมีน้ำหนักเบาและส่งตัวได้ดี แต่ตอนยกน้ำหนักหรือออกแรงดัน พื้นรองเท้าก็ต้องมั่นคงและยึดเกาะพื้นได้มากพอ ถ้ารองเท้านุ่มหรือสูงเกินไป อาจทำให้รู้สึกควบคุมท่าทางได้ยากขึ้น แต่ถ้าแข็งและหนักเกินไปก็อาจไม่คล่องตัวตอนต้องเร่งความเร็ว

จากงานวิจัยของ adidas ที่ระบุไว้ในการเปิดตัวครั้งนี้ นักกีฬาไฮบริดทั่วโลก 49% มองว่ารองเท้าที่ใช้อยู่เป็นข้อจำกัดต่อประสิทธิภาพการฝึก ขณะที่ 4 ใน 5 คาดหวังว่ารองเท้าคู่เดียวควรรองรับทุกกิจกรรมภายในเซสชันได้ แต่ผู้ตอบมากกว่าหนึ่งในสามยังไม่พบรองเท้าที่ตอบโจทย์ครบทุกด้าน

 

Adizero บวก Dropset ได้รองเท้าแบบไหน

ชื่อของ Adizero Dropset Pro บอกแนวคิดของรองเท้าคู่นี้ค่อนข้างชัด ด้านหนึ่งนำเทคโนโลยีจาก Adizero ซึ่งเป็นตระกูลรองเท้าวิ่งที่เน้นความเร็วมาใช้ อีกด้านเติมโครงสร้างและความมั่นคงแบบ Dropset ซึ่งถูกพัฒนามาสำหรับการฝึกกล้ามเนื้อ ผลที่ได้คือรองเท้าที่พยายามรักษาสมดุลระหว่าง 4 เรื่อง ได้แก่ ความเร็ว ความมั่นคง การควบคุมการเคลื่อนไหว และการยึดเกาะพื้น เหมาะกับคนที่ในหนึ่งวันไม่ได้วิ่งอย่างเดียวหรือยกเวตอย่างเดียว แต่ต้องสลับกิจกรรมหลายรูปแบบต่อเนื่องกัน

Adizero Dropset Pro พัฒนาต่อยอดจาก Adizero Dropset Elite รองเท้าสำหรับการแข่งขัน Hybrid ที่ adidas ทำงานร่วมกับ Tim Wenisch แชมป์โลก HYROX โดยรุ่น Elite จะเน้นกลุ่มนักกีฬาระดับแนวหน้า ส่วนรุ่น Pro ถูกปรับให้เข้าถึงการฝึกในชีวิตประจำวันของนักกีฬาหลายระดับมากขึ้น และผ่านการทดสอบร่วมกับ Graham Halliday และ Fabian Eisenlauer

 

Lightstrike Pro Foam ช่วยเรื่องความเบาและแรงส่ง

ส่วนของพื้นรองเท้าใช้ Lightstrike Pro Foam โฟมน้ำหนักเบาที่พบในรองเท้าตระกูล Adizero มีหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและคืนพลังงานระหว่างการเคลื่อนไหว เหมาะกับช่วงที่ต้องวิ่ง เร่งความเร็ว หรือเปลี่ยนสถานีอย่างต่อเนื่อง

จุดสำคัญคือรองเท้า Hybrid ไม่ควรนุ่มจนเสียความมั่นคง รุ่นนี้จึงต้องบาลานซ์ความเด้งของโฟมกับโครงสร้างที่ช่วยให้เท้ายังควบคุมการเคลื่อนไหวได้ตอนฝึกกล้ามเนื้อค่ะ

 

Energy Rods ช่วยถ่ายน้ำหนักตอนเร่งความเร็ว

ภายในรองเท้ามี Energy Rods ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้การถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าไปยังปลายเท้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มความแข็งในระดับที่ช่วยสร้างแรงส่งขณะวิ่ง

ฟีเจอร์นี้น่าจะเห็นบทบาทชัดในช่วงที่ต้องออกตัว วิ่ง Interval หรือเร่งความเร็วหลังจบสถานีฝึก เพราะช่วยให้การเปลี่ยนจากจังหวะลงเท้าไปสู่การก้าวต่อไปลื่นขึ้น โดยไม่ทำให้รองเท้าสูญเสียโครงสร้างที่จำเป็นต่อการเทรนนิง

 

Lighttraxion และ Continental™ Rubber เกาะพื้นทั้งตอนวิ่งและยก

พื้นรองเท้าใช้ Lighttraxion ระบบยึดเกาะน้ำหนักเบาที่ออกแบบมาเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกิน พร้อมเสริมด้วยยาง Continental™ Rubber ซึ่งช่วยเรื่องการเกาะพื้นทั้งบนพื้นผิวแห้งและเปียก

เรื่องนี้สำคัญกับการฝึกแบบ Hybrid เพราะผู้ฝึกอาจต้องเปลี่ยนจากวิ่งไปดัน Sled หรือถือของหนักเดินต่อทันที พื้นรองเท้าจึงต้องช่วยให้รู้สึกมั่นคงในช่วงที่ออกแรง และยังคล่องตัวพอในช่วงที่ต้องเคลื่อนที่เร็ว

Adizero Sockliner ช่วยให้เท้าอยู่ใกล้พื้นมากขึ้น

ด้านในรองเท้าใช้ Adizero Sockliner ความหนา 2.6 มิลลิเมตร ช่วยลดน้ำหนักและรักษาความสูงของพื้นรองเท้าให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อเพิ่ม Ground Feel หรือความรู้สึกเชื่อมต่อกับพื้น

การอยู่ใกล้พื้นมากขึ้นมีประโยชน์ตอนทำท่าที่ต้องควบคุมสมดุล เช่น Weighted Lunges, Farmer’s Carry หรือการยกน้ำหนัก เพราะผู้ใส่สามารถรับรู้ตำแหน่งของเท้าและควบคุมการลงน้ำหนักได้ชัดขึ้น

เหมาะกับใครบ้าง

Adizero Dropset Pro เหมาะกับคนที่ตารางออกกำลังกายไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว เช่น นักวิ่งที่เพิ่มเวตเทรนนิงเข้าไปในโปรแกรม คนที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อแต่ยังฝึกวิ่งเป็นประจำ หรือคนที่เล่น Functional Training และสลับคาร์ดิโอกับการใช้แรงภายในคลาสเดียว

สำหรับคนที่วิ่งระยะไกลเป็นหลัก อาจยังเหมาะกับรองเท้าวิ่งเฉพาะทางมากกว่า เช่นเดียวกับคนที่ยกน้ำหนักหนักมากและต้องการพื้นแข็งเป็นพิเศษ อาจต้องพิจารณารองเท้ายกเวตโดยตรง แต่ถ้ากิจกรรมหลักคือการสลับวิ่งกับ Strength Training รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์นั้นโดยเฉพาะค่ะ

 

ราคาและวันวางจำหน่ายในไทย

adidas Adizero Dropset Pro วางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ในราคา 4,900 บาท

สามารถหาซื้อได้ที่อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, แอปพลิเคชัน adidas, adidas Online Store, LINE: @adidasthailand และร้านอุปกรณ์กีฬาชั้นนำที่ร่วมรายการ

สำหรับคนที่ต้องสลับระหว่างลู่วิ่ง พื้นยิม และสถานีฝึกหลายแบบ Adizero Dropset Pro น่าสนใจตรงที่พยายามลดปัญหาการเลือกระหว่าง “รองเท้าวิ่ง” กับ “รองเท้าเทรนนิง” ให้เหลือคู่เดียว แต่ก่อนซื้อควรลองสวมและทดสอบความกระชับจริง เพราะรองเท้า Hybrid ที่เหมาะ ไม่ได้ดูแค่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องเข้ากับรูปเท้าและรูปแบบการฝึกของแต่ละคนด้วยค่ะ

 


รวม 6 รองเท้าเดินป่าน่าลอง เลือกให้ตรงเส้นทางก่อนออกทริป

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

■ Monday Edition เปิด Pop-up Store แห่งแรกในไทย พร้อมคอลเลกชัน “Bloom in Bangkok”

■ KEEN x emmi Hyperport H2 รองเท้าลุยโทนมินิมอล ใส่เดินเมืองก็เข้ากัน

Parichat
Parichat
ถ้าเขียนแล้วชอบ ก็แปลว่าใช่ -

Related Post