Home Blog Page 1146

พาไปรู้จัก Sam Kim เจ้าของเพลง Love me like that สุดฮิต

0

Nevertheless

Sam Kim เจ้าของเพลงประกอบซีรีส์กับประโยคสุดฮิตอย่าง “ไปดูผีเสื้อกันมั้ย” ซีรีส์สัญชาติเกาหลีชื่อดังอย่าง Nevertheless ที่ได้นักแสดงนำสุดน่ารักอย่าง ฮันโซฮี มารับบทนางเอก และ ซงคัง พระเอกสุดหล่อที่ใคร ๆ เห็นแล้วก็อยากโดนชวนไปดูผีเสื้อที่ห้องกันทั้งนั้น

โดยซีรีส์นี้ถูกสร้างมาจากเว็บตูนชื่อดังของเกาหลี มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบ Friends with Benefits ของ ยูนาบี (ฮันโซฮี) และ พัคแจออน (ซงคัง) ด้วยเนื้อหาที่โดนใจวัยรุ่นและนักแสดงมากความสามารถทั้งสองคน ทำเอาซีรีส์เรื่องนี้ฮิตติดกระแสมาตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนจบกันเลยทีเดียว

Sam Kim
CR. Nevertheless

Love me like that

แน่นอนเมื่อซีรีส์ดังแบบฉุดไม่อยู่ นอกจากนักแสดงนำและสมบทจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่เป็นกระแสไปด้วยเช่นกัน นั้นคือ เพลงประกอบซีรีส์อย่าง Love me like that นั้นก็กลายเป็นกระแสพอ ๆ กับตัวซีรีส์เลยก็ว่าได้ เพราะยอดวิวของเพลงจาก Youtube เพียงช่องทางเดียวก็สูงถึง 7.5 M แล้ว

ด้วยจังหวะเพลงฟังสบายในสไตล์อะคูสติก แต่มีเนื้อหาที่ปนไปด้วยความเศร้าและเนื้อร้องภาษาอังกฤษที่เข้าถึงคนฟังได้ไม่ยาก ทำให้เพลงนี้ฮิตติดหูใครหลาย ๆ คนเลยทีเดียว Inzpy เลยขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ แซม คิม เจ้าของเพลง ๆ นี้กัน

งานนี้เจ้าตัวมีส่วนทั้งในการเขียนเนื้อ และโปรดิวเองอีกด้วย หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักเค้ากันเท่าไหร่ แต่ขอบอกเลยว่าหนุ่มคนนี้ถือเป็นศิลปินคุณภาพอันดับต้น ๆ ของเกาหลีอีกคนเลยก็ว่าได้ ลองไปทำความรู้จักเค้ากันเลย

Sam Kim หนุ่มเสียงดีจาก Seattle

แซม คิม หรือชื่อเกาหลีก็คือ คิม กอนจี เกิดวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1998 โดยเกิดและโตที่ Seattle Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา แซมจึงมีสัญชาติอเมริกา ด้วยความที่เกิดและโตที่ต่างประเทศทำให้ช่วงแรก ๆ ที่ย้ายมาเกาหลี ภาษาเกาหลีของเค้าเลยยังไม่ค่อยแข็งแรงจนต้องมีครูสอนภาษาเกาหลีคอยดูแลด้วย

แซมเป็นที่รู้จักจากรายการ K-pop star 3 ด้วยความสามารถที่เกินอายุ 15 ปีของเค้า ณ ขณะนั้น ทำให้เค้าได้รางวัลรองชนะอันดับ 2 ของรายการ และเซ็นต์สัญญากับค่าย Antenna Music หลังจากจบรายการ แถมความสามารถของแซมก็ไม่ได้มีแค่ร้องดีนะ แต่ยังสามารถทั้งเล่นเปียโนและกีตาร์ได้เก่งมาก ๆ อีกด้วย

Sam Kim
CR.Twitter @LeegitItsSam

ผลงานเดบิวต์อย่างเป็นทางการของแซม คืออัลบั้ม I AM SAM ที่ปล่อยออกมาในปี 2016 ซึ่งเพลง Title อย่างเพลง NO Sense เป็นเพลงจังหวะสนุกชวนโยกและสไตล์ของไลน์ดนตรที่มีเอกลักษณ์ แถมยังได้ศิลปินรุ่นพี่อย่างคุณ Crush มาร่วมแจม ทำให้เพลงนี้ติดหูใครหลายคนได้อย่างรวดเร็ว

แต่เพลงที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือเพลง Seattle ที่หนุ่มแซมแต่งขึ้นมา เนื้อร้องมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลี ที่ถ่ายทอดอารมณ์ความคิดถึงบ้านที่จากมา และความกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เมื่อย้ายมาอยู่เกาหลีคนเดียว ด้วยเสียงที่นุ่มลึกและดนตรีสไตล์บัลลาด ทำให้หลาย ๆ คนที่ได้ฟัง เข้าใจถึงอารมณ์ของแซมได้ไม่ยากเลย

อีกหนึ่งผลงานที่ทำให้แซมเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งแฟน ๆ ในไทยด้วยของจะหนีไม่พ้น เพลงประกอบซีรีส์แฟนตาซีสุดฮิตอย่าง Goblin ที่มีชื่อเพลงว่า Who are you นั้นเอง

ในระหว่างนั้นถึงแซมจะไม่ได้มีอัลบั้มเต็มออกมา แต่หนุ่มคนนี้ก็ไม่เคยหายหน้าหายตาไปไหน เพราะยังคงไปร่วมแจมเพลงกับศิลปินคนนู้นทีคนนี้ที เรียกได้ว่างานเข้ารัว ๆ แบบแทบจะไม่ได้เว้นว่างกันเลยทีเดียว

ในปี 2018 แซมก็ได้ปล่อยผลงานของตัวเองออกมาอีกครั้ง กับอัลบั้มที่มีชื่อว่า Sun and Moon ซึ่งถือเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของแซมเลย และในเพลง It’s you ก็ยังได้ศิลปินรุ่นพี่อย่างคุณ Zico มาร่วมแจมด้วย รวมถึงเพลง Make up ที่ได้คุณ Crush มาร่วมฟีจเจอร์ริ่งด้วยอีกครั้ง

แถมผลงานเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้ม แซมก็ยังคงคุณภาพของเพลงและเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองไว้ได้ดีเสมอ และหลังจากอัลบั้มเต็มนี้ก็ยังมี Single ของตัวเองที่ปล่อยออกมาอยู่เรื่อย ๆ แถมด้วยการไปร่วมแจมงานเพลงกับศิลปินท่านอื่นออกมาให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึงอยู่ตลอด และทีสำคัญยังเคยไปเป็นแขกรับเชิญในรายการ Show me the money 8 ให้หลายคนได้เซอร์ไพส์กันอีกด้วย

เป็นยังไงกันบ้างหลังจากได้รู้จักหนุ่มเสียงดีคนนี้ หลาย ๆ คนที่อาจจะเคยได้ยินชื่อ แซม คิม แบบผ่าน ๆ หู หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบน่าจะเริ่มสนใจหนุ่มคนนี้ขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใครอยากจะติดตามและสนับสนุนศิลปินคุณภาพแบบนี้ก็สามารถเข้าไปฟอลโล่ IG ของหนุ่มแซมได้ที่ Leegititssam หรือจะเป็น Twitter : @LeegitltsSam แต่ถ้าอยากเพลงเพราะ ๆ ก็ฟังได้ที่ช่องทาง Spotify ด้านล่างเลย 

 

AOMG

 

 

 

 

พาไปส่องแฟชั่นสุด Swag ของเหล่า Rapper เกาหลีกัน คลิกเลย

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วย “เครื่องสำอาง” ที่ผู้ชายควรมี!

เครื่องสำอาง ไม่ได้เป็นสิ่งของเครื่องใช้สำหรับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันผู้ชายส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกายเพื่อฟิตหุ่นให้มีกล้าม หรือ ซิกแพค (six pack) เพียงอย่างเดียว ผู้ชายหลายคนยังหันมาใช้สกินแคร์บำรุงเพื่อเสริมสร้างบุคลิกหน้าตาของตนเองให้ดูเนียนใส แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องทั่วไปที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ชายทุกคน แต่ในยุคนี้การแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางต่างๆ ก็เข้ามามีบทบาทให้ชีวิตของผู้ชายมากขึ้น

การที่ผู้ชายลุกขึ้นมาแต่งหน้าให้หล่อเนียนใสขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลก และไม่ใช่สิ่งที่น่าเขินอายเลย การพัฒนาตนเองให้ดูดีถือเป็นสิ่งที่ดีกับทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ผู้ชายพกแป้ง หรือ พกลิปสติก ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่ผู้ชาย

ในเรื่องของการแต่งหน้าสำหรับผู้ชายนั้นก็จะมีความแต่งต่างกับของผู้หญิงอยู่มาก และเครื่องสำอางที่ใช้ก็จะน้อยกว่าผู้หญิงอีกด้วย ซึ่งการแต่งหน้าของผู้ชายนั้นส่วนใหญ่จะแต่งให้ดูธรรมชาติ เพื่อกลบปัญหาสภาพผิวให้ดูเนียนใสขึ้นเท่านั้น หรือแต่งเพื่อกลบปัญหาอื่นๆ บนใบหน้า และเครื่องสำอางที่ผู้ายควรมีเพื่อปกปิดปัญหา และเสริมความหล่อของตนเองควรมีดังนี้..

เครื่องสำอาง ที่ผู้ชายควรมี

สเปรย์น้ำแร่ ครีมกันแดด

การเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนแต่งหน้าสำหรับผู้ชายสำคัญมาก เพราะ สภาพผิว และการบำรุงของผู้ชายบางคนอาจจะไม่ได้ดูแลเป็นอย่างดีนัก เพื่อให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้นขึ้นก่อน จากนั้นตามด้วยครีมกันแดดที่มี spf 50 +++ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำลายด้วยรังสี UV ที่ทำให้เกิดปัญหากับผิวหน้าในอนาคตได้ และการใช้ชีวิตของผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่กลัวแสงแดด

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วย "เครื่องสำอาง" ที่ผู้ชายควรมี-1

รองพื้นเนื้อบางเบา

ในการเลือกรองพื้นสำหรับผู้ชายในการแต่งหน้า เครื่องสำอางอย่างรองพื้นก็จะต้องเลือกเนื้อสัมผัสที่บางเบาดูเป็นธรรมชาติในการปรับสภาพผิวเท่านั้น เช่น การเลือกใช้รองพื้นประเภท CC Cream BB Cream หรือ คุชชั่น Cushion และใครที่มีปัญหาผิวที่ต้องการความปกปิดก็สามารถหารองพื้นที่หนาขึ้นมาในการใช้ในการแต่งหน้าได้ หรือหากต้องการปกปิดเพียงบางส่วนอาจเลือกใช้ คอนซีลเลอร์ (concealer) เฉพาะจุดที่เราต้องการเท่านั้น เพื่อให้การแต่งหน้าของผู้ชายดูไม่หนามากเกินไป

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วย "เครื่องสำอาง" ที่ผู้ชายควรมี-2

แป้งฝุ่นเนื้อละเอียด หรือเนื้อโปร่งแสง

การใช้แป้งฝุ่นสำหรับผู้ชายนั้นเพื่อเป็นการ Complete ในขั้นตอนของการปรับผิวให้ดูเรียบเนียน โดยจะใช้
แป้งฝุ่นเนื้อละเอียด หรือเนื้อโปร่งแสง ในการเซ็ตเครื่องสำอางทั้งหมดให้เข้าที่ ไม่ให้เกิดความมันบนใบหน้า และให้รองพื้นติดทนมากยิ่งขึ้น แนะนำให้เลือกแป้งฝุ่นที่เป็นเนื้อโปร่งแสง เพราะจะทำให้สีของรองพื้นและสีผิวหน้าของเราไม่เปลี่ยนไป เราจึงไม่แนะนำให้ผู้ชายใช้แป้งพัฟในการแต่งหน้า เพราะจะทำให้หน้าของผู้ชายดูหนา และดูลอยไม่เข้ากับคอได้

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วย "เครื่องสำอาง" ที่ผู้ชายควรมี-3

บรอนเซอร์ แป้งฝุ่นเนื้อละเอียด หรือเนื้อโปร่งแสง(Bronzer)

การเลือก เครื่องสำอางอย่าง บรอนเซอร์ของผู้ชายให้เลือกโดยใช้สายตาคาดคะเนความเข้มของบรอนเซอร์ (Bronzer) กับสีผิวลงไป 3-4 เฉด เราจะใช้บรอนเซอร์ในการช่วยสร้างมิติให้กับกรอบหน้า บริเวณไรผม และโหนกแก้ม เพื่อให้ใบหน้าของผู้ชายดูไม่โดดออกมาจากคอ หรือตีนผม และยังทำให้ผิวหน้าไม่ดูซีดเป็นสีเดียวกัน ดังนั้นการปัดบรอนเซอร์ในบริเวณที่บอกไปนั้นจะช่วยให้ก่อนแต่งหน้าดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วย "เครื่องสำอาง" ที่ผู้ชายควรมี-4

ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น และแปรงเขียนคิ้ว

ทำไมเราถึงแนะนำให้ผู้ชายใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น กับแปรงเขียนคิ้ว เพราะการเขียนคิ้วด้วยดินสออาจจะทำให้คิ้วของผู้ชายดูหนาและแข็งทื่อมากเกินไป การใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น กับแปรงนั้นจะช่วยให้คิ้วของผู้ชายดูไม่หน้า และ ไม่เป็นรูปทรงที่เป็นบล็อกคิ้วมากเกินไป

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วย "เครื่องสำอาง" ที่ผู้ชายควรมี-5

ลิปสติกสีลิปบาล์มกันแดดไม่มีสี หรือลิปสติกโทนสีอ่อน

การที่ผู้ชายมีริมฝีปากที่ชุ่มชื่นมีความวาวเล็กๆ จากการทาลิปบาล์ม มันทำให้ดูเซ็กซี่ขึ้นอีก 50 % เลยทีเดียว สำหรับใครที่มีริมฝีปากที่ซีดอาจจะใช้ลิปสติกที่มีสีเพื่อให้ริมฝีปากมีชีวิตชีวามากขึ้น โดยการเลือกสีให้มีความเป็นธรรมชาติเช่น สีพีช และการทาลิปให้ใช้มือแตะลิปแล้วนำมาทาบนปากเท่านั้น เพื่อให้สีลิปเจือจางออกสีเพียงเล็กน้อย

เพิ่มความหล่อด้วยการแต่งหน้า ด้วยเครื่องสำอางที่ผู้ชายควรมี-6

เครื่องสำอาง สำหรับ ผู้ชายนั้นไม่ได้มีอะไรที่มากมายมายเลย แต่การเลือกโทนสีของเครื่องสำอางหลายๆ ชิ้นควรเลือกโทนสีที่เข้ากับผิว และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด สำหรับใครที่ต้องการอยากรู้ถึงเคล็ดลับการแต่งหน้าผู้ชายให้ดูเป็นธรรมชาติสามารถติดตามได้ที่ https://inzpy.com/

La Flora Khao Lak โรงแรมหรู ติดทะเล ราคาเริ่มต้นเพียง 1,440 บาท

La Flora Khao Lak โรงแรมหรู ติดทะเล ราคาเริ่มต้นเพียง 1,440 บาท

โรงแรมหรู ติดทะเล ที่ดังที่สุดในเขาหลัก La Flora Khao Lak โรงแรมที่สร้างบรรยากาศให้ร่มรื่น น่าพัก จุดเด่นของที่นี่ คือสระว่ายน้ำ ที่อยู่ติดกับห้องพักเกือบทุกโซน มีห้องพักรองรับมากกว่า 100 ห้อง มาที่เดียวครบจบทุกอย่าง ทั้งทะเล บาร์ อาหาร สระว่ายน้ำ สปา Kid’s Club ยกมาทั้งครอบครัวยังไหว

มาถึงที่พัก พนักงานต้อนรับเป็นอย่างดี มี Welcome Drink น่ารักๆ สำหรับจุดล็อบบี้ ทำการเช็คอิน และรับคีย์การ์ดเพื่อเข้าห้องพักได้เลย สำหรับการเข้าพักนั้น พนักงานจะเดินไปส่งถึงห้อง เนื่องจาก มีห้องเยอะมาก และมีหลายโซน เดินไปเองอาจจะงงกันเลยทีเดียวค่ะ

ห้องพักที่การตกแต่งสวยงาม ห้องที่เราเลือกมาจะเป็นแบบ 2 ห้องนอน ระหว่าง 2 ห้องจะมี ประตูเลื่อนกลั้นแยกไว้ มีระเบียง ซึ่งมองเห็นวิวโซนใหม่ของ La Flora ได้อย่างสวยงามเลย ชอบการดีไซน์ของประตูห้องน้ำ ติดที่ด้วยกระจกกว้าง บานใหญ่ และกระจกอ่างล้างหน้าเป็นแบบมีไฟ LED ดูทันสมัยนะคะ

ห้องพักที่นี่จะมีหลาย Type ให้เลือกค่ะ
– Superior Room 38 ตร.ม. เตียง King Size หรือ 2 เตียงเดี่ยว พักได้ 3 คน
– Deluxe Room 42 ตร.ม. เตียง King Size หรือ 2 เตียงเดี่ยว พักได้ 3 คน
– Deluxe Seaside 42 ตร.ม. เตียง King Size พักได้ 3 คน
– Deluxe Pool Access 45 ตร.ม. เตียง King Size พักได้ 3 คน
– Superior Pool Access 38 ตร.ม. เตียง King Size พักได้ 3 คน
– Grand Pool Access 50 ตร.ม. เตียง King Size พักได้ 3 คน
– Family 2-Bedroom 76 ตร.ม. เตียง King Size และ 2 เตียงเดี่ยว พักได้ 4 คน

สำหรับห้องพักที่เราเลือกพักจะเป็น Family 2-Bedroom ช่วงราคาโปรโมชั่น เหลือเพียง 3,500.- เท่านั้นค่ะ พักได้ 4 คน รวมอาหารเช้า

สำหรับสระว่ายน้ำ ที่อยู่ติดกับทะเล จะมี Cave Club สามารถสั่งเครื่องดื่มนั่งจิบ ตรงบาร์ในสระน้ำได้ สระว่ายเชื่อมต่อกันค่อนข้างยาว สามารถเล่นน้ำได้แบบเต็มที่เลยค่ะ นอกจากโซนที่เป็นของผู้ใหญ่แล้ว ยังมีโซนสระว่ายน้ำที่เป็น Kid’s Club สำหรับเด็กๆด้วยนะคะ ก็จะมี Slider ให้เล่น

ทุกคนที่มาส่วนใหญ่ก็จะมาริมหาดช่วงเย็น ๆ เพื่อรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าแบบ Vanila Sky ตัดกับน้ำทะเล มันสวยมากเลยล่ะค่า และที่นี่คือดีตรงที่มีวิวต้นมะพร้าวให้ถ่ายรูปด้วย เก๋มาก นอกจากนี้ที่นี่ยังมีโซน สปา รองรับถึง 4 ห้องค่ะ นี่พลาดไม่ได้เลยค่ะ สำหรับเมนูอาหารที่นี่ก็ไม่ทำธรรมดาเลยล่ะค่ะ มีให้เลือกหลากหลายสัญชาติ ไม่มีกั๊ก จัดเต็มทุกอย่าง

สำหรับใครที่คิดว่า อยากพักโรงแรมดี ๆ หรู ๆ สไตล์ลูกคุณ ในราคาเบาบาง แนะนำที่ La Flora Khao Lak เลยค่ะ มีครบทุกอย่าง แทบจะไม่ต้องออกไปไหนเลยก็ยังได้ค่ะ
ตั้งอยู่ที่ ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา Google Map
สามารถดูรายละเอียดห้องพัก และจองได้ที่ Expedia

 

หมู่เกาะสุรินทร์ ดินแดนมหัศจรรย์ สวรรค์ของนักดำน้ำ
นอนเต็นท์คืนละ 450 บาท คลิกเลย

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง (Cingjing Farm) สวิตเซอร์แลนด์แห่งไต้หวัน

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง(Cingjing Farm) สวิตเซอร์แลนด์แห่งไต้หวัน

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ชาวท่องเที่ยวทุกคน วันนี้เราก็จะพาทุกท่านมาเที่ยวต่างประเทศกันอีกแล้วนะคะ จุดมุ่งหมายของเราวันนี้ก็คือ ฟาร์มแกะชิงจิ้ง ที่ไต้หวันนั่นเองค่ะ หลายคนอาจจะทำท่างง ๆ ซักเล็กน้อยว่าฟาร์มแกะนี้อยู่ที่ไหนในไต้หวัน เนื่องจากที่นี่อาจจะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักที่นี่กันค่ะรับรองว่าติดตาตรึงใจในความสวยงามอย่างแน่นอน แต่ก่อนจะไปเที่ยวฟาร์มแกะกัน จะพาไปรู้จักไต้หวันกันซักเล็กน้อยนะคะ

ไต้หวัน เป็นเขตปกครองพิเศษที่มีพื้นที่เป็น เกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศจีน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่นะคะ ประกอบไปด้วย 5 เกาะใหญ่ คือ จินเหมิน ไต้หวัน เผิงหู หมาจู่ และอูชิว และเกาะเล็ก เกาะน้อย อีกมากมาย มีเมืองหลวงคือ กรุงไทเป ค่ะ แต่วันนี้เราจะพาท่านเลยจากกรุงไทเปมาซักหน่อย มาเที่ยวกันที่ เมืองหนานโถวค่ะ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง ทะเลสาบสุริยันจันทรา ซึ่งเราจะพามาเที่ยวในโอกาสถัดไป ส่วนในวันนี้นั้นนนนน เราจะพามาเที่ยวกันที่ฟาร์มแกะชิงจิ้งกันก่อนค่ะ พร้อมแล้วตามมาค่ะ

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง (Cingjing Farm) หรือที่ได้ฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งไต้หวัน” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวไต้หวันเลยนะคะ การมาเที่ยวที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ  เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม สัมผัสกับแสงแดดอ่อน ๆ สีเขียวของทุ่งหญ้า และความน่ารักของบรรดาลูกแกะขนปุย 

ชิงจิ้งฟาร์ม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปี 1961 ถือเป็นฟาร์มแกะเก่าแก่ของไต้หวัน  ภายในฟาร์มนั้น จะเป็นทุ่งโล่งกว้างบนเขาลาดชัน ที่นี่จะปลูกต้นไม้ ดอกไม้และผลไม้เมืองหนาวเอาไม้มากมาย อาทิเช่น ลูกพีช กีวี ดอกลิลลี่ ทิวลิป ต้นเมเปิ้ล เป็นต้น

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง

นอกจากจะมีต้นไม้ ผลไม้และดอกไม้ต่าง ๆ แล้วที่นี่ยังเลี้ยงสัตว์เอาไว้มากมายหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นวัวพันธุต่าง ๆ เช่น วัวเฮียร์ฟอร์ด วัว อเบอร์ดีนออกัส ม้าแคระโพนี่ แกะสายพันธุ์คอร์ริเดล และบาร์บาโดส เป็นต้น ซึ่งจะมีการแบ่งแยกออกเป็นคอก ๆ แต่ละสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีการแสดงโชว์ต่าง ๆ เกียวกับสัตว์ เช่น การตัดขนแกะ การขี่ม้า และนักท่องเที่ยวยังสามารถให้อาหารและถ่ายรูปกับบรรดาสัตว์ที่สุดแสนน่ารักนี้ได้อีกด้วย  

หากต้องการเดินชมธรรมชาติต่าง ๆ ในฟาร์มก็สามารถเดินได้อย่างสะดวกสบายค่ะ เพราะที่นี่เค้าทำเส้นทางสำหรับเดินชมธรรมชาติไว้ดังนี้ 

ฟาร์มแกะชิงจิ้ง

เส้นทางกำแพงยาว (Great Wall Trail) ประมาณ 250 เมตร ชมทิวทัศน์แบบเนินเขา กว้างไกลสุดลูกหูลูกต

เส้นทางชมดอกซากุระ (Sakura Trail) ประมาณ 500 เมตร ซากุระที่นี่จะบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

เส้นทางสวนชา (Tea Garden Trail) ประมาณ 500 เมตร ชมไร่ชาสวย ๆ บนเนินเขา

เส้นทางทะเลสาบหยก (Jade Lake Trail) ประมาณ 2,300 เมตร เส้นทางนี้จะมีทั้งฟาร์มชาและทะเลสาบตลอดสองข้างทาง ได้บรรยากาศที่สดชื่นและสวยงาม

เส้นทางวิวภูเขา (Mountain View Route) ประมาณ 500 เมตร จุดเริ่มต้นเส้นทางอยู่ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ถ่ายรูปเล่นกับสัตว์น่ารัก ๆ และเดินเส้นทางชมวิวภูเขา

เส้นทางดอกมากาเร็ต (Marguerite Route) ประมาณ 600 เมตร ชมความงามของดอกมากาเร็ตสีขาว สวยงาม สะอาดตา

เส้นทางวิลโลว์ (Willow Route) ประมาณ 750 เมตร เป็นเส้นทางตัดผ่านป่า ได้ใกล้ชิดต้นไม้ใบหญ้าเป็นธรรมชาติมาก ๆ

เส้นทางชมพระอาทิตย์ตกดิน (Sunset Route) ประมาณ 1,000 เมตร ชมพระอาทิตย์ตกดินท้องฟ้าสีสวย ตัดภูเขาสีเขียวสวยงาม โรแมนติก

เส้นทางบันได (Staircase Route) ประมาณ 1,800 เมตร สามารถเดินเล่นรับลมชมวิวได้อย่างเพลิดเพลิน

ค่าเข้าชม:
บุคคลทั่วไป
วันธรรมดาราคา
160 เหรียญไต้หวัน
วันหยุดสุดสัปดาห์ / วันหยุดนักขัตฤกษ์ 200 เหรียญไต้หวัน
ผู้ใหญ่ (อายุ 65 ปีขึ้นไป)
วันธรรมดาราคา 80 เหรียญไต้หวัน
วันหยุดสุดสัปดาห์ / วันหยุดนักขัตฤกษ์ 100 เหรียญไต้หวัน
เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี 20 เหรียญไต้หวัน

หมายเหตุ :1 เหรียญไต้หวัน ประมาณ 1.1 บาทไทย

การเดินทาง
1.โดยรถไฟจาก Taipei Station ไป Taichung Station แล้วต่อ Nantou Bus ที่หน้าสถานีไปยังฟาร์มแกะชิงจิ้ง รถไฟมีอยู่ 2 แบบนะคะ
รถไฟความเร็วสูง HSR ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ราคา 700 เหรียญไต้หวัน
รถไฟธรรมดา TSR ใช้เวลา 90n นาที ราคา 200 เหรียญไต้หวัน
2.โดยรถบัส
KUO-KUANG MOTOR ขึ้นที่สถานี Taipei West Bus Station อาคาร Terminal B ไปลงที่ Puli Station แล้วต่อรถบัส Nantou ไปลงที่ฟาร์มแกะชิงจิ้ง รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก http://www.kingbus.com.tw/en/

 


พาตะลุยกินร้านอร่อยที่ไต้หวัน คลิก

 

 

 

 

 

อาหารทะเล สด ๆ ก่อนขึ้นเครื่อง ที่ เมืองอินชอน

อาหารทะเล สด ๆ ก่อนขึ้นเครื่อง ที่ เมืองอินชอน

ไปเกาหลีทีไร ได้กินแต่หมูเกาหลีตลอด วันนี้เราลองมานอนที่ เมืองอินชอน ก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยสักคืน โดยจองที่พัก ผ่านทาง agoda ที่ Inchoen airport oceanside hotel โรงแรมติดริมฝั่งทะเล ก่อนข้ามไปสนามบิน กับร้านอาหาร บรรยากาศชาวบ้านเลยก็ว่าได้

เช็คอินช่วงเย็นแล้วก็ออกมาเดินเล่น หนาวเหน็บ เย็นเจี๊ยบเลย เดินมาทางขวาเรียบริมทะเลไปสักพัก ก็มาเจอกับตู้กระจกปลา และหอยวางอยู่หน้าร้าน เป็นปลากะพง และปลาตาเดียว เลยจัดมื้อเย็นที่นี่เลย

ร้านที่อินชอนนี่จะมีหอยเยอะมาก เลยสั่งหอยทุกอย่างมาลองดู ปรากฏว่าอร่อยมาก หนึบ เด้ง หอยอะไรก็ไม่รู้

พลาดไม่ได้กับปลาหมึก สั่งมา 2 จานเลย หั่นเป็นท่อน ๆ แล้ว ยังขยับอยู่เลย

ส่วนปลากะพงที่โชว์ตัวอยู่หน้าร้าน ก็ออกมาเป็นชิ้น ๆ อย่างนี้ เนื้อนี่เงางามมาก สด เด้ง สุด ๆ

มาเกาหลีต้องไม่พลาด ต็อกโบกี ที่นี่ใส่ชีส มาให้ย่างบนเตา และที่พลาดไม่ได้อีกอย่างคือ เจ้าน้ำโชจู ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

สำหรับใครที่อยากลองบรรยากาศชาวบ้านแบบเกาหลี ลองปักหมุดที่ Inchoen Airport Oceanside ดู อาหารราคาไม่แพง ไม่มีชื่อร้าน แต่อร่อยริมทะเลเลยทีเดียวค่ะ

CUP NOODLES MUSEUM CLICK

พาเที่ยว ทุ่งดอกกระเจียวไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ

พาเที่ยว ทุ่งดอกกระเจียวไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ

ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝน ภาพที่ลอยขึ้นมาในความทรงจำก็คงจะเป็น ความเขียวขจีและความสดใสของต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้นานาพรรณ วันนี้เราจะพาทุกท่านมาเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในภาคอีสาน นั่นก็คือ ทุ่งดอกกระเจียว ที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ ที่นี่มีทุ่งดอกกระเจียวที่มีชื่อเสียงอยู่ 2 แห่ง นอกจากที่อุทยานแห่งชาติไทยทองแล้ว อีกที่หนึ่งก็คือ ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักดอกกระเจียว หรือ ดอกบัวสวรรค์กันก่อนค่ะ

ทุ่งดอกกระเจียว
Cr.Pinterest

ต้นกระเจียวเป็นพืชล้มลุกประเภทหัว พบขึ้นทั่วไปใน ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ หรือ ตามไร่นาในแถบภาคอีสาน ถือเป็นพืชประจำถิ่นดั้งเดิมของไทย ลักษณะจะมีหัวอยู่ใต้ดินและแตกแขนงออกมาเป็นแง่งคล้ายหัวขิง เมื่อเติบโตขึ้นจะมีลำต้นเทียมแทงยอดออกมาพ้นดิน มีดอกเป็นช่อหลายสี ซึ่งสีที่เราพบเห็นได้บ่อย ๆ ก็คือดอกสีชมพู และสีขาว

ทุ่งดอกกระเจียว ไทรทองนั้น จะเริ่มบานในช่วงหน้าฝนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี สามารถอัพเดตข่าวสารได้ที่ อุทยานแห่งชาติไทรทอง ระยะเวลาของการเริ่มผลิดอกจนถึงดอกร่วงโรยจะมีอายุราว ๆ หนึ่งเดือนค่ะ เป็นช่วงระยะสั้น ๆ ดังนั้นก่อนเดินทางมาต้องเช็คเป็นระยะ ๆ นะคะว่าดอกเริ่มบานหรือยัง จะได้มาไม่เสียเที่ยว ได้เห็นความงามบานสะพรั่งเต็มทุ่ง ทุ่งดอกกระเจียวของที่นี่นั้นจะมีอยู่ทั้งหมด 5 ทุ่งนะคะ สามารถเดินเชื่อมต่อกันได้ทุกทุ่ง โดยจะมีการทำเส้นทางชมธรรมชาติเอาไว้ลักษณะการเดินวนเป็นวงกลม แต่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินซักนิดนะคะ เพราะทางเดินนั้นอาจจะต้องมีช่วงที่ลุย ๆ บ้าง และเป็นหินที่มีความลื่น ความแตกต่างของทุ่งที่ 4 ก็คือจะเป็นทุ่งที่มีดอกกระเจียวเป็นสีขาวทั้งทุ่งนะคะ ส่วนทุ่งอื่น ๆ จะเป็นสีชมพู ระยะทางเดินเที่ยวโดยรอบทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินรวม ๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เรียกว่ากำลังเดินได้สบาย ๆ เลยค่ะ ทุ่งที่ไกลที่สุดคือทุ่ง 1 ค่ะ แนะนำว่าให้มาเดินช่วงเช้า ๆ เลยนะคะ ตั้งแต่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เดินไปเรื่อย ๆ จนพระอาทิตย์ขึ้นเลยค่ะ จะได้อารมณ์หมอกขาว ๆ ฟุ้ง ๆ ยามเช้า ตัดกับสีเขียวชมพูของดอกกระเจียวสวยงามมาก ๆ ค่ะ พอสาย ๆ พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ก็จะได้เห็นแสงสีทองสดส่องลงมา ดูสดใส และสวยงามสุด ๆ ไปเลย 

ผาหำหด
Cr.Pinterest

มาที่นี่แล้วนอกจากจะได้มาชมความงามของดอกกระเจียวแล้วยังมีจุดอื่น ๆ ให้ชมอีกนะคะ เช่น จุดชมวิวผาพ่อเมือง ซึ่งจุดนี้จะอยู่เลยลานกางเต็นท์ไปแค่นิดเดียวค่ะ เป็นจุดชมวิวเล็ก ๆ มองเห็นวิวหมู่บ้านด้านล่างค่ะ นอกจากจุดชมวิวนี้แล้วยังมีอีกหนึ่งที่นั่นก็คือ ผาหำหด พังชื่อแล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเลยค่ะ 555 ชื่อนี้ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพราะความหวาดเสียวของการไปยืนที่หน้าผานี้แหละค่ะ ลักษณะของผาหำหดนี้จะเป็นชะง่อนแผ่นหินขนาดไม่ใหญ่รูปสามเหลี่ยมวางยื่นออกไปจากหน้าผาซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 867 เมตรเลยทีเดียว เรียกว่าถ้าได้ไปยืนตรงจุดนี้รับรองหดสมชื่อแน่นอนค่ะ 5555 เบื้องล่างของหน้าผามองไปจะเห็นเป็นป่าเขียวขจี และหมู่บ้านต่าง ๆ กว้างไกลสุดสายตาเลยค่ะ แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินนะคะ อาจจะหวาดเสียวหน่อย แต่สวยงามมาก ๆ ค่ะ ได้เห็นวิวพระอาทิตย์ตกดินสุดโรแมนติก หากต้องการมาค้างคืนก็สามารถทำได้โดยการมากางเต็นท์ค่ะ ซึ่งปัจจุบันบริเวณทุ่งหนึ่งนั้นก็มีบริการจุดกางเต็นท์เพิ่มขึ้นมาด้วยค่ะ เรียกว่าตื่นมาปุ๊ปมองออกไปก็เจอความสวยงามของทุ่งดอกกระเจียวที่กว้างใหญ่เลยค่ะ ฟินสุด ๆ
พิกัดการเดินทาง https://goo.gl/maps/kuW8VJpmXnXZhXq4A

ในโอกาสหน้าเราจะพาทุกท่านมาเยี่ยมชมทุ่งดอกกระเจียวอีกทีนึงในจังหวัดชัยภูมิ รับรองว่าสวยสดชื่นไม้แพ้ที่นี่แน่นอน รอติดตามนะคะ


เที่ยวหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย คลิก

เตรียมพร้อมหน้าหนาวกับ 7 โลชั่น lotions ช่วยผิวไม่ให้แตก!

ประโยชน์ของ “โลชั่น lotions ” คือ ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และได้รับการบำรุงจากสารสกัดที่อยู่ในตัวโลชั่น ในบางโลชั่นก็มีการผสมน้ำหอมลงไป ผู้หญิงหรือผู้ชายหลายคนจึงนิยมทาโลชั่นตามร่างกายเพื่อให้หอมสะอาดสดชื่นหลังอาบน้ำ ด้วยความที่ประเทศไทยมีหน้าร้อนที่ยาวนานทำให้การเลือกโลชั่นของเราจะดูที่ความหอม และแห้งเร็วเท่านั้น เพื่อให้ผิวของเราไม่เหนอะหนะ

แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยก็มีหน้าหนาวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในทางเหนือ และอีสาน ที่มีอากาศที่หนาวเย็นในช่วง ปลายพฤศจิกายน ถึง ต้น มีนาคม ในช่วงนี้อากาศของบ้านเราจะเย็นลง ทำให้ปัญหาเรื่องผิวแห้งแตก โดยเฉพาะขาของเรา บางคนถึงกับดูเป็นขุยสีขาวขึ้นเต็มขา ทาครีมโลชั่น Lotions ที่ใช้เป็นประจำก็เอาไม่อยู่

เตรียมพร้อมหน้าหนาวกับ 7 โลชั่น ช่วยผิวไม่ให้แตก!
Cr: Photo www.freepik.com/

ทำไมผิวถึงแห้งในฤดูหนาวมากกว่าฤดูร้อน?

ด้วยสภาพอากาศในช่วงหน้าหนาวนั้นจะมีอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศที่ต่ำลงมากกว่าช่วงฤดูอื่น ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้มีผลต่อผิวหนังชั้นนอกของเราเป็นอย่างมากซึ่งการทาโลชั่นธรรมดาที่เราใช้อยู่นั้นอาจจะช่วยทำให้ผิวชั้นนอกชุ่มชื้นได้ไม่ตลอดทั้งวัน บางคนถึงกับต้องทาทุกหนึ่งชั่วโมงก็มี

หากใครที่ไม่อยากพกโลชั่นเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวอยู่บ่อยๆ เราได้ไปหาโลชั่นที่สามารถเอาอยู่กับผิวที่แห้งแตกในช่วงหน้าหนาวได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพกไปทาบ่อยๆ ให้น่ารำคาญกับ 7 โลชั่น Lotions ช่วยผิวไม่ให้แตกช่วงหน้าหนาว

แนะนำ 7 โลชั่นช่วยผิวไม่ให้แตกช่วงหน้าหนาว

1.Eucerin pH5 Body Lotion

ยูเซอริน พีเอช 5 โลชั่น เอฟ การันตีความชุ่มชื้นให้อยู่บนผิวของเราได้นานมาก เพราะโลชั่นตัวนี้มีเนื้อครีมที่เข้มข้น และอุดมไปด้วย pH5 Citrate Buffer , Dexpanthenol และ Glycerin ที่ทางแบรนด์ได้ทำการพัฒนาและวิจัยมาเป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื่นพร้อมดูแลปกป้องการทำงานของเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในผิวอีกด้วย หน้าหนาวนี้ Eucerin pH5 Body Lotion เอาอยู่แน่นอน

1.Eucerin pH5 Body Lotion

2.Jergens Hydrating Coconut Dry Skin Moisturiser

Jergens แบรนด์เครื่องสำอางที่โด่งดังมากในต่างประเทศที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวกายของเราได้ดีแม้ว่าอากาศจะแห้งแค่ไหน Jergens Hydrating Coconut Dry Skin Moisturiser เป็นสูตรพิเศษที่มีการผสม Coconut Oil และ Ultra‐hydrating Coconut Water ช่วยดูแลผิวให้ชุ่มชื่นยาวนานกว่าปกติ แถมยังมีกลิ่นที่หอมอีกด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในช่วงหน้าหนาวนี้ สำหรับใครที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศที่มีอากาศที่หนาวเย็นมากๆ Jergens ไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

2.Jergens Hydrating Coconut Dry Skin Moisturiser lotions

3.AVEENO DAILY MOISTURIZING LOTION

โลชั่นตัวนี้ได้รับความนิยมและขายดีมากในอเมริกา AVEENO เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความออร์แกนิค โลชั่นตัวนี้มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติจากข้าวโอ๊ต และมอยส์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้น ให้ความชุ่มชื้นยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับใครที่ไม่ชอบความเหนอะหนะ
AVEENO DAILY MOISTURIZING LOTION จะต้องตอบโจทย์เป็นอย่างมาก และยังเหมาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่ายอีกด้วย

3.AVEENO DAILY MOISTURIZING lotions

4.Cetaphil Dailyadvance Ultra Hydrating Lotion

เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์โลชั่นจากแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย โลชั่นตัวนี้เป็นนวัตกรรมสูตร Epidermal Replenishing Complex 5 (ERC5) ผสานการบำรุงผิว 5 คุณค่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์ ที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ทั้งวัน ถึงอากาศจะแห้งสักแค่ไหน Cetaphil ก็จะทำให้ผิวของคุณไม่แห้งแตกเป็นขุยอย่างแน่นอน

4.Cetaphil Dailyadvance Ultra Hydrating Lotion

5.Evergreen Palmera Hand & Body Lotion

ด้วยความหอมของกลิ่นโลชั่นทำให้สาวๆ จะถูกใจกับโลชั่นของ Evergreen ด้วยความที่มีส่วนผสมของนมแพะ และโจโจ้บาออยล์ ที่จะคอยช่วยบำรุงผิวให้กระจ่างใส เติมความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ สำหรับใครที่ต้องทำงานในห้องแอร์ก็สามารถใช้ Evergreen Palmera Hand & Body Lotion เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวระหว่างวันได้

5.Evergreen Palmera Hand & Body lotions

6.Vaseline Expert Care Extremely Dry Skin Rescue Lotions

สำหรับใครมีผิวที่แห้งมากๆ และยังรักใน Vaseline ขอแนะนำให้คุณต้องลองโลชั่นสูตร Expert Care Extremely Dry Skin Rescue Lotion ที่มีความเข้มข้นของเนื้อครีมเป็นพิเศษ สำหรับใครที่มีผิวที่แห้งง่ายและยิ่งเข้าสู่หน้าหนาวบอกได้เลยว่าโลชั่นตัวนี้จะตอบโจทย์ทุกปัญหาผิวแห้งของคุณได้เป็นอย่างดี

6.Vaseline Expert Care Extremely Dry Skin Rescue lotions

7.Physiogel Daily Moisture Therapy Body Lotion for Dry Sensitive Skin

แบรนด์เวชสำอางที่ออกโลชั่นสำหรับคนที่มีผิวแห้ง และแพ้ง่ายโดยเฉพาะ Physiogel นั้นมีการใช้ Biomimic Technology ทำงานร่วมกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผิวของคุณชุ่มชื้นขึ้นทันที ยังทำให้ผิวเนียนนุ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ทา และไม่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองอีกด้วย

7.Physiogel Daily Moisture Therapy Body lotions for Dry Sensitive Skin

และนี่คือ 7 โลชั่น Lotions ที่เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งมาก และเหมาะกับการใช้ทาเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นได้ทั้งวันในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวกายแห้งแตกระหว่างวัน ซึ่งมันน่าอายมากๆ หากผิวของเราเกิดขุยสีขาวขึ้นตามแขน-ขา และคุณไม่ต้องเหนื่อยพกโลชั่นให้หนักกระเป๋า เมื่อมาใช้โลชั่นที่ inzpy ได้แนะนำไป

แต่งหน้าสไตล์ มินิมอล

อยากเป็นสาวมินิมอล ควรแต่งหน้าแบบไหนดี? คลิกเลย

365° Exhibition งานภาพถ่ายสุดโต่ง อิงเหตุการณ์สำคัญของโลก 

365° Exhibition งานภาพถ่ายสุดโต่ง อิงเหตุการณ์สำคัญของโลก 

365° Exhibition

นิทรรศการภาพถ่าย ของ Eugenio Recuenco  (ยูเจนิโอ เรกูเอ็นโก) ช่างภาพแฟชั่นชาวสเปน ที่สะท้อนแสง-เงา และองค์ประกอบจากมุมมองสุดบรรเจิด บอกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านความงดงาม… ที่ระคนไปด้วยอารมณ์หลากหลายมิติ

365° Exhibition

365° คืออีกหนึ่งโปรเจ็คท์ที่คนรักการถ่ายภาพไม่ควรพลาด เพราะนิทรรศการนี้จะนำพาคุณไปชิมลางผลงานศิลปะภาพถ่ายที่อิงจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของโลก ไล่ลามไปถึงสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ทั้งการเมือง ภัยพิบัติ ความสำเร็จของมนุษยชาติ และอื่น ๆ อีกพะเรอเกวียน อาทิ เหตุวินาศกรรม 9/11 ในนครนิวยอร์ก, ไฮไลท์จากชีวิตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร, รอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ Star Wars รวมถึงผลงานของศิลปินระดับโลกที่ผู้คนหลงใหล ไม่ว่าจะเป็น แบงก์ซี (Bansky) เอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ (Edward Hopper) ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) เรอเน่ มากริตต์ (René Magritte) มองเดรียน (Modrian) และ ฟาน ก็อกฮ์ (Van Gogh)

365° Exhibition

โดย ‘365°’ หรือ 365 องศา (365 degrees) “ยูเจนิโอ เรกูเอ็นโก” ศิลปินเจ้าของผลงานได้ตั้งชื่อนิทรรศการมาจากมุมมองของเขาเองที่มีต่อโลกใบนี้ ซึ่งโลกของเขานั้นเต็มไปด้วยเรื่องน่าขำขัน บ้างแปะเปื้อนไปด้วยการเสียดสี และบางคราก็เป็นโลกสีชมพูที่มีแต่ความสวยงาม

และหากเท้าความถึงเขาในอดีต ศิลปินผู้นี้ถือว่ามีฝีมือมิธรรมดา เพราะสนใจใคร่รู้ศิลปะมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ก่อนพาตัวเองเข้าไปศึกษาต่อที่คณะศิลปกรรมศาสตร์  ณ มหาวิทยาลัยมาดริด

365° Exhibition

กระทั่งต่อมา เรกูเอ็นโกเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองด้วยการวาดภาพขนาดใหญ่ แต่กลับค้นพบว่าไม่สามารถตอบโจทย์ในการสร้างชื่อให้แก่ชีวิตได้ จึงเบนเข็มมาถ่ายรูปแทน และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับนิตยสารชื่อดังทั้งในสเปนและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น  Vogue, Madame Figaro, Vanity Fair, GQ, Marie Claire, และ Zink

อีกทั้งเขาได้ดอดไปร่วมงานกับ Boucheron ซึ่งเป็นงานแรกในอุตสาหกรรมโฆษณาและแฟชั่นที่ปารีส หลังจากนั้นแบรนด์ดังต่าง ๆ ก็ต่อแถวกันมาว่าจ้างให้ทำงานอีกมากมาย (อาทิ แบรนด์ Loewe, Nina Ricci, Diesel, Shangai Tan, Yves Saint Laurent, Playstation, Naf Naf, Mango และ Pernod Ricard)

ในปี 2007 เรกูเอ็นโกได้โชว์ศักยภาพของตัวเองโดยร่วมงานกับ อีริค โดเวอร์ (Eric Dover) ในการออกแบบฉากให้กับรอบปฐมทัศน์ของโอเปรา เรื่อง “The Huguenots” ที่มหานครนิวยอร์ก ต่อมาปี 2008 เขาก็ได้ปล่อยภาพยนตร์สั้นเรื่อง “The Essence of Seduction” ซึ่งสร้างให้กับแบรนด์ Loewe โดยภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ก็สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาอย่างล้นหลามเช่นกัน เนื่องจากได้รับรางวัลโฆษณายอดเยี่ยมที่สเปน นอกจากนี้ “The Essence of Seduction”  ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมในนิทรรศการภาพยนตร์นานาชาติเม็กซิโกซิตี้

ส่วนนิทรรศการ 365° ครั้งนี้ถือว่าจัดแสดงมาแล้วหลากหลายเมืองทั่วโลก เช่น บาร์เซโลนา, มาดริด, ลอนดอน, บาเลนเซีย, เซี่ยงไฮ้ และไทเป ซึ่งใช้เวลากว่า 8  ปี รังสรรค์ผลงานกว่า 120 ชิ้น

ฉะนั้นนี้ใครที่ชอบพอในงานถ่ายภาพ รักในงานศิลปะ ลองหาโอกาสไปยลงานสุดสร้างสรรค์ของเขาได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ตุลาคม 2021 ณ RCB Galleria ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก รับรองว่างานตื่นเต้นเร้าใจ และคุ้มค่าแก่การหาชมยิ่ง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ rivercitybangkok.com

Photos from: river city bangkok

 

บทความน่าสนใจ : 5 สถานที่สุดเพอร์เฟ็กต์ สำหรับ Workcation

 

Goal Club ภาพยนตร์ไทย ที่กลายเป็นมรดกแห่งชาติ ประจำปี 2564

0

กระทรวงวัฒนธรรม ได้ทำการประกาศรายชื่อ ภาพยนตร์ไทย ที่ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2564 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยโดยหนึ่งในนั้น มีภาพยนต์ระดับตำนาน ของคนยุค 90 อยู่เรื่องหนึ่ง ได้แก่  “Goal Club เกมล้มโต๊ะ” เชื่อว่า วัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคน (ในปัจจุบัน) คงจะเคยได้ยิน ได้ดู หรือผ่านหู ผ่านตากับ หนังเรื่องนี้มาไม่มากก็น้อย

โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ เป็นภาพยนตร์จากค่ายฟิล์ม บางกอก ค่ายหนังลูกหม้อของบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เข้าฉายในปี 2544 กำกับโดย “เรียว กิตติกร เลียวศิริกุล” ที่มีผลงานระดับมาสเตอร์พีซหลายเรื่อง อาทิ “เมล์นรกหมวยยกล้อ” หรือ “อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม”

ภาพยนตร์ไทย

 

ภาพยนตร์ไทย สุดเท่ เนื้อหาดี ที่เป็นภาพจำของวัย (เริ่ม)เก๋า

Goal Club คือเรื่องราวของ “อ็อตโต้” และ ผองเพื่อนทั้ง เจ ,เน ,ง้วน ,แบงค์ และเปเล่ ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยง และรุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ได้มีความมั่นคง หรืออะไรใด ๆ ทั้งสิ้นในชีวิต

จนวันหนึ่ง อ็อตโต้ ที่เปรียบเสมือนผู้นำของกลุ่ม ก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานเป็น “เด็กเดินโพย” ให้กับโต๊ะบอล จนเรื่องรู้มาถึงเพื่อน ๆ ของเขา จึงขอทำงานนี้ด้วย ซึ่งพวกเขาก็ทำงานกันได้อย่างดี แต่ล่ะคนมีลูกค้าเจ้าประจำของตัวเองกันทั้งนั้น เรียกว่า ทำเงินให้โต๊ะมหาศาล แล้วพวกเขาก็กินเปอร์เซ็นที่เรียกว่า “ค่าดำเนินงาน” ไปเป็นค่าขนม

ขอย้อนกลับไปอธิบายเพื่อหลายคนจะไม่เข้าใจ ว่า “เด็กเดินโพย” คืออะไร เด็กเดินโพยคือ คนที่ทำงานให้กับโต๊ะที่รับพนันฟุตบอล โดยจะเป็นคนไปหาคนที่จะเข้ามาเล่นพนันฟุตบอล ซึ่งก็จะต้องรับผิดชอบในส่วนของการนำเงินที่ลูกค้าเสียมาจ่ายให้กับโต๊ะ ซึ่งรายได้ ก็จะแบ่งจากเปอร์เซ็นของยอดที่หามาได้

ซึ่งเรื่องราวของ อ็อตโต้ แอนเดอะแก๊งค์นั้น เรียกว่า มีเนื้อหาที่เข้ากับยุคสมัยนั้นเป็นอย่างดี เพราะต้องยอมรับว่า ในอดีตนั้น โต๊ะพนันฟุตบอล นั้นเฟื่องฟูอย่างมากในประเทศ ไล่จับกันไม่หวาดไม่ไหว และ “เรียว กิตติกร” ก็ได้ โชว์ฝีไม้ลายมือ การเล่าเรื่องได้แบบถึงใจ วัยรุ่นในยุคนั้นเหลือเกิน

หากว่า เรานั่งตั้งวงคุยกับเรื่องหนังไทย ในอดีตล่ะก็ “โกลคลับ” คือ หนึ่งเรื่องที่จะต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างแน่นอน คนเป็นพ่อ เป็นน้า เป็นลุง ก็คงเต๊ะท่าเท่ ๆ แล้วบอกลูก หลาน ว่า “เอ็งไปดูซะ หนังเรื่องนี้ แม่งตำนาน”

ภาพยนตร์ไทย

พล็อตเรื่องดี ลำดับเรื่องเยี่ยมและจุดหักเหสุดกระชากใจ

หนังไทยเรื่องนี้ คงจะเป็นหนังไทยจืด ๆ ถ้าเรื่องราวมันจบแค่ตอนที่พวกเขา เข้าไปพัวพันกับวังวนของการโต๊ะพนัน แต่นั่นแหละหนังทุกเรื่องย่อมมีจุดเปลี่ยน และจุดเปลี่ยนของ อ็อตโต้ กับผองเพื่อน ก็คือ “เปเล่” รุ่นน้อง ลูกไล่ หรือจะเรียกว่า “เบ๊” ประจำกลุ่มก็ไม่ผิดนัก

เปเล่ เป็นลูกชายของครู ในโรงเรียนที่พวกอ็อตโต้เรียนตอนเด็ก ๆ เขาค่อนข้างจะบูชา และให้ความเคารพพวกพี่ ๆ อยู่เสมอ ให้ความร่วมมือ หรือบางครั้งก็เป็นตัวโดน เพื่อให้งานของพวกเขาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อย่างเช่น ตอนที่พวกของอ็อตโต้ ไปเตะบอลหลอกกินเงินพวกวินมอเตอร์ไซด์

ก็เป็นเปเล่นี่แหละที่เป็นทั้งคนถือเงิน นกต่อ และตัวโดนกระทืบ ทำให้โกงเงินมาได้ แต่เขามักจะถูกเอาเปรียบอยู่เสมอ เพราะด้วยความเป็นเด็ก และพวกรุ่นพี่เองก็ไม่ได้ชอบใจอะไรเขานัก เก็บเอาไว้ใช้งานเฉย ๆ ทำให้เขาได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าเพื่อนอยู่เป็นประจำ เรียกว่าโดนเอาเปรียบสุด ๆ

แต่ทั้งนี้ หนทางเกิด และความปั่นป่วนของ โกลคลับ ก็เริ่มขึ้นจาก เปเล่ คนนี้นี่แหละ ที่รับแทงบอลมา แล้วดันลืมส่งโพยให้กับโต๊ะ จนสุดท้ายพวกอ็อตโต้ก็ต้อง “อุ้ม” เอาไว้เอง (อุ้ม คือการที่รับแทงบอลมา แต่ไม่เอาไปส่งโต๊ะ เพราะหวังจะกินเงินพนันนั้นเอง)

และในความโชคดี หรืออะไรก็ไม่รู้ล่ะ การโกงโต๊ะของพวกเขาก็ประสบความสำเร็จซะงั้น พวกเขาได้เงินก้อนไปใช้กันฟรี ๆ และมันทำให้พวกเขาเริ่มกระบวนการโกงโต๊ะจนเป็นอาชีพ ทำบ่อยขึ้น ทำบ่อยเข้าจนติดเป็นนิสัย และยิ่งได้เงินมาง่าย ก็ยิ่งฟุ่มเฟือย ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการใช้เงินที่แตกต่างกันไป

อย่างเช่น เน ที่ติดเด็กเล้าจ์หนักจนถอนตัวไม่ขึ้น ต่อให้โดนส้นตีนก็ยอม หรือ เปเล่ ที่อันนี้พอมีเหตุผลที่ดูดีหน่อย เพราะพยายามจะหาเงินไปช่วยเคลียร์หนี้พนันบอลให้กับพ่อของตัวเอง และด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปนี้เอง ที่ทำให้ความขัดแย้งเริ่มจะก่อตัว เพราะความโลภมันไม่เข้าใครออกใคร

อย่างที่บอกไปแล้วว่า อ็อตโต้ กับเพื่อน ๆ หาเงินมาใช้กันได้แบบง่ายมาก ๆ ทำให้มีบางคนในกลุ่ม เริ่มคิดที่จะโกงเงินโต๊ะให้บ่อยขึ้น ซึ่งทางอ็อตโต้เองไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และยิ่งเจ้าตัวไปเจอเหตุการณ์ที่โต๊ะนั้นจัดการกับคนที่โกงเงินโต๊ะไป ยิ่งทำให้รู้สึกว่า เส้นทางสายนี้มันเริ่มอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ

จนกระทั่ง เน เปเล่ และง้วน ที่ต้องการใช้เงินมาก ๆ ก็สบโอกาส โกงเงินโต๊ะอีกครั้ง และประสบความสำเร็จ ก็เอาเงินไปใช้ จนอ็อตโต้จับสังเกตุได้ จนเป็นจุดเริ่มต้นของการแตกหัก และเรื่องราวที่ใหญ่โตแบบคาดไม่ถึงที่ตามมาเพื่อ พิสูจน์ มิตรภาพ และการดำเนินชีวิตของพวกเขา ในตอนจบของภาพยนตร์ชั้นดีเรื่องนี้

ภาพยนตร์ไทย

แคสติ้งดี ๆ กับ วลีติดหูระดับตำนาน

สิ่งหนึ่งที่อดชมไม่ได้เลยสำหรับ ภาพยนตร์ที่เข้าฉายเมื่อปี 2544 เรื่องนี้ คือ การแคสติ้งนักแสดง ที่ทำได้ดี เพราะแต่ล่ะคนนอกจากจะที่นิยมในหมู่วัยรุ่นแล้ว สามารถตีบทได้แตก เล่นจนอินและกลายเป็นภาพจำให้กับ คาแรคเตอร์นั้น ๆ ได้แบบติดตาเหลือเกินทั้ง “ธีรดนัย สุวรรณหอม” ผู้รับบทพระเอกอย่าง อ็อตโต้ หรือ สุรัตนาวี สุวิพร (โบ ไทรอัมคิงด้อม) ที่รับบท เจ ก็แสดงออกมาได้ดูดี ยียวน กวนประสาทสมวัย แน่นอนว่า รวมถึงก๊วนเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ร่วมมือและรวมหัวกันล้มโต๊ะด้วย

อีกสิ่งที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ คือ วลีเด็ด จากหนังเรื่องนี้ คือ การจะทำหนังดี ๆ ออกมาซักเรื่องหนึ่ง มันก็ควรจะมีคำพูดที่ติดหู พอฟังแล้วถึงกับต้องร้องอ๋อ ออกมา ว่า “เฮ้ยดูเรื่องนี้มาใช่ไหมเนี่ย” และ โกลคลับ เองก็มีวลีเท่ ๆ ติดหูที่ยิ่งออกมาจากปากของตัวละครที่มีคาแรคเตอร์กวนใจ ก็ยิ่งกลายเป็นคำเด็ด ๆ ที่ขึ้นหิ้ง

อย่างตอนที่อ็อตโต้เดินคุยกับเจ นางเอกของเรื่อง ที่เรารู้อยู่แล้วว่า อ็อตโต้นั้นหวังจะนอนกับเจ แต่เจก็รู้ทัน ก็ได้คิดแผนการไว้ในหัวว่า ถ้าได้ไปยุโรปด้วยกันก็จะอ้างว่าเป็นประจำเดือน ส่วนอ็อตโต้ที่รู้ทันความคิดเจเหมือนกันก็เลยคิดแผนดักไว้ จนเป็นวลีเด็ดที่ว่า “ถ้าอ้างว่ามีเมนส์ ตูก็จะฝ่าไฟแดงแ_งเลย” เรียกว่า เป็นที่ฮือฮามากในตอนนั้น

ส่วนอีกประโยคเท่ ๆ จากปากอ็อตโต้ ก็คงหนีไม่พ้นฉากเด็ดที่ปะทะคารมกับ “ง้วน” เจ้าของโต๊ะ ด้วยวลีเด็ดตัดสัมพันธ์ว่า “กูก็อยากลองดีเหมือนกัน แก่ ๆ แบบนี้จะตบให้กลิ้งเลย” บอกเลยว่า เท่สุด คือต่อให้เป็นยุคนี้ที่ผ่านมา 20 ปีแล้ว คำพูดนี้ของอ็อตโต้ ก็ยังคงทำให้รู้สึกแบบ “ว้าว” หรือแบบ “เท่จัด!” เลยทีเดียว

นักแสดง

อ็อตโต้ – ธีรดนัย สุวรรณหอม
เจ – สุรัตนาวี สุวิพร
เน – เคนทร์สมุทร์ ฮัมเมอลิงก์
ง้วน – วงศ์วรุฒม์ ตันตระกูล
แบงค์ – ปริญญา งามวงศ์วาน
เปเล่ – บริวัตร อยู่โต

สรุป
อย่าลืมไปหาดูกันครับ สำหรับหนังขึ้นหิ้งระดับตำนานเรื่องนี้ หนังที่จะทำให้คุณได้รู้จัก หรือนึกถึงสังคมในสมัยก่อนว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร คนที่เริ่มจะเป็นพอคนแล้ว หรือวัย 35-40 ขึ้นไป ก็จะได้นึกย้อนไปว่า ในตอนนั้นมันเป็นอย่างไร หรือวัยที่เด็กลงมา อาจจะซัก 20 ต้น ๆ ก็จะได้รู้ว่า ในยุคนั้นมันเป็นแบบไหน โกลคลับ เป็นหนังที่เรียกว่า ถ่ายทอดบรรยากาศ อารมณ์และสังคมในตอนนั้นออกมาได้เยี่ยมมาก ๆ และยังเล่าถึงด้านมืดของสังคมได้ดิบ และลึก ที่เรียกว่าใครที่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ คงจะอินไม่น้อยเลยทีเดียว

บทความอื่นที่น่าสนใจ

บด กด ชง at Plumeria House แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ย่าน

บด กด ชง at Plumeria House แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ย่าน

สำหรับใครที่เป็นเด็กรามคำแหง ต้องรู้ดีว่าหมู่บ้านสัมมากร เป็นหมู่บ้านที่มีร้านกาแฟเยอะที่สุดในถนนรามคำแหง หนึ่งในร้านที่กาแฟอร่อยที่สุดในหมู่บ้านนั้น เห็นจะเป็นร้านไหนไปไม่ได้ นอกจากร้าน “บด กด ชง” แต่ ! รู้ไหมว่า ร้าน บด กง ชง ได้ออกมาเปิดสาขาใหม่ ดีไซน์หรูหรา และใหญ่กว่าเดิมมาก จนกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ในย่านรามคำแหงไปแล้ว

เชื่อมั้ยว่า เราไปนั่งทำงานดื่มกาแฟ ที่ร้าน บด กด ชง สาขาเก่ามาจนแทบจะเป็นออฟฟิสที่สอง พอรู้ว่าเขาไปเปิดสาขาใหม่ ก็อยากจะไปมาก แต่ไม่มีเวลาสักที จนบังเอิญมีโอกาสขับรถไปทำงานแถว ๆ นั้น แล้วผ่านไปพอดี เลยถือโอกาสแวะเข้าไปซะเลย บด กด ชง at Plumeria House ตั้งโดดเด่นมาก อยู่ด้านหน้าซอยมิสทีน เส้นรามคำแหง ถือเป็นบ้านหลังใหม่ของทั้งมิสทีน และบด กด ชง

ดีไซน์

ดีไซน์หากเรามองจากภายนอกเข้าไป จะเห็นเป็นโครงสร้างสีขาว มีส่วนโค้งเว้า ทีแรกก็คิดว่าเป็นดีไซน์เส้นสายปกติ ในแบบโมเดิร์น แต่ที่ไหนได้ถามไปถามมา เขาออกแบบมาให้เป็นรูปดอกลีลาวดีจ้า พอรู้อย่างนั้น ก็ลองมองไปใหม่ เออ มันใช่ดอกลีลาวดีจริง ๆ ด้วย แล้วทำไมต้องเป็นดอกลีลาวดีนะเหรอ นั่นก็เพราะ ลีลาวดี เป็นดอกไม้ตัวแทนของแบรนด์มิสทีนเขาไง รอบนอกก็จะมีสนามหญ้ารายล้อม เรียกว่าสวยเลยล่ะ แถมกว้างขวางมาก ๆ ด้วย

ภายในหรูหรามาก

เมื่อคุณเดินเข้าประตูกระจกอัตโนมัติบานใหญ่เข้ามา ก็จะต้องเลี้ยวเข้ามาทางซ้าย และจะพบกับความอลังการที่ดูทันสมัย และมีความพรีเมียมมาก ๆ ของ Beauty Shop ของทุกแบรนด์ในเครือมิสทีน เรียกว่าสลัดคราบความ Mass ไปได้หมด ราวกับเป็นเคาท์เตอร์แบรนด์บนห้างดัง

เอาล่ะ ตรง Beauty Shop ไม่ใช่ Point ของเรา มองมาทางซ้ายอีกที จะเจอกับร้านโปรด บด กด ชง at Plumeria House ที่ดีไซน์ผิดหูผิดตาไปจากที่เก่าแบบ 99.99% ด้วยการคุมโทนสีไม้ เรียบ ๆ แต่หรูสุด ๆ เคาท์เตอร์บาร์ เครื่องชงกาแฟ มุมการจัดวางโต๊ะ กระถางต้นไม้ พร้อมไฮไลท์เด่นสุด ๆ ในร้าน ก็คือบันไดวนขึ้นชั้นสอง ยิ่งตอนที่ไป เป็นตอนบ่าย ๆ แสงที่ส่องเข้ามาภายในร้าน เหมือนถูกดีไซน์งานแสงออกมาอย่างดี สร้างเงาได้อย่างสวยงาม ราวกับงานศิลปะ

เรื่องกาแฟ ไม่ต้องห่วง เชื่อมั่นในร้านเค้าได้ว่าคัดสรรคุณภาพทุกเมล็ด ทั้งคั่วเข้ม คั่วกลาง มา บด กด ชง ออกมาเป็นเมนูกาแฟที่อร่อยถูกปากคุณมากที่สุดแน่นอน หรือถ้าใครจะไม่ชอบ แต่เราชอบมาก แนะนำว่าต้องไปลองกันเอง

เมนูเครื่องดื่ม พร้อมเบเกอรี่แสนอร่อย

นอกจากกาแฟแล้ว ทางร้านก็มีไฮไลท์ เป็นครัวซองค์พรีเมียม พร้อมเค้กอีกหลากหลายชนิด ที่ทางร้านทำเอง สดใหม่ทุกวัน รสชาติก็ไม่หวานจัด แถมยังกลมกล่อม ให้สายคาเฟ่ได้ลิ้มรส พร้อมถ่ายรูปกันได้อย่างจุใจแน่นอน

ใครที่อยากแวะมาถ่ายรูปชิค ๆ จิบกาแฟอร่อย ๆ ที่หอมกรุ่นทุกจิบ แวะมาได้ที่ บด กด ชง at Plumeria House เขาเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00 – 18.00 น. หรือ โทรสอบถามเส้นทาง หรือรายละเอียดได้ที่ โทร. 061-406-8555

The Village Farm to Cafe คลิกเลย