CARTIER Exhibition เมลเบิร์น พาชมจิวเวลรี เทียร่า และเรือนเวลากว่า 400 ชิ้น

ถ้าเคยมองจิวเวลรีชิ้นหนึ่งแล้วสงสัยว่า เบื้องหลังความสวยเหล่านั้นมีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ นิทรรศการ Melbourne Winter Masterpieces®: CARTIER น่าจะพาไปหาคำตอบได้ค่อนข้างครบค่ะ เพราะไม่ได้มีแค่เพชรและอัญมณีวางเรียงอยู่ในตู้ แต่เล่าตั้งแต่งานออกแบบ งานฝีมือ วัสดุหายาก ไปจนถึงเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่เคยสวมใส่ผลงานเหล่านี้จริง

นิทรรศการจัดขึ้นที่ NGV International เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน–4 ตุลาคม 2026 พร้อมรวบรวมผลงานของ Cartier กว่า 400 ชิ้น ทั้งเครื่องประดับชั้นสูง เทียร่า สร้อยคอ เรือนเวลา วัตถุล้ำค่า รวมถึงภาพร่าง สมุดสเก็ตช์ และภาพถ่ายจากคลังของเมซง

 

นิทรรศการจัดขึ้นที่ NGV International เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
Portrait of Sabine Marcelis, Studio Sabine Marcelis and Paul Cournet, CLOUD inside CARTIER on display from 12 June to 4 October 2026, at NGV International, Melbourne. Photo: Stephanie Cammarano

งานนี้ต่อยอดจากนิทรรศการของ Victoria and Albert Museum หรือ V&A กรุงลอนดอน โดยเวอร์ชันเมลเบิร์นมีผลงานราว 300 ชิ้นที่ไม่เคยจัดแสดงในออสเตรเลียมาก่อน จึงไม่ใช่แค่การย้ายงานเดิมมาอีกเมือง แต่เป็นนิทรรศการที่ขยายรายละเอียดขึ้นเพื่อจัดแสดงเฉพาะที่เมลเบิร์นค่ะ

 

จากธุรกิจครอบครัว สู่เมซงที่คนทั่วโลกรู้จัก

Portrait of Pascale Lepeu, Director of the Cartier Collection, inside CARTIER on display from 12 June to 4 October 2026, at NGV International, Melbourne. Photo: Eugene Hyland

นิทรรศการเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของ หลุยส์ ปิแอร์ และฌาคส์ คาร์เทียร์ สามพี่น้องที่เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัวในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนขยายกิจการจากปารีสไปยังลอนดอนและนิวยอร์ก สิ่งที่ทั้งสามคนสร้างขึ้นไม่ได้มีเพียงเครือข่ายลูกค้าระดับราชวงศ์หรือชนชั้นสูง แต่ยังรวมถึงภาษาการออกแบบที่ทำให้ผลงานของ Cartier มีภาพจำชัด ตั้งแต่สไตล์การ์แลนด์ ลวดลายดอกไม้และโบว์ ไปจนถึงแรงบันดาลใจจากอียิปต์ อินเดีย และงานอาร์ตเดโค

พูดง่ายๆ คือ Cartier ไม่ได้เติบโตจากการทำเครื่องประดับเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำวัฒนธรรม วัสดุ และงานฝีมือจากหลายพื้นที่มาตีความใหม่ จนสร้างดีไซน์ที่ยังถูกพูดถึงข้ามยุคมาจนถึงปัจจุบัน

 

เครื่องประดับที่มีทั้งเจ้าของและเรื่องเล่า

อีกส่วนที่ทำให้งานนี้สนุกขึ้นคือ ผลงานหลายชิ้นเคยเป็นของหรือถูกสวมใส่โดยบุคคลสำคัญ ทั้ง Elizabeth Taylor, Grace Kelly, Rihanna, Princess Margaret และ The Duchess of Windsor หนึ่งในชิ้นเด่นคือสร้อยคอที่ Mike Todd มอบให้ Elizabeth Taylor ตัวงานใช้ทับทิมพม่าจำนวน 7 เม็ด ล้อมด้วยโครงสร้างเพชรรูปทรงเรขาคณิต ส่วนเครื่องประดับของ Grace Kelly ก็มีทั้งสร้อยคอไข่มุกและปะการังหลายชั้น รวมถึงเข็มกลัดรูปสุนัขพุดเดิลที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนัขคู่ใจของเธอ

 

รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่า เครื่องประดับไม่ได้ทำหน้าที่แค่เติมลุค แต่ยังบอกความชอบ ความสัมพันธ์ และบุคลิกของผู้สวมใส่ได้ด้วย พอรู้ว่าใครเคยเป็นเจ้าของและใส่ในโอกาสไหน ชิ้นงานตรงหน้าก็ดูมีมิติมากกว่าการชมความสวยเพียงอย่างเดียวค่ะ

 

เทียร่ากว่า 30 ชิ้น ที่ไม่ได้มีไว้แค่ดูอลังการ

 

หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการคือการรวม เทียร่ากว่า 30 ชิ้น โดยมี 24 ชิ้นจัดแสดงร่วมกันในแกลเลอรีช่วงท้ายของงาน

ถ้าคิดว่าเทียร่าน่าจะหน้าตาคล้ายกันทั้งหมด งานนี้จะทำให้เห็นอีกด้านค่ะ เพราะแต่ละชิ้นมีทั้งรูปทรง วัสดุ และแรงบันดาลใจต่างกัน บางชิ้นใช้ลายใบไม้แบบคลาสสิก บางชิ้นเน้นเส้นสายอาร์ตเดโค และบางชิ้นดูคล้ายรัศมีที่ล้อมรอบศีรษะ ผลงานสำคัญมีทั้ง Scroll Tiara ซึ่งเคยถูกสวมใส่โดย Lady Clementine Churchill และต่อมาปรากฏบนปก W Magazine โดย Rihanna รวมถึง Manchester Tiara หนึ่งในเทียร่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในงาน และ Sun Tiara ที่มีเพชรสีเหลืองเข้มขนาด 32 กะรัตอยู่ตรงกลาง การนำเทียร่าหลายยุคมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เห็นว่าเครื่องประดับประเภทนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงสถานะ แต่ยังบอกวิธีคิดเรื่องความงาม วัฒนธรรม และการแต่งตัวของคนในแต่ละช่วงเวลาได้ด้วย

 

Tutti Frutti และ Panthère ดีไซน์ที่เห็นแล้วจำได้ทันที

ถ้าพูดถึงภาษาดีไซน์ของ Cartier งาน Tutti Frutti น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่หลายคนคุ้น เพราะนำทับทิม มรกต และแซฟไฟร์แกะสลักมาจัดวางเป็นลวดลายใบไม้และผลไม้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากอินเดีย ภายในงานมีทั้งสร้อยคอ Tutti Frutti ที่สร้างให้ Daisy Fellowes และ Tutti Frutti Bandeau Tiara ซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวในโลก สีสันของอัญมณีทำให้งานกลุ่มนี้แตกต่างจากเครื่องประดับเพชรที่หลายคนคุ้น และช่วยเติมความสนุกให้ภาพรวมของนิทรรศการ

อีกสัญลักษณ์สำคัญคือ เสือแพนเธอร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับ Jeanne Toussaint อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Cartier หนึ่งในผลงานเด่นคือเข็มกลัดรูปเสือแพนเธอร์ของ The Duchess of Windsor ที่วางอยู่บนแซฟไฟร์คาโบชองขนาด 152.35 กะรัต

จุดที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่วัสดุ แต่เป็นการทำให้สัตว์ดูมีการเคลื่อนไหวและบุคลิกของตัวเอง จึงไม่แปลกที่ Panthère จะยังถูกนำมาตีความใหม่ในผลงานร่วมสมัยอยู่เรื่อยๆ

 

เรือนเวลาและพื้นที่จัดแสดงที่ช่วยให้เรื่องราวชัดขึ้น

ฝั่งเรือนเวลาก็มีผลงานสำคัญ ตั้งแต่รุ่นที่คุ้นชื่ออย่าง Santos, Tank และ Crash ไปจนถึง Mystery Clocks ที่ออกแบบให้เข็มนาฬิกาดูคล้ายลอยอยู่กลางอากาศ ส่วนนี้ทำให้เห็นว่า งานนาฬิกาของ Cartier เชื่อมกับโลกของจิวเวลรีอย่างมาก ทั้งเรื่องวัสดุ รูปทรง และเทคนิคทางวิศวกรรม

ขณะเดียวกัน การออกแบบพื้นที่ก็ช่วยให้ผลงานแต่ละกลุ่มมีภาพจำชัดขึ้น งานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง NGV, Studio Sabine Marcelis และ CLOUD โดยใช้แนวคิดเรื่อง สี แสง และวัสดุ เป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมมีเพลงที่สร้างขึ้นเฉพาะนิทรรศการเข้ามาช่วยเติมบรรยากาศตลอดเส้นทางการชม

พื้นที่แต่ละส่วนจึงไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ปรับไปตามเรื่องที่กำลังเล่า ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเมซง งานร่วมสมัย ไปจนถึงแกลเลอรีเทียร่าในช่วงท้ายค่ะ

 

นิทรรศการที่ไม่ได้เหมาะแค่กับคนชอบเครื่องประดับ

ถึงจะใช้ชื่อว่า CARTIER แต่ไม่จำเป็นต้องติดตามจิวเวลรีอยู่แล้วถึงจะดูสนุก เพราะเนื้อหาของงานเชื่อมไปถึงแฟชั่น ประวัติศาสตร์ ศิลปะ งานออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี และบุคคลสำคัญในแต่ละยุค คนที่ชอบแฟชั่นจะได้เห็นว่ารูปแบบการสวมใส่เปลี่ยนไปอย่างไร คนที่สนใจงานออกแบบจะได้ดูตั้งแต่ภาพร่างไปจนถึงชิ้นงานจริง ส่วนคนที่ชอบเรื่องราวของคนดัง ก็จะได้เห็นเครื่องประดับที่เคยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตพวกเขา

 

 

Melbourne Winter Masterpieces®: CARTIER จัดแสดงที่ NGV International ถนนเซนต์คิลดา เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน–4 ตุลาคม 2026 โดยมีค่าเข้าชมและเปิดให้จองบัตรผ่านช่องทางของ NGV

งานนี้ไม่ได้พาไปดูแค่ว่า Cartier สร้างของสวยได้แค่ไหน แต่ช่วยให้เห็นว่า ทำไมบางดีไซน์ถึงยังถูกพูดถึงข้ามยุค และทำไมเครื่องประดับหนึ่งชิ้นถึงเก็บทั้งฝีมือ ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของคนที่เคยสวมใส่เอาไว้พร้อมกันได้ค่ะ

 

พิพิธภัณฑ์ NGV International, ถนนเซนต์คิลดา | 12 มิถุนายน – 4 ตุลาคม 2026 | จำหน่ายบัตรเข้าชม

 


7 Exhibition กรุงเทพฯ หน้าฝน เข้าฟรี เที่ยวกรุงเทพฯ วันหยุด ไม่ต้องลุ้นอากาศ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

■ 6 หนังแฟชั่นไอคอนิก ที่เห็นชุดก็รู้ทันทีว่ามาจากเรื่องไหน

■ เทรนด์ลิปปรุงจืด คืออะไร? รวมลิปโทนนู้ดละมุน ทาแล้วรอด ปากไม่จืด!

Parichat
Parichat
ถ้าเขียนแล้วชอบ ก็แปลว่าใช่ -

Related Post