Home Blog Page 1119

ปวดเข่า ปวดข้อ คอลลาเจนช่วยได้จริงมั้ย?

ยิ่งเมื่ออายุเพิ่มขึ้นปัญหาที่หลายๆ ท่านต้องพบเจอ คือ อาการ ปวดเข่า ปวดข้อ ไม่ว่าจะการลุก การนั่ง การเดินมากๆ หรือการออกกำลังกายหนักๆนั้นไม่สามารถทำได้ดีเท่าแต่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะร่างกายของเรามีการใช้งานมาอย่างยาวนานทำให้ประสิทธิภาพลดลง ยิ่งสำหรับคนที่ไม่เคยดูแลร่างกายเลย การเสื่อมสภาพของร่างกายก็ยิ่งเกิดได้มากกว่า และรุนแรงกว่า ยิ่งเป็นเรื่องของสุขภาพ เข่า ข้อ หรือขา ยิ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราจะต้องดูแลให้ดีเป็นพิเศษ

อาการ ปวดเข่า ปวดข้อ จึงเป็นอาการที่หลายๆ คนเจอในช่วงวัยที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่คนที่ใช้งานหนักก็ตาม การดูแล บำรุง รักษา เข่า ข้อ นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพราะหากปล่อยไว้ให้เรื้อรังอาจจะต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงอย่างแน่นอน แต่จะมีวิธีไหนบ้างที่เราสามารถดูแลเข่า ข้อ เพื่อป้องกันอาการปวดเข่า ปวดข้อได้บ้างมาดูกัน

คอลลาเจนที่ช่วยในเรื่องของข้อต่อได้หรือไม่ ?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินโฆษณาจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ คอลลาเจนที่ช่วยบรรเทา หรือรักษา อาการปวดเข่า ปวดข้อได้ ซึ่งคอลลาเจนนั้นสามารถช่วยบรรเทา หรือรักษา อาการ ปวดเข่า ปวดข้อได้จริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะไปซื้อคอลลาเจนอะไรก็ได้ตามท้องตลาดที่มีขายทั่วไปมารับประทานได้ เพราะคอลลาเจนนั้นมีอยู่หลายชนิดทั้งคอลลาเจนที่ช่วยเรื่องของผิวพรรณ เส้นผม เล็บ และคอลลาเจนที่ช่วยเรื่องของข้อต่อ สำหรับผู้ที่ต้องการคอลลาเจนเพื่อช่วยในเรื่องของข้อต่อจะต้องเลือกดูผลิตภัณฑ์ให้ดีๆ ก่อนซื้อมารับประทาน

คอลลาเจนสำหรับช่วยเรื่องข้อต่อ

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการรวมตัวของกรดอะมิโนจากหลากหลายชนิด ซึ่งคอลลาเจนสำ (collagen) หรับช่วยเรื่องข้อต่อจะเรียกว่า “collagen type II” ที่เป็นคอลลาเจน (collagen) ที่พบได้ตาม เซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ collagen type II จะช่วยซ่อมแซม และเพิ่มระดับของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ที่เป็นส่วนประกอบของสารหล่อเลี้ยงตามข้อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตคอลลาเจน (collagen) ชนิดนี้จะลดลงทำให้เกิดการปวดเข่า ปวดข้อได้

ปวดเข่า ปวดข้อ คอลลาเจน2
Cr: Photo www.freepik.com

อาการที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่ขาด collagen type II

  • อย่างที่บอกไปยิ่งเราอายุเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่กระบวนการผลิตของ collagen type II นั้นก็จะลดลงตาม ทำให้
  • สุขภาพร่างกายนั้นเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ โดยจะมีอาการเจ็บป่วยที่ตามมาดังนี้
  • เกิดอาการปวดบริเวณข้อเข่าและข้อต่อต่างๆ
  • มักจะพบอาการฝืดตึงบริเวณข้อเข่าอยู่บ่อยๆ
  • เกิดเสียงขึ้นบริเวณข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหวได้ง่าย
  • ขึ้น-ลงบันได ลุกนั่งลำบากเนื่องจากอาการเจ็บเข่า
ปวดเข่า ปวดข้อ คอลลาเจน1
Cr: Photo www.freepik.com

การเลือกซื้อคอลลาเจน (collagen) สำหรับข้อเข่า

เมื่อคุณรู้แล้วว่าคอลลาเจน (collagen) ที่ช่วยในเรื่องของข้อเข่านั้นคือ collagen type II คอลลาเจนตัวนี้จะมีอยู่มากในกระดูกอ่อนบริเวณหน้าอกของไก่ ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู สาหร่ายทะเล เห็ด และผักใบเขียวชนิดต่างๆ ซึ่งคุณอาจจะต้องรับประทานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ร่างกายย่อยสลาย แล้วได้ collagen type II ออกมา สำหรับหลายๆคนนั้นอาจจะไม่มีเวลาที่จะไปหาอาหารเหล่านี้มาประกอบอาหารได้ในทุกๆ วัน

ปัจจุบันหลายๆ แบรนด์อาหารเสริมต่างๆ ได้ทำผลิตภัณฑ์คอลลาเจน (collagen) ที่เป็น collagen type II ออกมามากมายไม่ว่าจะมีในรูปแบบซอง หรือกระปุกในการชงกับน้ำแล้วดื่ม หรือมาในรูปของแคปซูลที่สามารถรับประทานได้ง่ายกว่าแบบชงดื่ม เพราะคอลลาเจนจะมีกลิ่นเฉพาะตัว หลายท่านอาจจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวจากผลิตภัณฑ์คอลลาเจน (collagen)

ปวดเข่า ปวดข้อ คอลลาเจน3
Cr: Photo www.freepik.com

เดี๋ยวนี้หลายผลิตภัณฑ์ คอลลาเจน (collagen) แก้ ปวดเข่า ปวดข้อ นั้นได้มีการแต่งเติมกลิ่นสี และใส่สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายเพื่อให้ผู้บริโภคทานได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุณสามารถเลือกเองได้เลยว่าอยากรับประทานคอลลาเจน (collagen) ในรูปแบบไหนที่ตรงใจที่สุด และควรรับประทานติดต่อกันเป็นประจำ วันละ 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้ร่างกายนำ collagen type II ไปใช้ในการซ่อมแซม และเพิ่มระดับของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ที่เป็นส่วนประกอบของสารหล่อเลี้ยงตามข้อต่อในร่างกายได้อย่างเพียงพอ

สำหรับใครที่ต้องการรับประทานคอลลาเจน เพื่อให้ร่างกายเกิดการกระตุ้นนำ คอลลาเจน (collagen) ไปใช้ได้จริงๆ ควรทานคู่กับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี (Vitamin C) เพื่อให้ร่างกายย่อยสลายคอลลาเจน (collagen) และนำไปซ่อมแซมตามข้อต่อต่างๆ ในร่างกายได้จริง เพราะการชงคอลลาเจนเปล่าๆ รับประทานลำไส้ของเราไม่สามารถที่จะดูดซึมเอาคอลลาเจนที่ทานเข้าไปโดยตรงได้ ซึ่งใน คอลลาเจน (collagen) สำหรับผิวส่วนใหญ่จะมีการผสมของวิตามินซี (Vitamin C)  เข้าไปอยู่แล้วทำให้สามารถรับประทานเข้าไปได้เลย

How to ดีท็อกซ์ผิว (Detox skin) ให้กลับมามีชีวิตชีวา เรียบเนียนดังเดิม
การดีท็อกซ์ร่างกายเพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งนั้นไม่จำเป็นต้องไปเข้าสปาแพงๆ เพื่อทำทรีทเม้นท์ให้กับผิว สำหรับใครที่พอมีเวลาก็สามารถทำการดีท็อกซ์ได้ด้วยตนเองเหมือนการเข้าสปาได้เช่นกันซึ่งเรามีสูตรในการทรีทเม้นท์ดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) ให้ผิวดูมีชีวิต ชีวา และสุขภาพดีมาแนะนำ

How to ดีท็อกซ์ผิว (Detox skin) ให้กลับมามีชีวิตชีวา อ่านต่อ คลิก!!!

5 Must-Have ของใช้ในครัวระดับตำนาน ที่คนรักงานดีไซน์ต้องมี 

5 Must-Have ของใช้ในครัวระดับตำนาน ที่คนรักงานดีไซน์ต้องมี 

งานระดับตำนานที่ผ่านมาไม่ได้มีแค่เก้าอี้ โต๊ะ หรือเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่ในวันวาน ยังมีเหล่าดีไซเนอร์หัวก้าวหน้าหลายคน ที่สร้างสรรค์งานไว้ในโลกนี้อีกมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ของในก้นครัว ที่ส่วนใหญ่แล้วมีไว้ใช้แต่ไม่ได้โชว์ แต่… ทั้งหมดนี้ มีไว้ทั้งใช้และโชว์ เพราะเป็นผลงานดีไซน์คลาสสิกตลอดกาล ที่ปัจจุบันยังฮ็อตและฮิตไม่สร่างซา

JUICY SALIF
5 Must-Have
Cr. Photo : magazine.designbest.com

ที่คั้นน้ำมะนาวสุดฟีเวอร์ในยุค 90 ซึ่งเป็นผลงานของ Philippe Starck นักออกแบบชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่มีผลงานการออกแบบอันหลากหลาย ตั้งแต่ข้าวของชิ้นจ้อยยันตึกระฟ้าเก๋ ๆ ระดับโลก

สำหรับ JUICY SALIF เกิดขึ้นมาจากการที่สตาร์คได้สเก็ตช์ภาพปลาหมึกหนวดยาวววว ลงไปในกระดาษทิชชูเปื้อนซอส ก่อนยื่นให้กับ Alberto ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Alessi และหลังจากนั้น ภาพร่างดังกล่าวก็กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำไปออกแบบที่คั้นน้ำมะนาวนั่นเอง  โดยหล่อขึ้นมาจากอะลูมิเนียมและทำสีปัดเงา ในชื่อรุ่น Gold Plated มีฐานกว้าง 14 ซม. และสูง 28 ซม. ต่อมาระหว่างปี 1991-2004 ก็ได้มีการผลิตรุ่น Anthracite สีดำเทาขึ้น จนในที่สุดได้รับเลือกจัดแสดงไว้ที่ Museum of Modern Art ที่นิวยอร์ก และปัจจุบันได้รับการผลิตขึ้นภายใต้แบรนด์ Alessi

โดย สตาร์ค ได้กล่าวถึงงานชิ้นนี้ไว้ว่า… “งานของเขามิได้หมายถึงที่คั้นน้ำมะนาว แต่เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่ผู้คนจะได้พูดคุยกัน” และก็เป็นไปตามคำสนุกปากของดีไซเนอร์ขี้เล่นเจ้านี้จริง ๆ  เพราะ JUICY SALIF ต่างมีผู้คนกล่าวถึงทั่วโลก และเข้าไปอยู่ในฉากภาพยนตร์ดัง ๆ หลายเรื่อง แถมบางคนก็นำมาตั้งโชว์หราไว้ในบ้านหรือเก็บเป็นไอเทมของสะสม

สำหรับส่วนตัวแล้วคิดว่ามันไม่เหมือนปลาหมึกนะ เพราะเห็นแล้วนึกถึงจรวดซะมากกว่า และตอนนี้รูปทรงมันก็ยังดูล้ำ… อยู่เลย (ดูสินค้าได้ที่ Crystal Maison ชั้น 2 ตึก B ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์)

CHAMBORD FRENCH COFFEE PRESS
5 Must-Have
Cr. Photo : the-article-magazine.com

เครื่องชงกาแฟ CHAMBORD แบรนด์ Bodum ของประเทศเดนมาร์ก ถูกรังสรรค์ขึ้นครั้งแรกในปี 1982 แถมปัจจุบันความคลาสสิกของรูปแบบเดิมยังเป็นที่นิยมไม่จางหาย เพราะเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ทำให้เหล่าคอกาแฟทั่วโลกต่างประทับใจ ต้องยกให้การออกแบบที่สะท้อนความเรียบง่ายแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย รวมถึงประหยัดไฟ เพราะไม่ต้องใช้ แถมวิธีในการชงยังสะดวกรวดเร็ว เพียงเติมกาแฟที่บดแบบหยาบเท่า ๆ กัน ตามด้วยน้ำร้อนลงไป ใช้เวลาประมาณ 4 นาที ก็สามารถสกัดรสชาติกาแฟออกมาได้ ก่อนกดแท่งก้านโลหะเพื่อดันกากกาแฟลงสู่ด้านล่าง

ที่สำคัญ CHAMBORD สามารถชงกาแฟได้หลายถ้วย ในส่วนของฝาปิดและมือจับยังผลิตจากสเตนเลสสตีลเนื้อดี และเจ้าเครื่องชงกาแฟชิ้นนี้ยังสามารถพลิกบทบาทไปใช้ชงชาได้อีกด้วย (ดูสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล)

Moka Express
5 Must-Have
Cr. Photo : boroughkitchen.com

หม้อต้มกาแฟทรง 8 เหลี่ยมสุดคลาสสิครุ่นนี้ เป็นของแบรนด์ Bialetti สัญชาติอิตาลี ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1933 โดย Luigi De Ponti และเป็นที่รู้จักวงกว้างในชื่อ Macchinetta (Small machine) หรือเรียกอีกนามว่า Italian Coffee Pot และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหม้อต้มกาแฟที่ผลิตจากอะลูมิเนียม และมือจับทำจาก Bakelite (พลาสติกชนิดหนึ่ง) คุณภาพดี รวมถึงการดีไซน์ที่ง่ายต่อการใช้งาน ชงด้วยแรงอัดไอน้ำหรือน้ำร้อน ผ่านเมล็ดกาแฟคั่วบดละเอียด

ที่เจ๋งคือหม้อต้มกาแฟ Moka นี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงที่ Science Museum ณ กรุงลอนดอน ก่อนกลายมาเป็นต้นแบบในการผลิตเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่ทั่วโลกให้ความสนใจ (ดูสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล)

Kettle 9093
5 Must-Have
Cr.Photo : wayfair.com

งานดีไซน์ไอคอนในปี 1985 ของแบรนด์ Alessi ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Michael Graves สถาปนิกชาวอเมริกัน ที่นำเสนอกาต้มน้ำสเตนเลสสตีลแผดเสียงคล้ายเสียงนกร้อง

โดยโจทย์ที่เขาได้รับมานั้นคือให้สร้างสรรค์กาต้มน้ำที่สามารถตั้งบนเตาได้สวยอย่างไร้ที่ติ ต้มน้ำได้เร็วกว่ากาน้ำปกติทั่วไป และก่อนออกแบบ Graves ได้ทำการทดลองเรื่องเหลี่ยมมุมองศาของด้านข้างตัวกา และเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวฐาน จนกระทั่งเขาพบรูปทรงที่ตรงกับความต้องการของ Alberto Alessi (เจ้าของแบรนด์)

ปิดท้ายด้วยสร้างสรรค์ให้มีเสียงคล้ายเสียงนกจิ๋วที่ร้องเจื้อยแจ้วขึ้นเมื่อน้ำถึงจุดเดือด และนั่นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้กาต้มน้ำรุ่นนี้มียอดขายถล่มทลายชนะคู่แข่งอย่างต่อเนื่องทันทีที่วางตลาด (ดูสินค้าได้ที่ Crystal Maison ชั้น 2 ตึก B ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์)

Le Creuset Cocotte
5 Must-Have
Cr. Photo : Culinaris.eu

หม้อเหล็กเคลือบสี รุ่น Cocotte ของ Le Creuset สร้างสรรค์ครั้งแรกในปี 1925 โดย Armand Desaegher ผู้เชี่ยวชาญด้านการหล่อ และ Octave Aubecq ผู้รอบรู้เรื่องงานเคลือบ ได้จับมือกันค้นหาจุดด้อยและข้อบกพร่องของภาชนะบรรจุอาหารที่ทำ จากเหล็กเคลือบ ก่อนทำการสร้างสรรค์ Cocotte หม้อเหล็กฉาบผิวเคลือบเงาแบบงานพอร์ซเลนขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีสีส้มสดเป็นตัวชูโรง ซึ่งขอบอกว่าดูแซ่บ และโดดเด่นกว่าหม้อสีเทาในสมัยนั้น อีกทั้งยังแข็งแรงทนทานใช้ได้ทั้งทำอาหารบนเตา เตาอบ และเตาย่าง หรือแม้แต่วางไว้บนโต๊ะอาหารก็ยังดูสวยน่ามอง จึงทำให้ผลงานชิ้นนี้ขึ้นแท่นเป็นไอเทมขวัญใจของคนนิยมทำอาหาร

ประกอบกับหลังจากนั้นทางแบรนด์เริ่มทำสีมาให้เลือกหลากหลาย (มีไซส์เล็กให้เลือกด้วย) จึงทำให้หม้อ Cocotte เป็นสินค้าที่ยังคงความอมตะ ขายดีตลอดกาลให้กับแบรนด์เลยทีเดียว (ดูสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล)

และทั้งหมดนี้ คือ 5 Must-Have ของใช้ในครัวระดับตำนาน ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นภายใต้แนวคิดที่แตกต่างกัน แต่เชื่อว่าสามารถเป็นแพชั่นให้คุณนำไปต่อยอดกับงานที่คุณรักได้ (ไม่มากก็น้อย)

ป.ล.บอกเลยว่าพ่อบ้าน/แม่บ้านท่านใดมีติดก้นครัวไว้สักชิ้น รับรองดูคูล… ไม่เบา

 

บทความน่าสนใจ : 5 Iconic Lamps โคมไฟดีไซน์เหนือกาลเวลา

How to ดีท็อกซ์ผิว (Detox skin) ให้กลับมามีชีวิตชีวา

ดีท็อกซ์ผิว (Detox skin) …. การดูแลตัวเองโดยเฉพาะผิวพรรณนั้นจำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นส่วนที่คนภายนอกจะมองเข้ามาเห็นในตัวเราเป็นอย่างแรก การมีผิวพรรณที่สะอาด สดใส แลดูสุขภาพดีนั้นจะทำให้ตัวเรามีออร่า และน่ามองขึ้น ยิ่งเป็นผู้หญิงแล้วการปล่อยให้ผิวของคุณดูหมองคล้ำ มีผิวสัมผัสที่แห้งกราน นั้นเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับผู้หญิงทุกคนเลยก็ว่าได้ ถึงจะมีผิวสีเข้ม หรือผิวขาว ทุกคนสามารถทำให้ผิวของตนเองมีชีวิตชีวา เปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีได้ โดยเริ่มจากการดูแลร่างกายผิวพรรณอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

การดูแลผิวพรรณให้ดูมีชีวิตชีวา เปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย นอกจากการใช้ครีมและโลชั่นในการบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นแล้ว การทรีทเม้นท์ให้กับผิวก็เป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสปาขัดผิว อบผิว นวดน้ำมัน หรือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้อิ่มฟูขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการเข้าไปใช้บริการเป็นประจำ สำหรับใครที่ต้อง save เงิน หรือต้องประหยัดเงิน ก็อาจจะไม่สามารถทำทรีทเม้นท์เพื่อเป็นการท็อกซ์ Detox ร่างกายและผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งอยู่ตลอดได้อย่างต่อเนื่อง

วิธีการ ดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) ด้วยตนเองที่บ้าน

การดีท็อกซ์ร่างกายเพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งนั้นไม่จำเป็นต้องไปเข้าสปาแพงๆ เพื่อทำทรีทเม้นท์ให้กับผิว สำหรับใครที่พอมีเวลาก็สามารถทำการดีท็อกซ์ได้ด้วยตนเองเหมือนการเข้าสปาได้เช่นกันซึ่งเรามีสูตรในการทรีทเม้นท์ดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) ให้ผิวดูมีชีวิต ชีวา และสุขภาพดีมาแนะนำดังนี้

วิธีการ ดีท็อกซ์ผิว (Detox skin) ด้วยตนเองที่บ้าน
Cr: Photo www.freepik.com
1.Detox ผิวด้วยเกลือทะเล

เกลือทะเลเป็นเกลือที่หาได้ทั่วไป มีส่วนผสมของแมกนีเซียมสูงและมีราคารไม่แพง สามารถใช้เป็นตัวดีท็อกซ์ผิว Detox skin ได้เป็นอย่างดี และทำให้คุณรู้สึกถึงความผ่อนคลายได้อีกด้วย ซึ่งคุณจะต้องเตรียมวัตถุดิบในการการดีท็อกซ์ (Detoxskin) ดังนี้

  • เกลือเอปซอม 1 ถ้วย ,น้ำมันมะกอก 1/2 ถ้วยตวง (ถ้ามี) , อ่างอาบน้ำ ,น้ำอุ่น
  • เติมน้ำอุ่นในอ่างให้เพียงพอแล้วเติมเกลือ Epsom ลงไป คนให้เข้ากันจนเกลือละลาย
  • ในช่วงเดือนที่มีอากาศหนาวเย็น ให้เติมน้ำมันมะกอกลงในอ่างเพื่อปรับสภาพผิวให้ดียิ่งขึ้น

1.Detox ผิวด้วยเกลือทะเล

ให้คุณแช่ตัวลงไปสัก 15-20 นาทีเพื่อให้แร่ธาตุที่อยู่ในเหลือซึมซาบเข้าสู่ผิวแล้วขจัดของเสียออกมาตามรูขุมขน วิธีนี้จะช่วยให้ผิวของคุณใส เลือดลมไหลเวียนดี และยังทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้อีกด้วย นอกจากหน้าคุณยังสามารถบำรุงผิวหน้าไปพร้อมๆ กับการการดีท็อกซ์ (Detoxskin) เช่นการมาส์กหน้า เพื่อให้ผิวสุขภาพทั้งร่างการ

2.Detox ด้วยน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์

ในน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ Apple Cider Vinegar จะมีธาตุโพแทสเซี่ยมสูง Potassium และประกอบไปด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยเป็นยาฆ่าเชื้อ ช่วยทำลายแบคทีเรียได้อีกด้วย ซึ่งวัตถุดิบที่ต้องเตรียมและขั้นตอนการการดีท็อกซ์ (Detoxskin) นั้นมีดังนี้

  • น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1-2 ถ้วย ,น้ำมันหอมระเหยที่คุณชื่นชอบ 5-6 หยด (ถ้ามี) , อ่างอาบน้ำ ,น้ำอุ่น
  • เติมน้ำลงในอ่างแล้วเติมน้ำส้มสายชูและน้ำมันหอมระเหยที่คุณชอบ(น้ำมันหอมระเหยที่ได้ผลดีในการอาบน้ำดีท็อกซ์ ได้แก่ น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันเปปเปอร์มินต์ น้ำมันแมนดาริน และน้ำมันทีทรี)

2. ด้วยน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์

โดยให้คุณแช่ร่างกายของคุณในน้ำและผ่อนคลายอย่างสบายใจ แนะนำให้แช่ประมาณ 20-30 นาที ข้อควรระวังหากคุณมีผิวที่แพ้ง่าย ให้ตรวจสอบน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ผิวบริเวณแขนก่อนที่จะทำการแช่ลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคือง เมื่อทำการแช่ครบตามเวลาแล้วให้อาบน้ำชำระร่างการให้สะอาด แล้วบำรุงผิวด้วยโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพียงแค่นี้ผิวของคุณก็จะกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเคย

3.Detoxskin ด้วยกากกาแฟ

สำหรับใครที่ชอบดื่มกาแฟที่ต้องดริปกาแฟเองอย่าพึ่งเอากากกาแฟที่เหลือทิ้งเพราะในกากกาแฟนั้นมีประโยชน์กับผิวเป็นอย่างมาก สามารถนำมาขัดผิว หรือใช้ปรับอากาศภายในห้องได้ วัตถุดิบที่ต้องเตรียมและขั้นตอนการทำ การดีท็อกซ์ (Detoxskin) มีดังนี้

  • กากกาแฟ 1 ถ้วย ,น้ำเปล่าผสมน้ำมันมะกอกนิดหน่อย 1/3 ถ้วย , น้ำอุ่น ,อ่างอาบน้ำ
  • วิธีเตรียมให้ผสมกากกาแฟกับน้ำในอ่างแลัวเติมน้ำมันมะกอกลงไป

2. Detox skin ด้วยน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์

เพียงแค่นี้คุณก็จะได้สูตร การดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) ด้วยกากกาแฟแล้ว และคุณยังสามารถนำกากกาแฟที่อยู่ในอ่างแช่น้ำขัดผิวให้ทั่วร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังที่แห้งหลุดออกไปเผยผิวใหม่ที่สดใสหลังแช่เสร็จ ควรแช่ประมาณ 5-10 นาที ต่อด้วยขัดผิวอีก 5 นาที ซึ่งเป็นการเผยผิวใหม่ที่สดใส ลดปัญหาผิวที่แห้งแตกได้อีกด้วย หลังจากแช่เรียบร้อยให้ทาครีมบำรุง หรือทาน้ำมันทาผิว body oil ให้ทั่วรางกายด้วยนะคะ

สำหรับวิธี ดีท็อกซ์ผิว (Detox skin) ผิว 3 สูตรที่เราได้แนะนำไปนี้เป็นวิธีที่ง่าย และสามารถเตรียมวัตถุดิบอุปกรณ์ได้ไม่ยาก ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปได้เลย การดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) ด้วยตัวเองนี้จะสามารถประหยัดเงินในการเข้าสปาของคุณได้เป็นอย่างมาก และยังสามารถทำเองได้บ่อยๆที่บ้านอีกด้วย

สำหรับการทำ การดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) คุณสามารถทำได้อาทิตย์ละครั้ง หากคนมีเวลาว่าง เพื่อให้คุณได้ผ่อนคลายกับการทำงานมาทั้งสัปดาห์ เหมือนกับการเข้าไปทำสปาแพงๆ แต่คุณสามารถทำได้เองที่บ้านในราคาที่แถบไม่ต้องเสียให้กับการทำดีท็อกซ์ผิว (Detoxskin) เลย คุณยังสามารถมาส์กหน้าไปพร้อมกับการแช่ตัวลงไปในน้ำอุ่นๆ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าต่างๆ จาก กากกาแฟ น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ Apple Cider Vinegar และ เกลือทะเล ที่คอยช่วยเยียวยาผิวในช่วงสุดสัปดาห์ได้เป็นอย่างดี

ทาน “คอลลาเจน” ยังให้เกิดผลดีกับร่างกายมากที่สุด

“ทานคอลลาเจน” ยังให้เกิดผลดีกับร่างกายมากที่สุด คลิก!!!

“ทานคอลลาเจน” ยังให้เกิดผลดีกับร่างกายมากที่สุด

คำว่า “ทานคอลลาเจน (Collagen)” เมื่อพูดถึงคำนี้คงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ดีและจำเป็นต่อสุขภาพร่างกายโดยเฉพาะในเรื่องของความสวยความงาม ซึ่ง

คอลลาเจนCollagen คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราสามารถสร้างได้เอง (fibrous protein) ประกอบด้วยกรดอะมิโน (amino acid ) ที่ต่อกันเป็นเส้นใยยาวๆ (peptide bond) โดยร่างกายจะผลิตคอลลาเจน (Collagen) ออกมามากถึง 30-40% ซึ่งมีความสำคัญต่อเซลล์ในร่างกายเพื่อเชื่อมต่อเซลล์ให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์

ทานคอลลาเจน
Cr: Photo www.freepik.com

ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะสร้างคอลลาเจน (Collagen) เองได้แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอ เพราะปริมาณที่ร่างกายต้องการใช้คอลลาเจนนั้นก็มีมากเหมือนกัน ซึ่งคุณสมบัติของคอลลาเจนมีความน่าทึ่งเป็นอย่างมาก มันไม่เพียงแค่ล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายเท่านั้น แต่คอลลาเจนยังช่วยให้ผิวสวย เนียน เด้ง และช่วยรักษาบรรเทาอาการข้อเสื่อมได้ ที่เราจะเห็นตามโฆษณาตามสื่อต่างๆ อยู่บ่อยๆ ซึ่งคอลลาเจนที่ช่วยเรื่องของผิวพรรณ และไขข้อนั้นจะไม่เหมือนกัน 

คอลลาเจนสำหรับ “ผิวพรรณ”

คอลลาเจน (Collagen) ที่ช่วยในเรื่องของผิวพรรณจะพบมากที่สุดในร่างกาย ซึ่งจะจัดอยู่ใน Collagen Type 1 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ และช่วยสมานแผลบนผิวหนัง ทำให้การมีคอลลาเจน Collagen Type 1 ในร่างกายมากๆ นั้นเป็นผลดีต่อผิวพรรณที่จะคอยช่วยให้ผิวเรียบ เนียน ไร้ริ้วรอยนั่นเอง ซึ่งคอลลาเจนชนิดนี้เราสามารถรับประทาน ได้ผ่านการแปรรูปกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เรียกว่า (bioactive collagen peptide) ซึ่งดีต่อผิวพรรณ พื้นฟูผิวเหี่ยวย่น และลดเลือนริ้วรอยต่างๆ เป็นอย่างมาก

คอลลาเจนสำหรับ “ไขข้อ”

คอลลาเจนที่ช่วยในเรื่องของไขข้อนั้น พบมากในข้อกระดูกอ่อนและไขข้อของร่างกายเรียกว่า Collagen Type 2 ซึ่งเมื่อเราแก่ตัวลงไปการผลิต Collagen Type 2 ในร่างกายก็จะน้อยลงตามไปด้วย ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อเข่า ข้อขาได้ง่ายๆ Collagen Type 2 สามารถช่วยในการสร้างกระดูกอ่อน อีกทั้งยังช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอบริเวณข้อได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่มีปัญหาไขข้อ แนะนำให้ ทานคอลลาเจน ประเภท คอลลาเจนชนิด “ไฮโดรไลเซต คอลลาเจน (Collagen Hydrolysate)

ทานคอลเลเจน ให้ได้ประโยชน์
Cr: Photo www.freepik.com

ทานคอลลาเจน (Collagen) ยังไงให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุด

ถึงแม้ร่างกายของเราจะสามารถสร้าง คอลลาเจน (Collagen) ได้เอง แต่มันก็อาจไม่ได้เพียงพอต่อการพื้นฟูให้ได้ตามที่เราต้องการ ดังนั้นการทานคอลลาเจน จึงเป็นทางเลือกที่ดีของคนที่รักสวยรักงาม และอยากสุขภาพดียิ่งๆขึ้นไป เรามาดูกันว่า “การทานคอลลาเจนด้วยวิธีไหนจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุด”

1.ทานหลังตื่นนอนตอนเช้า

ช่วงเวลาเช้าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างการจะดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี หลายหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสุขภาพจึงได้รณรงค์ให้ทุกคนรับประทานอาหารเช้า แต่ก่อนที่จะทานอาหารเช้านั้นแนะนำให้คุณชงคอลลาเจน (Collagen) กินสัก 1 แก้วก่อน เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่มีอยู่ในคอลลาเจนได้มากที่สุด และจะทำให้คอลลาเจนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

2.ผสมคอลลาเจนในน้ำผลไม้

อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่าในผลไม้ต่างๆ จะมีวิตามินมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี กรดอะมิโนต่างๆ และสารอาหารอีกมากมาย การทานคอลลาเจน (Collagen) ควบคู่ไปกับน้ำผลไม้จึงทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องผสมน้ำให้เสียเวลา และสำหรับคอลลาเจนบางชนิดอาจจะมีกลิ่นคาว การผสมคอลลาเจนในน้ำผลไม้จะทำให้ทานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

3.ทานได้ทุกเมื่อตอนท้องว่าง

สำหรับท่านไหนที่ตื่นมาดื่มคอลลาเจน (Collagen) ในตอนเช้าไม่ทัน และคิดว่าจะดื่มในช่วงไหนได้อีก แนะนำให้ให้คุณดื่มคอลลาเจนเมื่อรู้สึกท้องว่าง หรือรู้สึกหิวให้ดื่มคอลลาเจนก่อนทานอาหารสัก 30 นาที เช่น ทานก่อนอาหารเที่ยง หรือ ทานก่อนอาหารเย็น เพื่อให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปซ่อมแซมร่างกายในส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ทานคอลลาเจน กับน้ำผลไม้
Cr: Photo www.freepik.com

หลายๆผลิตภัณฑ์ได้ผลิตคอลลาเจน (Collagen) ออกมาในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งแบบเป็นซอง และเป็นกระปุก ซึ่งแบบกระปุกคุณจะต้องกะปริมาณในการทานแต่ละครั้งให้ครบ 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และให้มีประสิทธิภาพต่อการบำรุง ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้มากที่สุด ที่สำคัญการชง ทานคอลลาเจน สำเร็จรูปควรละลายในน้ำอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด ไม่ควรละลายในน้ำร้อน  และ ควรเลือกทานคอลลาเจนไตรเปปไทด์เพื่อให้ร่างกายดูซึมได้ดีขึ้น

สำหรับใครที่กำลังมองหาคอลลาเจนที่ช่วยในเรื่องของผิวพรรณควรจะเลือกคอลาเจนที่เป็นประเภท Collagen Type 1 เพื่อเข้าไปช่วยพื้นฟู เหี่ยวย่น และลดเลือนริ้วรอยต่างๆ แต่หากต้องการคอลลาเจนที่ช่วยเรื่องของไขข้อ กระดูก ให้เลือก Collagen Type 2 ที่มี “ไฮโดรไลเซต คอลลาเจน (Collagen Hydrolysate) 

แว็กซ์ขน โกนขน เลเซอร์ขน “กำจัดขน” แบบไหนดีกว่ากัน

แว็กซ์ขน โกนขน เลเซอร์ขน “กำจัดขน” แบบไหนดีกว่ากัน คลิก!!

Desk Lady โต๊ะเครื่องแป้งแบบไหนเหมาะกับการนั่งแต่งหน้าสำหรับ ผู้หญิง

โต๊ะเครื่องแป้งเครื่องแป้งแบบไหนเหมาะกับการนั่งแต่งหน้าสำหรับ Lady

Desk Lady โต๊ะเครื่องแป้งอีกหนึ่งไอเทมสำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับสาวๆ ยุคสมัยใหม่ เช่นกัน การที่ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์โต๊ะแต่งหน้าก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอสมควร เพราะการที่จะเลือกสินค้าให้ถูกใจไม่พอยังต้องดูสีโทนห้องนอนว่าเหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ตัวนี้อีกไหม!! แต่กว่าจะเจอโต๊ะเครื่องแป้งถูกใจไม่ใช่เรื่องง่าย  Inzpy เข้าใจเรื่องนี้ดี จึงรวมทริคเลือกโต๊ะเครื่องแป้งมาว่าสาว ๆ ชอบแบบไหนกันบ้าง

1.โต๊ะเครื่องแป้งแบบนั่ง

โต๊ะเครื่องแป้ง
Cr.Pinterest

โต๊ะเครื่องแป้งส่วนมากที่นิยมใช้กันทั่วไปก็จะใช้แบบนั่ง เหมาะกับทุกเพศ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย คือสามารถใช้ได้หมด ไอเทมโต๊ะแบบนั่งแต่งหน้าคือสาว ๆ ที่มีความละเอียดละออในการใส่ใจ การแต่งหน้าแบบสุด ๆ ส่องกระจกนิด กระจกหน่อย เติมความมั่นใจ ส่วนมากโต๊ะแต่งหน้าแบบนั่งส่วนใหญ่มีแบบให้เลือกหลากหลายมากมายจุดเด่นคือก็เน้นออกแบบให้โต๊ะมีความสูงสามารถนั่งส่องหน้าได้พอเหมาะ พร้อมเก้าอี้1ตัว ให้ได้นั่งแบบสบายใจสุด โต๊ะเครื่องแป้งแบบนั่งเหมาะสำหรับห้องนอนที่มีพื้นที่พอสมควร เพื่อที่เวลาเอาโต๊ะเครื่องแป้งเข้าไปประดับตกแต่งในห้อง จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดเกินไป สามารถเลือกโต๊ะเครื่องแป้งแบบนั่ง เน้นให้กระจกเป็นรูปทรงกลมหรือทรงรีก็ได้ตามแบบโต๊ะเครื่องแป้งสไตล์เกาหลี จะได้ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ห้องนอนดูชิคยิ่งขึ้น แถมใช้สอยประโยชน์ได้จริง เหมาะกับคนที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเยอะ ๆ มีของส่วนตัวเยอะ ฟันธงเลยว่าถ้ามีสไตล์นี้ติดห้องไว้ตัวเดียวจบ ครบเลย

2.โต๊ะเครื่องแป้งแบบติดผนัง

โต๊ะเครื่องแป้ง
Cr.Pinterest

โต๊ะเครื่องแป้งแบบติดผนังก็เป็นที่นิยมกันพอสมควร เป็นสไตล์แบบ built in การใช้กระจกติดเข้ากับผนังไม่ว่าจะเป็นทรงกลม ทรงเหลี่ยม หรือ มินิบาร์เคาร์เตอร์แต่งหน้าเล็ก ๆ ก็ไปเป็นไอเทมการตกแต่งห้องนอนที่ดีทีเดียวสำหรับสาว ๆ ที่ชอบความเรียบง่าย แฝงสไตล์ลุคคุณหนูดูดี หรือมินิมอลก็นิยมใช้แบบนี้เลยล่ะ โต๊ะเครื่องแป้งติดผนังสามารถกำหนด ขนาด รูปร่าง สี และวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นได้ และยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักออกแบบส่วนใหญ่มักออกแบบโต๊ะเครื่องแป้งติดผนังติดตั้งในพื้นที่ เพื่อเป็นการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับสาว ๆ ก็ว่าได้

3.โต๊ะเครื่องแป้งแบบยืน

Desk Lady
Cr.Pinterest

โต๊ะเครื่องแป้งแบบยืน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก สำหรับสาว ๆ ออกแนวสไตล์ลุยหน่อย แค่ส่องกระจกแต่งหน้าสวย ๆ ก็สามารถออกไปทำงานด้วยความมั่นใจ ส่วนมากเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง “Modern Minimal Style” คือฟังก์ชั่นครบครัน คล่องตัว ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง สไตล์เด่น ๆ ของโต๊ะเครื่องแป้งแบบยืนส่วนใหญ่จะเป็นกระจกทรงเหลี่ยมบานใหญ่ มีที่เก็บของในชิ้นเดียวกัน เป็นแบบชั้นวางหรือลิ้นชักด้านข้างก็มี โดยมากจะออกแบบมาให้ดูเรียบง่ายมากที่สุด หรือแบบมีราวให้แขวนเสื้อเชิ้ตด้วย ซึ่งเข้ากันได้กับห้องนอนทุกไลฟ์สไตล์ เน้นรูปลักษณ์ให้มีลักษณะสูงมากกว่า สามารถแนบชิดไปกับผนังได้อย่างเนียนสนิทกว่า ไม่เปลืองพื้นที่การใช้งาน เหมาะสำหรับห้องนอนที่มีพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดฯ, ห้องนอนเดี่ยว,ห้องนอนขนาดเล็ก การเลือกวัสดุโต๊ะเครื่องแป้งแบบยืนแนะนำว่าควรเป็นแบบวัสดุเรียบ ๆ เป็นไม้สีขาว หรือไม้อ่อน ก็จะช่วยทำให้ห้องดูโทนสีสว่างขึ้น เพิ่มมิติห้องให้ดูกว้างสบายตาได้ดีเลยล่ะ

Desk lady
Cr.Pinterest

สไตล์การจัด Desk Lady โต๊ะเครื่องแป้งที่กล่าวมานี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกในการจัดห้องนอนอย่างหนึ่ง เมื่อเลือกสไตล์โต๊ะเครื่องแป้งที่ชอบได้แล้ว ต่อไปคือการเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับการ ใช้งาน งบประมาณ หลายคนมองว่าแค่มีโต๊ะเครื่องแป้งธรรมดาก็พอแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนเสมอไป เพราะอย่าลืมว่าในความเป็นจริงโต๊ะเครื่องแป้งเป็นไอเทมหลัก ๆ ของสาว ๆ ที่ใช้งานแทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้ แล้วก็ราคามักจะสูงกว่าเฟอร์นิเจอร์อื่นอีกด้วย อย่างเช่น ตู้เสื้อผ้า, หรือโต๊ะทำงาน เพราะการใช้งานที่หนักหน่วง ใช้จริง ใช้ทุกวันต้องทนละอองน้ำ สเปรย์ต่าง ๆ ไหนจะน้ำมัน ครีม สกินแคร์ ไหนจะความร้อนจากเครื่องทำผม จึงจำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกวัสดุเป็นอย่างมาก เลือกใช้งานได้ยาวนานหลายปี สำหรับการเลือกสภาพผิวโต๊ะเครื่องแป้ง เลือกวัสดุที่มีความใกล้เคียงกับไม้จริงแต่คุณภาพดีหน่อย แล้วที่สำคัญวัสดุควรเคลือบเมลามีน เพื่อป้องกันความร้อน ความชื้นที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อการใช้งาน และง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย

 

 

 

 

วิธีประมือกับปัญหาเรื่องบ้าน ในช่วงปลายฝนต้นหนาว คลิก

 

Villa De View Cafe คาเฟ่น่ารัก ๆ มีสวนองุ่น เค้กแครอท อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

Villa De View Cafe คาเฟ่น่ารัก ๆ มีสวนองุ่น เค้กแครอท อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

Villa De View Cafe สวนองุ่น เค้กแครอท

Villa De View Cafe คาเฟ่สุดแสนจะน่ารัก ของที่พักแห่งนี้ นอกจากที่นี่จะมีห้องพักที่สวยสะอาด มีสวนอันแสนกว้างใหญ่แล้ว ยังมีร้านกาแฟด้วยนะคะ อยู่ใกล้กับ สวนองุ่น และมี เค้กแครอท ด้วย ใครไม่ได้พักที่นี่ก็สามารถแวะมาคาเฟ่ก็ได้ค่ะ เค้ามีเมนู Signature มากมายด้วยนะคะ อยากรู้แล้วใช่ไหมละคะว่ามีเป็นยังไง และมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันได้เลยค่า

Villa De View Cafe สวนองุ่น เค้กแครอท

คาเฟ่ที่ตกแต่งสไตล์บ้านสวน เป็นห้องกระจกเปิดกว้าง ในยามเช้าเวลานั่งจะได้เห็นแสงธรรมชาติ และมองเห็นวิวสวนด้านนอก แถมยังมีโซนให้นั่งมากมาย ทั้งด้านนอก และด้านในร้านค่ะ บอกเลยว่าดรไซน์น่ารัก คุมโทน และเมนูขนมเค้กน่าทานมาก ๆ

ฝั่งด้านหน้าของคาเฟ่ จะมีที่ให้นั่งชมวิวต้นไม้ รับความเป็นธรรมชาติ และถ้ามาช่วงหน้าหนาวจะได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย จนต้องหลงรักเลยค่ะ

Villa De View Cafe สวนองุ่น เค้กแครอท

ฝั่งด้านในคาเฟ่ก็จะมีโต๊ะให้นั่งเยอะแยะเลย จะมีโต๊ะกลางร้าน มีโต๊ะบาร์ติดหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่มองออกไปจะเห็นวิวสวนดอกไม้สีเหลืองสวยสุด ๆ

Villa De View Cafe สวนองุ่น เค้กแครอท

การตกแต่งหน้าบาร์กาแฟก็น่ารักไม่เบาเลยล่ะค่ะ ได้ฟิลแบบวินเทจนิด ๆ และมีเมนูชาต่าง ๆ มากมายเลย คอชานี่ต้องมาลองแหละเราว่า อย่าพลาดเลยทีเดียวค่ะ ป้ายยาไปก่อนหนึ่ง 555+

ที่นี่จะมีชากุหลาบที่ทาง วิลล่า เดอ วิว ปลูกเองด้วยนะคะ เป็นชากุหลาบอินทรีย์แบบปลอดสารพิษ ในราคาเพียง 35 บาท ถ้าซื้อ 3 ถุง ราคเพียง 100 บาทเท่านั้น

นอกจากเมนูชาที่น่าสนใจแล้ว ยังมีเมนูคุกกี้แฮนเมดด้วยนะคะ เป็นคุกกี้ที่ทางร้านทำเอง เราว่าก็น่าอร่อยดีนะ ยิ่งถ้าคนที่ชอบชอกโกแลตคงจะชอบมากเลยทีเดียวค่ะ

ขนมเค้กที่อยู่ในตู้ก็น่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น เค้กแครอท ชีสเค้กอบ บราวนี่ หรือคาราเมลคัสตาร์ด แถมน่าไม่แพงด้วย สำหรับงานขนมเค้กแฮนเมด

Villa De View Cafe สวนองุ่น เค้กแครอท

ส่วนเค้กที่ขึ้นชื่อของ วิลล่า เดอ วิว คาเฟ่ ก็จะเป็นเค้กแครอทค่ะ ไอเดียเก๋มาก เอาแครอทมาทำขนมเค้ก แล้วเป็นเค้กที่น่าทานมาก ชิ้นไม่เล็กนะคะ ชิ้นใหญ่มาก ถูกใจสุด ๆ เลยค่ะ

Villa De View Cafe สวนองุ่น เค้กแครอท

ส่วนเค้กที่น่าทานอีกชิ้นก็จะเป็น บลูเบอร์รี่ชีสเค้กชิ้นนี้เลยค่ะ เนื้อชีสนั้นมีความนุ่มละมุนลิ้น ละลายในปากมาก มีรสชาตเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ของบลูเบอร์รี่ กับความกรุบกรอบของบิสกิตด้านล่าง ตัดแล้วกัดพอดีคำ มันฟินมาก และที่เห็นขวดด้สนข้างนั้น คือน้ำ โซดาบ๊วย กลิ่นหอมบ๊วยที่มาพร้อมกับความซ่าแบบบอกไม่ถูก รู้แค่ว่ามันทำให้รู้สึกสดชื่นมาก อ่ะ ไม่แน่ใจว่ามีขายที่อื่นมั้ยนะคะ แต่ที่ วิลล่า เดอ วิว คาเฟ่ มีขายค่า ป้ายยาไปอีกรอบ 555+

มาต่อกันที่ สวนองุ่น กันดีกว่า เป็นสวนเล็ก ๆ ที่อยู่ติดฝั่งขวาของร้านค่ะ ไม่บอกไม่รู้เลยนะคะ ว่ามีสวนองุ่นอยู่ด้านหน้าด้วย ว้าวมากจริง ๆ และได้เห็นองุ่นที่กำลังเติบโต น่ารักตะมุตะมิมาก สวนของวิลล่า เดอ วิว เค้ามีแทบจะทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ อย่างงี้พลาดได้เหรอ

ฝั่งด้านหน้าของคาเฟ่ ก็มีม้าโยก กับชิงช้าด้วยนะคะ เอาไว้สำหรับมาเล่นช่วงระหว่างรอออเดอร์แหละ อันนี้คือดีเลย สวนใหญ่ไม่ค่อยเห็นกันแล้วเนอะ พวกม้าโยก ก็น่ารักไปอีกแบบค่ะ เล่นได้พออยู่ภายในร่มเงาของต้นไม้หน้าคาเฟ่ สำหรับใครที่ไม่มาพักที่นี่นะคะ ก็สามารถแวะมาสั่งกาแฟ ดื่มด่ำกับบรรยากาศสวนอันกว้างใหญ่ได้ค่ะ แถมอากาศที่ดีคือดีตลอดทั้งปีด้วย การเดินทางมาสะดวกมาก ไม่มีทางโหด มาง่าย ทางไม่ซอกแซกค่ะ

Villa De View Cafe อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00น.
จองที่พักผ่านทาง Facebook: Villa De View Page
พิกัด: Google Map

พาชมสวน Villa De View พื้นกว่า 10 ไร่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กับวิว ดอยหลวง ดอยนาง คลิกเลย

Room Tour ที่พัก Villa De View เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางดอยหลวง และดอยนาง คลิกเลย

พาชมสวน Villa De View พื้นที่กว่า 10 ไร่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กับวิว ดอยหลวง ดอยนาง

พาชมสวน Villa De View พื้นที่กว่า 10 ไร่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กับวิว ดอยหลวง ดอยนาง

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

ใครดู Room Tour ที่พักของ Villa De View อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มาแล้วบ้างคะ พาชมสวน กันต่อเลยดีกว่า ถึงกับต้องรีวิวแยก เพราะสวนที่นี่ใหญ่มาก พื้นกว่า 10 ไร่ ที่มี ทุ่งนา กลางที่พักได้นี่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เดินจนหอบกันเลยค่าทุกคน แถมที่นี่ยังมองเห็นวิว ดอยหลวง ดอยนางได้ด้วยค่ะ โอ้ว นัมเบอร์วันจริง ๆ มาที่เดียว แต่ได้อยู่ท่ามกลางขุนเขา และธรรมชาติมากมาย จะมีสวนอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

วิวนาวข้าว วิวทุ่งนา

ขอบอกก่อนเลยว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่สวนดอกไม้ สวนผลไม้เท่านั้นนะคะ เพราะวิวแรกที่เราจะมองเห็นเลยนั่นก็คือ วิว ทุ่งนาอันกว้าง กลางที่พักแห่งนี้ บอกเลยว่ามาช่วงปลายฝนนี่นาข้าวเขียวขจี กำลังออกรวงข้าว รอให้ถึงฤดูการเก็บเกี่ยว เห็นแค่นี้ก็รู้สึกสดชื่นแล้วใช่ไหมคะ แต่จะบอกว่ายังมีสวนผลไม้นานาชนิดอีกเพรียบ ไปต่อกันดีกว่าค่ะ

ซุ้มเลม่อน

สวนเลม่อน ที่ปลูกไว้เป็นซุ้มสวยงาม แลตอนนี้กำลังดอกผลดก เต็มไปตลอดทางเดินเลยค่ะ เวลาเดินผ่านจะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเลม่อน เก๋กู๊ดมากเลยค่า ผลสวยงามแทบจะทุกลูกจริง ๆ ถ้าเริ่มเหลืองแล้วคงจะสวยไม่เบาเลย สวนนี้ถ้าเข้ามาใน วิลล่า เดอ วิว จะอยู่ฝั่งขวาสุดเลยค่ะ

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

แล้วในซุ้มทางเดินเดียวกันก็จะเห็นดอกอัญชัน ดอกไม้สีน้ำเงินที่ตัดกับสีเขียวเลม่อน สีเขียวของใบ แล้วสวยสดงดงามตาจริง ๆ เราว่าเราชอบซุ้มตรงนี้มากที่สุดเลยล่ะค่ะ คือแบบไม่รู้ว่าตั้งใจเลือกต้นไม้หรือเปล่า แต่พอมันอยู่รวมกันแบบนี้แล้ว ดูสวยงามมากเลย

สวนฟัก

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

ถัดมาจากสวนของเลม่อน ก็จะมาเจอกับซุ่มสวนฟักค่ะ คือแบบลูกใหญ่มากทุกคน ใหญ่กว่าหน้าเราอีก 555+ แล้วเป็นฟักพันธุ์ที่ลูกอวบ ๆ กลม ๆ หน่อย แถมดกเต็มไปหมดเลยค่ะ บางผลกำลังเริ่มโตเต็มที่แล้ว ที่นี่ดีจังเลยปลูกอะไรก็สวยไปหมด เรานี้แค่ปลูกกระบองเพชรที่บ้านยังตายเลยค่า 555+ บ้าจริง

สวน Blackberry

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

อีกสวนนึง ที่ก็ดีต่อใจเช่นกันค่ะ นั่นก็คือสวนของ Black Berry ผลแดงสวยสุด น่ากินจังเลย 555+ สวนนี้ก็ค่อนข้างกว้างนะคะ ถ้าช่วงที่ออกผลเยอะ ๆ น่าจะสวยไม่เบาเลยล่ะค่ะ แต่แค่ยืนถ่ายรูปมุมนี้ก็ว่าเก๋มาก ได้ฟิลแบบไปเที่ยวต่างประเทศ ไม่เหมือนอยู่ในไทยเลยค่ะ สวนนี้จะอยู่อีกฟากนึงของซุ่มเลม่อนนะคะ

สวนต้นไม้ ดอกไม้ ริมทางเดิน

แม้แต่สองฝั่งบนทางเดิน ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ต่าง ๆ เต็มไปหมดเลยล่ะค่ะ พร้อมต้นไม้ที่ช่วยบังแสงแดดเวลาเดิน ดูสดชื่นไม่หยุด สั่งให้หยุด เจอแบบนี้ก็หยุดไม่อยู่แล้วค่ะ 555+

สวนดอกไม้

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

เดินผ่านสวนดอกไม้ ดอกไม้ก็สวยไม่เบา ตรงทางเดินเจอดอกไม้สีม่วงอ่อน เดินมาอีกที่ก็เจอดอกไม้สีส้ม เปลี่ยนมู้ทแทบจะไม่ทันเลยทีเดียว 555+ เราว่านะ ถ้ามาพักที่นี่อย่าเตรียมมาแค่ชุดเดียวค่ะ ต้องเตรียมมาหลาย ๆ ชุด เอาไว้มาเปลี่ยนถ่ายรูปกับสวนสวย ๆ น่าจะมี 4 – 5 ชุดได้ถึงจะถ่ายหมดสวน เรื่องจริงทุกคน 55+

ทุกคนแม้แต่ต้นมะเขือเทศก็ยังมีเลยค่ะ สวนตรงนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทุ่งนานะคะ จริง ๆ ที่ตรงนี้เจ้าของที่พักบอกว่า มีปลูกต้นสตรอว์เบอร์รีไว้ด้วยค่ะ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่โต ไม่งั้นนะคงได้เห็นสวนที่เต็มไปด้วยผลแดง ๆ ลูกโต ๆ กันไปแล้วเนอะ อิอิ หวังว่าถ้ามีโอกาสได้อีก คงจะได้เจอสวนสตรอว์เบอร์รีบ้างนะ

สวนส้มเช้งด่าง

ทีเด็ดของสวนใน วิลล่า เดอ วิว ก็คือสวนส้มเช้งค่ะ แต่นี่ไม่ใช่ส้มเช้งธรรมดานะคะ เพราะนี่คือส้มเช้งด่างค่ะ กรี๊ดมาก แล้วว้าวสุด ๆ ไปเลย ปกติเคยเจอแต่ส้มจี๊ดด่าง นี่ส้มเช้งด่างผลจริง ๆ ของจริงแท้ ๆ เลยค่ะ ใบก็ด่าง ด่างทั้งต้นเลย สวยมากจริง ๆ เจ้าของที่พักปลูกเอง ชำเองกับมือเลยนะคะ สุดยอดเลยค่า

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

รอบ ๆ สวนก็ยังมีชิงช้าน่ารัก ๆ ให้นั่งเล่น เป็นแบบม้าโยก นึกถึงวัยเด็กขึ้นมาทันทีเลยค่ะ แล้วยังมีดอกไม้สีขาวตรงข้างทางดอกเล็ก ๆ น่ารักมากเลย เข้ากับบรรยากาศสุด ๆ มีความเป็นธรรมชาติมาก ๆ อยู่ที่นี่นะ ต้องหน้าแน่ ๆ เพราะนอกจากจะอากาศดีแล้ว ยังมีสวนให้ชมได้รู้สึก Relax ตลอดเวลา แถมมีผลไม้ที่ช่วยเติมวิตามินซีอีกเพรียบ งู้ยยยย!! ว่าแล้วก็อยากไปอีกจัง

วิวดอยหลวง

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

นอกจากนี้แล้วด้านหน้าสุดยังมีสวนดอกไม้สีเหลืองที่กำลังบานสวยงามสะพรั่งเต็มไปหมดเลยค่ะ ถ้ายืนมองจากตรงนี้เราจะสามารถมองเห็น ดอยหลวง ที่อยู่ด้านหลังของที่พักได้ด้วยค่ะ สวยงามมากจริง ๆ แล้วยิ่งเจอฟ้าเปิดแบบนี้นะคะ กดชัตเตอร์รัวๆไปเลยค่า

วิวดอยนาง

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

ที่นี่ไม่ได้เห็นแค่วิวดอยหลวงเท่านั้นนะคะ แต่ว่ายังสามารถมองเห็นวิวดอยนางได้ด้วยค่ะ ถ้ามองดี ๆ จะเหมือนมีร่างของหญิงสาว ที่นอนหลับอยู่ มาที่เดียวคุ้มจริง ๆ ได้เห็นเขาสวย ๆ ถึงสองลูกเลย เป็นโลเคชั่นที่ถือว่าดีมาก ๆ เลยค่ะ แถมไม่ต้องเดินทางขึ้นดอยให้ลำบาก ก็ได้ฟิลธรรมชาติแบบเต็มแล้ว

ท้องฟ้ายามค่ำคืน กลางสวน

ช่วงเวลาตอนกลางคืน เรายังสามารถออกมานั่งถ่ายดาวได้ด้วยนะคะ ใครตั้งกล้องเก่ง ๆ เราว่านะได้ภาพเห็นดาวเต็มท้องฟ้าแบบสวย ๆ แน่นอนค่ะ นี่เราก็ลองตั้งตามคลิปยูทูปไป ยังเห็นดาวสวยขนาดนี้เลยค่ะ แถมได้วิวดอยนางซะด้วย

วิวทะเลหมอกบนดอย

พาชมสวน Villa De View อ.เชียงดาว

ในบรรยากาศตอนช่วงเช้าก็จะเห็นทะเลหมอกที่คุมเป็นหมวกบนดอยหลวงแบบนี้เบา ๆ ค่ะ สวยงามมากเลย อยากให้ทุกคนได้ลองมาเห็นกับตาจริง ๆ คือวิวดีมาก สวนมีต้นไม้ ผลไม้หลากหลายพันธุ์ ที่จริงมีเยอะมากกว่านี้นะคะ แต่เก็บไม่ไหวจริง ๆ เพราะเยอะมาก ๆ อยากให้ลองไปกันดูค่ะ เราว่าต้องถูกใจหลายคนแน่นอนเลย

ที่พัก Villa De View อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
เปิด 08.00 – 21.00น.
จองที่พักผ่านทาง Facebook: Villa De View Page
พิกัด: Google Map

Room Tour ที่พัก Villa De View เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางดอยหลวง และดอยนาง คลิกเลย

5 Iconic Lamps โคมไฟดีไซน์เหนือกาลเวลา

5 Iconic Lamps โคมไฟดีไซน์เหนือกาลเวลา

ทำความรู้จักโคมไฟสวย ฟังก์ชั่นเด็ด ซึ่งเป็นงานดีไซน์คลาสสิกสุดปัง แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ยังฮิตและมีผู้คนให้ความนิยมมิเสื่อมคลาย แถมบางชิ้นถูกขึ้นหิ้งจัดแสดงไว้ในมิวเซียมระดับโลกอย่างสมเกียรติ  

TIZIO
5 Iconic Lamps
Cr.Photo : www.artemide.com

โคมไฟตั้งโต๊ะจากแบรนด์ Artemide ออกแบบขึ้นในปี 1972 โดย Richard Sapper ซึ่งถือเป็นโคมไฟสุดล้ำ (ในสมัยนั้น) ที่ได้รับรางวัล Compasso d’Oro ในการประกวดออกแบบอุตสาหกรรมปี 1979 มาครอง

โดยจุดเด่นของโคมไฟคือการออกแบบให้ไร้สายไฟที่ดูรกตา ตัวโคมและก้านสามารถปรับได้ อีกทั้งฐานหมุนได้รอบ 360 องศา ซึ่ง Richard Sapper ได้ออกแบบไว้อยู่ 3 รุ่น คือ Tizio Classic, Tizio 35 และ Tizio Micro

ต่อมามีการนำโคมไฟรุ่น Tizio Classic มาพัฒนาใหม่ เผยก้านและตัวโคมผลิตจากอะลูมิเนียมปัดเงาแบบไฮกลอส เพื่อให้เข้ากันกับฐานซึ่งผลิตจากซิงค์อัลลอยชุบโครเมียม จึงทำให้โด่งดังและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง ก่อนโคมไฟ Tizio จะได้รับเลือกให้เป็นผลงานที่นำไปจัดแสดงถาวรที่ New York Museum of Modern Art (ดูสินค้าได้ที่ Lamptitude)

ANGLEPOISE
5 Iconic Lamps
Cr. Photo : www.enlightenofbath.co.uk

ผลงานเหนือกาลเวลาที่ถูกออกแบบขึ้นในปี 1932 โดย George Carwardine นักออกแบบรถยนต์ชาวอังกฤษ ซึ่งแม้ยุคก่อนจะมีหน้าตาเรียบแสน… ธรรมดา แต่ด้วยความที่ Carwardine พัฒนาระบบสปริงเพื่อนำไปใช้ในการผลิตโคมไฟให้สามารถปรับยื่นออกได้ในวงกว้าง จึงทำให้ผลงานชิ้นนี้เฉิดฉาย กลายเป็นโคมไฟที่มีชื่อเสียง และเป็นต้นแบบในการผลิตโคมไฟตั้งโต๊ะแบบอื่น ๆ อีกมากมาย

ต่อมาในปี 1934 บริษัท Terry’s Spring ประเทศอังกฤษ ได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ผลิตและทำการตลาด โดยมีการนำรุ่น Original 1227 มาสร้างสรรค์เป็นรุ่นพิเศษภายใต้ชื่อ Giant 1227 แต่ที่ฮือฮาถูกอกถูกมิตรรักงานดีไซน์เป็นพิเศษ ต้องยกให้กับรุ่นสีแซ่บที่ร่วมงานกับแบรนด์ Paul Smith นั่นเอง  (ดูสินค้าได้ที่ Motif : Art of Living)

PH5
5 Iconic Lamps
Cr. Photo : nordicurban.com

โคมไฟสไตล์เรโทรสุดเท่ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1958 ฝีมือการสร้างสรรค์โดย Poul Henningsen นักออกแบบ/สถาปนิกชาวเดนมาร์ก ทว่าปัจจุบันได้รับการผลิตภายใต้แบรนด์ Louis Poulsen

โคมไฟ PH 5 ไม่เพียงดีไซน์ได้สวยงามแกมโมเดิร์นคลาสสิกเท่านั้น แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานยังถูกออกแบบมาได้ลงตัว ผ่านตัวโคมที่สร้างสรรค์รูปทรงไม่ให้เกิดแสงแยงตาต่อผู้ใช้งาน ประกอบกับทำจากกระจกพ่นทรายและกรวยแก้วที่มอบแสงสุดละมุน จึงทำให้โคมไฟชิ้นนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานฮิตอย่างต่อเนื่อง แถมปัจจุบันมีให้เลือกหลากสีสัน สามารถนำไปตกแต่งบ้านได้หลากหลายสไตล์อีกด้วย  (ลองดูสินค้าได้ที่ Chanintr)

Arco
5 Iconic Lamps
Cr. Photo : interioricons.com

Arco จากแบรนด์ Flos โคมไฟสุดปังในปี 1962 ซึ่งดีไซน์ขึ้นโดยสองนักออกแบบ Achille และ Pier Giacomo Castiglioni โดยพวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากความต้องการให้โคมไฟตั้งพื้นนั้นมีคุณสมบัติเหมือนโคมไฟห้อยเพดาน ที่ไม่ต้องยุ่งยากกับการติดตั้ง ทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกสบาย

โดยตัวฐานผลิตจากหินอ่อน Carrara ที่เผยพื้นผิวและรูปลักษณ์คลาสสิกและทันสมัย ส่วนก้านโคมทำจากสเตนเลสสตีลคุณภาพดี สามารถปรับความโค้งได้ตามความต้องการ ที่สำคัญได้ถูกนำไปจัดแสดงใน Museum of Modern Arts ของเมืองนิวยอร์ก และกลายเป็นโคมไฟยอดนิยมที่มักปรากฏอยู่ในฉากภาพยนตร์ ไล่ลามไปถึงบ้านสถาปนิก นักออกแบบ และคนดังผู้รักงานดีไซน์อีกมากมาย  (ดูสินค้าได้ที่ @Home)

PH Artichoke
5 Iconic Lamps
Cr. Photo : arthurholm.com

โคมไฟฝีมือของ Poul Henningsen จาก แบรนด์ Louis Poulsen ที่มีหน้าตาและชื่อเหมือนพันธุ์ไม้ที่ใบเป็นหนามและหัวทานได้ ซึ่ง PH Artichoke ถูกรังสรรค์ขึ้นครั้งแรกในปี 1958 เพื่อใช้ตกแต่งร้านอาหาร Langelinie Pavillonen ในเมืองโคเปนเฮเกน ก่อนที่จะได้รับความสนใจแก่ผู้ได้พบเห็น และกลายเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังได้ถูกหยิบนำมาผลิตขึ้นใหม่ให้มีสีสันที่หลากหลาย ทำจากวัสดุโลหะนานาชนิด แต่ไม่ว่าจะโทนใดก็ตาม PH Artichoke ก็ยังเป็นโคมไฟตกแต่งบ้านที่ยังคงรักษาคุณภาพของแสงที่นวลตาได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งรูปทรงยังสวยอมตะราวชิ้นงานประติมากรรม ที่แม้นไม่ได้เปิดไฟใช้งานก็โชว์เก๋ได้ไม่แพ้เครื่องเรือนชิ้นโต (ลองดูสินค้าได้ที่ Chanintr)

และนี่คือ 5 Iconic Lamps โคมไฟดีไซน์เหนือกาลเวลาที่เราคัดสรรมาให้รู้จักกัน แต่ละชิ้นบอกได้เลยว่าปัง ควรค่าแก่การเลือกหามาประดับบ้านไม่น้อยทีเดียว

 

Cr. Photo : Joel Wyncott on Unsplash

บทความน่าสนใจ : How to Pick the Right Dining Chair วิธีเลือกเก้าอี้ทานอาหารให้ถูกจริต

How to แกะเมคอัพแต่งหน้าสไตล์ หมอยุน Hometown Cha-Cha-Cha

อัน นยอง ฮา เซ โย 안녕하세요 สวัสดีค่ะทุกคน ซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha จบไปแล้ว แต่ความประทับใจในลุคการแต่งหน้าของหมอยุน ยังไม่จบ วันนี้ Inzpy จะพาไปแกะเมคอัพแต่งหน้าสไตล์ “หมอยุน” กันค่ะ

แบรนด์เครื่องสำอางที่เราจะใช้วันนี้ เป็นของแบรนด์เกาหลี ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและมาแรงมากเลยค่ะในตอนนี้ชื่อว่า Jung Saem Mool นั่นเอง

Hometown Cha-Cha-Cha

แกะเมคอัพแต่งหน้าสไตล์ “หมอยุน”

ขั้นตอนที่ 1

อันดับแรก ของก่อนการแต่งหน้า หลังทำความสะอาดผิวหน้าแล้ว ให้ทาโลชั่นเพื่อเตรียมผิวสำหรับมาส์กหน้าก่อนนะคะ

จากนั้นเราจะใช้ Essential Mool Cream Light Mask เนื้อแผ่นมาร์กตัวนี้ ด้านนึงจะเป็นตาข่ายค่ะ ส่วนอีกด้านจะเป็นแผ่นเจลลื่น ๆ ซึ่งให้เนื้อสัมผัสแตกต่างจากมาส์กตัวอื่น ๆ มาส์กไว้ 10-20 นาทีแล้วลอกออกค่ะ

ราคา Essential Mool Cream Light Mark  900 บาท

ขั้นตอนที่ 2

เป็นขั้นตอนการบำรุงผิวหน้าเพื่อให้เครื่องสำอางติดทนมากยิ่งขึ้น เราเลือกใช้เป็น Essential mool cream light ซึ่งเป็นครีมบำรุงผิวสูตรบางเบา ทำให้ผิวของเราดูสว่างใสขึ้นและสามารถใช้มือเกลี่ยได้เลยค่ะ

ราคา Essential mool cream light 1,900 บาท

Hometown Cha-Cha-Cha

ขั้นตอนที่ 3

ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนการปรับสภาพผิวให้เป็นโทนชมพูแบบสาวเกาหลี เลือกใช้เป็น Skin Setting Tone-up Sun Base เพื่อปรับสภาพผิวโทนสีชมพูให้หน้าเราติดทนนานตลอดวัน ตัวเนื้อครีมสีชมพู จะช่วยทำให้ผิวของเรามีความกระจ่างใสยิ่งขึ้นค่ะ แถมปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยนะแม่ ใช้คู่กับแปรง Foundation

ราคา Skin Setting Tone-up Sun Base  1,100 บาท

ขั้นตอนที่ 4

ขั้นตอนนี้เป็นการลงตัวเบสเหมือนกันค่ะ แต่เป็น Skin Setting Glowing Base ลง 5 จุด ที่เป็น T-Zone และโหนกแก้มนะคะ เบสตัวนี้จะช่วยให้ผิวของเราดูเปล่งประกาย ให้ความเป็นธรรมชาติและบำรุงผิวในเวลาเดียวกันค่ะใช้คู่กับแปรง Brush Highlight

ราคา Skin Setting Glowing Base  1,100 บาท

ขั้นตอนที่ 5

เรามาถึงอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของการแต่งหน้าสไตล์สาวเกาหลีนั่นคือการลงคุนชั่น ซึ่งแบรนด์ Jung Saem Mool เขาดังมากในเรื่องของคุนชั่น เรามาลงตัว Masterclass Radiant Cushion กันแล้วนะคะ เราเลือกใช้เบอร์ N2 Vanilla เพราะนางแบบของเราเป็นผิวสองสีค่ะ สีโทนนี้จะดูมีชีวิตชีวา เนื้อครีมของ Cushion ให้ความปกปิดดีมาก แต่ไม่หนักหน้าค่ผสามารถใช้แต่งใน Everyday Look ได้เลย

ราคา Masterclass Radiant Cushion  1,800 บาท

Hometown Cha-Cha-Cha

ขั้นตอนที่ 6

การแต่งหน้าสไตล์สาวเกาหลีเป็นงานโชว์ผิวสวย เราเลยต้องขอปกปิดริ้วรอยกันหน่อยนะคะ เราเลือกลง Skin Nuder Concealer แต้มบริเวณที่ต้องการปกปิด เช่น รอยแดง รอยสิว เราเลือกใช้ เบอร์ 3 Medium เพื่อให้สีดูกลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ใช้คู่กับแปรง Brush

ราคา Skin Nuder Concealer  950 บาท

Hometown Cha-Cha-Cha

ขั้นตอนที่ 7

ขั้นตอนการลงแป้งฝุ่น เราเลือกใช้เป็นแป้งฝุ่น Pro-Lasting Finish Powder เป็นแป้งที่เนื้อละเอียดม้ากก แถมช่วยให้เมคอัพติดอยู่ทนตลอดวันอีกตะหาก ทำให้หน้าเราดูเนียน เป็นธรรมชาติ พูดเลยว่าเลิศมากแม่ ใช้คู่กับแปรง Powder & Brush

ราคา Pro-Lasting Finish Powder 1,100 บาท

Hometown Cha-Cha-Cha

ขั้นตอนที่ 8

คิ้วเป็นมงกุฎของหน้า งานผิวพร้อมแล้วเราต้องเติมคิ้วกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ เราใช้ Refining Color-Bony Brow เป็นดินสอเขียนคิ้วแบบ 3 in 1 เพราะมีทั้ง แบบดินสอ แบบหมึก และตัวแปรงเกลี่ยคิ้วค่ะ

ราคา Refining Color-Bony Brow  650 บาท

ขั้นตอนที่ 9

เรามาถึงขั้นตอนการแต่งตากันแล้วค่ะ สาวเกาหลีจะเน้นความละมุน เราจึงใช้ Refining Eyeshadow Double เราเลือกมาสองสีค่ะ สีแรกจะเป็น Veil Peach และสีที่สองเราจะลงแค่สีเดียวตรงกลางตา คือสี Saddle Brown ใช้คู่กับแปรง Eyeshadow Size S, M, L, Point

ราคา Refining Eyeshadow Double 1,100 บาท

ขั้นตอนที่ 10

หมอยุลมีความกรีดหางตาแบบเล็กน้อย เพื่อความคมชัดแบบสาวเกาหลี เราใช้ Artist Kohl Pen Liner สี Kohl Brown ค่ะ เป็นอายไลน์เนอร์ที่เขียนง่าย ติดทั้งวัน ไม่แพนด้านแน่นอนค่ะ ใช้คู่กับแปรง Eyeliner brush

ราคา Artist Kohl Pen Liner 800 บาท

ขั้นตอนที่ 11

สำหรับงานขนตา หมอยุนจะปัดขนตาเบาๆ ไม่หนามาก เน้นความเป็นธรรมชาติ เราใช้ Style up Lash Mascara  สี Sassy Brown ค่ะ

ราคา Style up Lash Mascara   900 บาท

ขั้นตอนที่ 12

สาวเกาหลีไม่เน้นความชมพูมาก เพราะเขาเน้นเรื่องสุขภาพผิวดี เราจะปัดแก้มโดยใช้ Essential Cheek Brush สี Fluffy Peach ค่ะ สีคอรัลพีช ให้ลุคดูสดใส มีชีวิตชีวา ใช้คู่กับแปรง Brush

ราคา ใช้ Essential Cheek Brush 650 บาท

ขั้นตอนที่ 13

เพิ่มความมีมิติให้กับใบหน้าของเราด้วย Artist Glow Touch สี Warm และ Bronze กันค่ะ ทั้ง 2 ตัวนี้จะมีความเป็นประกายมุก ให้ดูหรูหรา ดูมีมิติน่ามองมากขึ้นค่ะ ใช้คู่กับแปรง Brush

ราคา Artist Glow Touch 1,200 บาท

ขั้นตอนที่ 14

เราถึงขั้นตอนที่สำคัญ ที่หลาย ๆ คนรอดู คีย์หลักๆ สไตล์การแต่งหน้าของ หมอยุน นั่นก็การทาลิป เราเลือกใช้ Lip Pression see-through สี Ruby Vell  ลิปสติกรุ่นนี้กระแสความนิยมแรงมาก ๆ ในตอนนี้ ทั้งสีที่ดูละมุน แถมทาเสร็จไม่ติดแมสอีกด้วย และเราสามารถนำลิปมาเป็นสีแก้ม ให้ดูระเรื่อ แลดูเป็นผิวที่ สุขภาพดีได้ด้วยค่ะ ใช้คู่กับแปรง Brush

ราคา Lip Pression see-through 900 บาท

ขั้นตอนสุดท้าย

ฉีดสเปรย์ Essential Mool Micro Fitting Mist เบาๆ ลงบนผิวหลังแต่งหน้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อล็อคแมดอัพให้อยู่ติดทนตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

ราคา Essential Mool Micro Fitting Mist 1,100 บาท

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ กับการแกะลุคทีละขั้นตอนการแต่งหน้าสไตล์ หมอยุน Hometown Cha-Cha-Cha รับรองว่าแต่งตามได้เป๊ะ ตามสไตล์ได้ลุคสวยปังแบบหมอยุนแน่นอนจ้าาา

Makeup & Hair

ไอเดีย Makeup & Hair เจ้าสาวยุคใหม่สวยได้ในทุกสไตล์ คลิกเลย

10 ตัวเด็ด ครีมกันแดด สู้แดด หน้าหนาว

ครีมกันแดด 10 ตัวเด็ด สู้แดด หน้าหนาว

อากาศเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว หน้าหนาวทีไร ฟินใจกันไปทู้กทีเลย แต่อย่ามัวแต่ฟินกับลมหนาวเย็นๆ นะจ๊ะ ผิวจะพังเอาได้ง่ายๆ แดดหน้าหนาว มีความร้ายกาจไม่ต่างจากหน้าร้อน สามารถทำร้ายผิวให้อักเสบได้ง่ายๆ แถมยังทะลวงลึกไปถึงชั้นหนังแท้เลยแหละ คิดเอาละกันว่ารุนแรงเบอร์ไหน

ส่วนปริมาณครีมกันแดดก็มีผล การทาบริเวณใบหน้าให้ใช้ประมาณ 2 ข้อนิ้วชี้ ถึงจะเป็นปริมาณที่พอเหมาะ และอย่าลืมทาซ้ำหลังจากนั้นอีกประมาณ 6 ชั่วโมง เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว ว่าแดดหน้าหนาวจะมาทำร้ายผิวคุณ วันนี้ Inzpy รวบรวม 10 ตัวเด็ด ครีมกันแดด สู้แดดหน้าหนาว มาฝากกันค่ะ

ครีมกันแดด

1. Biore UV Aqua Rich Whitening Essence Sunscreen SPF50+PA++++ 

Biore UV Aqua Rich สูตร Micro Defense อนุภาคเล็ก ที่มีประสิทธิภาพในการกันน้ำ กันเหงื่อ เนื้อบางเบา ให้ความบางเบาสุดๆ จนทาทับเครื่องสำอางระหว่างวันได้ ไม่เป็นคราบ ไม่มันเหนอะหนะ ปกป้องล้ำลึกถึงคอลลาเจน พร้อมบำรุงผิวไม่แห้งกร้าน ผสานกับ SPF+PA++++ กันแดด UVB ด้วยเนื้อเอสเซ้นส์ที่บางเบาพิเศษ ทำให้ซึบลึกเข้าผิวได้ง่าย บำรุงถึงชั้นคอลลาเจน

คุณสมบัติ

  • มี Micro Defense และ คอลลาเจน ซึ่งมีอนุภาคเล็ก สามารถปกปิดได้ทุกอณูของผิว
  • ป้องกันรังสี UVA และ UVB พร้อมทั้ง PA+++ ไม่ทำให้ผิวหมองคล้ำ ป้องกันกระ ฝ่าและจุดด่างดำ และไม่ทำลายคอลลาเจน จึงทำให้ผิวไม่แก่ก่อนวัย
  • เป็นครีมกันแดดสูตรน้ำ เนื้อเป็น Moisture Essence เนื้อสัมผัสบางเบา จึงทำให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย อีกทั้งยังกันน้ำและกันเหงื่อ ติดทนนาน
  • มี Hyaluronic Acid, Royal Jelly Extract และ Butylene Glycol มอบพลังความชุ่มชื่น
  • Allergy Tested – ผ่านการทดสอบการระคายเคืองผิว ไม่ก่อให้เกิดสิวแน่นอน

ครีมกันแดด

2. Anessa Perfect UV Sunscreen Skincare Milk Sunscreen
SPF50+ PA++++ 60 ml

Anessa Gold Milk เป็นกันแดดเนื้อน้ำนม ปกป้องจากแดดพร้อมบำรุง และซึบซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยี Triple Defense Technology ผสานสารบำรุงผิว 50% และเทคโนโลยี Aqua Booster EX Technology

คุณสมบัติ

  • เทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermo Booster ยิ่งร้อนยิ่งปกป้อง ปกป้องจากรังสี UV
  • Very Water Resistant กันน้ำได้ดี และ ปกป้องทรายไม่ให้ติดตัว
  • Aqua Booster EX Technology ผสาน Friction-resistant powder เมื่อครีมสัมผัสกับน้ำหรือเหงื่อ ผลิตภัณฑ์จะเพิ่มประสิทธิภาพ ปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีขึ้น และติดทนนาน
  • มีสารบำรุงผิว 50% Super Hyaluronic Acid มอบความชุ่มชื่นให้กับผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งกร้าน
  • ปกป้องผิวจากริ้วรอย หมองคล้ำจากแสงแดด
  • Day Protect ที่มี Anti-oxidants ซึ่งเป็นสารสกัดจากชาเขียวและซากุระ
  • มีสาร Tormentilla Extract ลดการสูญเสียคอลลาเจนที่เป็นผลกระทบจากรังสี UV

ครีมกันแดด

3. Nivea Sun Protect & Sensitive Oil Control Serum Sunscreen SPF50+

เซรั่ม Nivea Sun Protect ป้องกันแดด สำหรับผิวหน้าที่ผ่านการ make up มามาก เหมาะสำหรับผิวที่แพ้ง่าย เนื่องจากเซรั่มกันแดดนี้ปราศจากน้ำหอมและพาราเบน และมี L-carnitine ช่วยลดความมันยาวนาน ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ปกป้องผิวด้วย SPF50+ และ PA+++ จากรังสี UVA และ UVB

คุณสมบัติ

  • Make up Melt-Free เหมาะสำหรับการเมคอัพสุด ๆ กันเมคอัพเยิ้มได้ถึง 8 ชั่วโมง
  • มีสาร L-carnitine ช่วยลดความมันได้มากถึง 86% จึงไม่ทำให้ก่อให้เกิดสิวเนื่องมาจากการอุดตัน แม้ในสภาพที่มีอากาศร้อนชื้น
  • Double UV Protection ปกป้องผิวด้วย SPF50+ และ PA+++ จากรังสี UVA และ UVB ไม่ทำให้ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระและแดด
  • สูตรอ่อนโยนปราศจากน้ำหอมและพาราเบน เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
  • Perfect Make-up preparation เนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ จึงทำให้สามารถซึบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว Non-Comedogenic ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน

ครีมกันแดด

4. SUNPLAY Skin Aqua Tone Up Essence Sunscreen SPF50+ PA++++

SUNPLAY ครีมกันแดดที่ปกป้องผิวจากรังสี UV เต็มพิกัด SPF50+ PA++++ แบบ Tone Up ที่ส่วนผสมของ Hyaluronic Acid และวิตามินซี พร้อมปรับสีผิวให้แลดูขาวกระจ่างใส ด้วยสูตรอ่อนโยน รับประกันว่าไม่ทำให้ผิวที่ระคายเคืองง่ายแพ้อย่างแน่นอน

คุณสมบัติ

  • มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, วิตามิน C และ Pure Tone Up ซึ่งช่วยในเรื่องของการคุมความัมัน และช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
  • Sparkle Pearl เพิ่มความเปลั่งปลั่ง
  • มีกลิ่นหอมจาง ๆ มอบความสดชื่น และเป็นสูตรอ่อนโยน ไม่มี Mineral Oil และ พาราเบน จึงไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง
  • ช่วยปกป้องผิวจาก SPF50+ PA++++

ครีมกันแดด

5. KA UV Whitening SPF50 PA+++ Facial Cream

ครีมกันแดด KA UV Protection Whitening Cream SPF 50 PA+++ สูตรปกป้องผิวจากแสงแดด จากรังสี UVA และ UVB แดดแรงไม่ต้องกลัว สู้แดดได้แน่นอน อีกทั้งยังทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส เนียนนุ่มน่าสัมผัส ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะกับทุกสภาพผิว

คุณสมบัติ

  • ประกอบไปด้วยสารป้องกัน SPF50 PA+++ พร้อมดูดซับรังสี UV ไม่ให้ทำร้ายผิว
  • มี Silicone Resin และ Poly silk ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและแลดูกระจ่างใส
  • มีวิตามินอี ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
  • มีวิตามินบี 3 ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ

ครีมกันแดด

6. Srichand Luminescence Fabulous UV Shield Sunscreen

ครีมกันแดดศรีจันทร์ เนื้อครีมที่บางเบา ซึบซับไวเข้าขั้นผิวหนัง ที่สำคัญยังไม่ทำให้ผิวหน้ามัน แถมยังป้องกันไม่ให้เกิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เหมาะสำหรับผิวสสวเอเชียสุด ๆ

คุณสมบัติ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวผสม ค่อนไปทางมัน
  • เนื้อครีมซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบ และคุมความมันได้ดี
  • ครีมกันแดดป้องกันรังสี UVA และ UVB ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวไหม้ แสบร้อนหรือริ้วรอยก่อนวัยอันควร
  • ทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง เนื่องจากไม่มีพาราเบนและไม่มีน้ำหอม

ครีมกันแดด

7. Garnier Light Complete Super UV SPF50+ PA++++
Sunscreen Natural Colour

Ganier Light Complete Super UV ครีมกันแดดแบบบางเบาอีกหนึ่งยี่ห้อที่มีเนื้อสัมผัสที่ฟินสุด ๆ เพราะเกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อม  SPF50+ PA++++ พร้อมช่วยในเรื่องของการลดลอยหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส

คุณสมบัติ

  • SPF50+ ผสานกับวิตามินซี จึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องกันแดดเท่านั้น Spot-proof ยังช่วยป้องกันจุดด่างดำ ฝ้า และกระแดดอีกด้วย พร้อมด้วยนวัตกรรม MexorylTMSPF50+ PA++++ ช่วยปกป้องแสงแดดจากรังสี UVA และ UVB
  • ประกอบด้วยวิตามินซี ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่คล้ำเสียกลับมาดูขาวกระจ่างใส ผิวแลดูส่ำเสมอ และช่วยลดเลือนริ้วรอย
  • วิตามินอี ช่วยฟื้นฟูผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด
  • Hidra Active Agent ช่วยให้ผิวขุ่มชื่น

ครีมกันแดด

8. L’Oreal Paris UV Perfect Aqua Essence SPF30 Face Cream

Super Aqua Essence ครีมกันแดดเนื้อเจลที่ทำให้ผิวชุ่มชื้น ที่สำคัญซึบซับไว ผสาน Anti-UV ที่ช่วยเป็นเกราะป้องกัน และการกรองแสง LONG UVA ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV อันทำให้เกิดจุดด่างดำและรอยหมองคล้ำ ไปดู รีวิวครีมกันแดด แบบละเอียดกันเลย

คุณสมบัติ

  • Anti-UV ซึ่งช่วยปกป้อง LONG UVA ถึงระดับ DNA ของผิวหนัง
  • ประกอบไปด้วย MexorylTM SX/XL ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ L’Oreal Paris
  • เนื้อสัมผัสบางเบา ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึบซับไวเหมาะสำหรับคนผิวแห้งและผิวผสม
  • ประกอบด้วยสาร Adenosine ช่วยในการฟื้นบำรุงผิวล้ำลึกและช่วยลดเลือนริ้วรอยบนผิวหน้า
  • ประกอบไปด้วยวิตามินอี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

ครีมกันแดด

9. Banana Boat Ultra Protect Sunscreen Lotion SPF50 PA+++

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี 2021 ลองโลชั่นกันแดด Banana Boat เนื้อบางเบาซึมซับเร็ว ไม่อุดตันรูขุมขน มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ ปกป้องรังสี UVA และ UVB ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดที่ไหม้ได้ถึง 50 เท่า พร้อมทั้งมอบความชุ่มชื่นให้กับผิว เพราะมีวิตามินซีและวิตามินอี

คุณสมบัติ

  • AvoTriplex ผสานพลังเป็นเกราะป้องกัน UVA
  • เนื้อครีมซึบซับเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่ใส่สี ไม่มีกลิ่น
  • มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ วิตามินซีและวิตามินอี ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น
  • 3-Way Protection ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดที่ทำร้ายถึงชั้นผิว และปกป้องได้ยาวนาน ด้วย Sun Tested และ Sun Proven
  • กันน้ำได้ดีเยี่ยม

ครีมกันแดด

10. Eucerin Sunscreen Cream For Face SPF50+

รีวิวครีมกันแดด Eucerin ด้วยประสิทธิภาพ Antioxidant เป็นตัวช่วยปกป้องชั้นผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้นานถึง 8 ชม. ที่สำคัญเนื้อครีมเนียนละเอียด เกลี่ยง่าย ไม่ทำให้เกิดคราบ ไม่อุดตันรูขุมขนและไม่ก่อให้เกิดสิว เหมาะสำหรับผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย

คุณสมบัติ

  • ผสาน 3 คุณค่าปกป้องผิว ด้วย SPF50+ PA++++ และ Broad-Spectrum Oxidant Filter ป้องกันรังสี UVA และ UVB รวมทั้ง High Energy Visible Light ได้มากถึง 85%
  • เนื้อครีมบางเบา เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบแต่งหน้าระหว่างวัน เพราะเนื้อครีมไม่เยิ้ม
  • Non-Comedogenic จึงไม่ทำให้อุดตันรูขุมขน
  • ปราศจากสี พาราเบนและน้ำหอม ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว

หน้าหนาวนี้เราต้องรอด กล้าท้าแดดไปเลย! ไม่ว่าจะเที่ยวทะเล เที่ยวภูเขา เดินตลาดในวันที่แดดจ้าก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป กับ 10 แบรนด์เด็ด ครีมกันแดด สู้แดด หน้าหนาว แนะนำแบบละเอียด ไม่กั๊ก ใครอ่านแล้วชอบแบรนด์ไหน คิดว่าผิวหน้าตัวเองเหมาะกับครีมกันแดดยี่ห้ออะไร ก็ไปตำกันได้เลยค่ะ

Top 10 Skin Moisturizers ที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวของคุณให้ดูอ่อนเยาว์ คลิกเลย