ตื่นเช้ามาเปิดตู้เสื้อผ้าทีไร เชื่อว่าหลายคนต้องเคยยืนเบลออยู่หน้าตู้เกินสิบนาทีแน่นอนค่ะ เสื้อผ้าเต็มตู้ไปหมดแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรจะใส่ หรือบางทีหยิบตัวเก่งมาได้แล้วแต่ดันตกม้าตายตอนเลือกกางเกงหรือกระโปรงเพราะไม่รู้จะจับคู่กับสีอะไรดี กลัวแต่งออกมาแล้วจะดูจืดชืดไป หรือถ้าเลือกสีสดๆ ก็กลัวจะฉูดฉาดจนดูไม่เข้ากัน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากเสื้อผ้าเราน้อยเกินไปหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเรายังจับจุดเรื่องคู่สีไม่ถูกต่างหาก
จริงๆ แล้วการแต่งตัวให้สนุกและคอมพลีตลุคได้ในเวลาอันรวดเร็วไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประโคมไอเทมแบรนด์เนมหรือต้องมีเสื้อผ้าล้นตู้เสมอไปค่ะ แต่อยู่ที่การเข้าใจหลักเกณฑ์ง่ายๆ ของทฤษฎีสีที่สามารถเปลี่ยนลุคเดิมๆ ให้ดูน่ามองขึ้นได้ทันที วันนี้เลยอยากชวนมาแกะสูตรแต่งตัวด้วยวิชา Color Theory 101 ที่คัดมาเฉพาะทริกเด็ดที่เข้าใจง่าย เอาไปปรับใช้ได้จริงกับตู้เสื้อผ้าที่บ้าน เพื่อให้ทุกเช้าของวันทำงานกลายเป็นเรื่องสนุกและประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยค่ะ
เริ่มต้นจากเซฟโซนที่รอดแน่นอนด้วยกลุ่มสีเบสิก
ถ้าวันไหนล้าๆ คิดอะไรไม่ออกหรือมีเวลาเตรียมตัวน้อย แนะนำว่าให้พุ่งตัวไปหากลุ่มสีที่เป็นมิตรกับทุกคนอย่างสีเบสิกหรือโทนธรรมชาติต่อนะคะ ลองหยิบไอเทมโทนสีขาว สีดำ สีครีม สีเทา สีน้ำตาล หรือสีกรมท่า มาเป็นตัวตั้งต้นดูค่ะ เพราะกลุ่มสีพวกนี้เป็นเซฟโซนชั้นดีที่จับคู่กันเองยังไงโอกาสพลาดก็แทบจะเป็นศูนย์ เหมาะมากสำหรับวันยุ่งๆ ที่ต้องการความเรียบเนียนแต่ยังต้องการความน่าเชื่อถือในที่ทำงาน การทำสีผมสว่างๆ หรือการถือกระเป๋าผ้าสีดิบก็เข้ากับเสื้อผ้ากลุ่มนี้ได้ง่ายโดยไม่ต้องทำการบ้านเยอะเลยค่ะ

แต่จุดที่ควรระวังคือการแต่งสีเบสิกทั้งตัวบางครั้งอาจจะทำให้ลุคของเราดูเรียบหรือกลืนหายไปกับฝูงชนเกินไปหน่อย ถ้าอยากเพิ่มลูกเล่นให้ดูมีภูมิฐานมากขึ้น ลองสังเกตทริกง่ายๆ ด้วยการหยิบเสื้อผ้าสีเบสิกมาเป็นเบสหลักหนึ่งชิ้น แล้วเติมไอเทมที่มีสีสันเด่นๆ เข้าไปตัดแค่จุดเดียวพอค่ะ ตัวอย่างเช่น วันนี้แต่งเดรสทำงานสีกรมท่าเรียบๆ ลองหยิบรองเท้าส้นสูงสีแดงส้มหรือกระเป๋าถือสีมัสตาร์ดเข้ามาตัด มู้ดของวันนั้นจะเปลี่ยนจากความเรียบเฉยกลายเป็นความเก๋ที่ดูใส่ใจรายละเอียดขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาแมตช์เลเยอร์ให้วุ่นวายเลย และยังดูดีมีคลาสแบบที่ไม่ต้องกลมกลืนไปกับคนอื่นจนน่าเบื่อด้วยค่ะ
สร้างลุคละมุนตาด้วยคู่สีข้างเคียง
สำหรับใครที่อยากแต่งตัวแบบมีสีสันขึ้นมาอีกนิด แต่ยังใจไม่กล้าพอที่จะใส่สีจัดๆ ข้ามสายพันธุ์ การเลือกจับคู่สีแบบ Analogous Colors หรือการเลือกใช้สีที่อยู่ติดกันในวงล้อสีคือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ เพราะธรรมชาติของสีที่อยู่ใกล้กันจะมีอันเดอร์โทนที่เชื่อมโยงกันอยู่ เวลาแต่งออกมาแล้วภาพรวมของลุคจะดูไหลลื่น สบายตา และดูเป็นคนที่แต่งตัวเป็น ลุคนี้จะดูเป็นมิตร เข้าถึงง่าย เหมาะกับวันที่มีนัดเบรนสตรอมงานหรือต้องไปนั่งคาเฟ่ชิลๆ กับเพื่อนสาวในวันหยุด
ถ้าคิดง่ายๆ ลองจับคู่เสื้อผ้าตามลิสต์นี้ดูนะคะ เช่น การแต่งเสื้อสีฟ้าคู่กับกางเกงสีกรมท่า การแมตช์เสื้อคลุมสีครีมกับกางเกงสีน้ำตาล หรือถ้าอยากเพิ่มความสดใสขึ้นมาหน่อยลองเลือกโทนสีชมพูคู่กับสีม่วงอ่อน หรือสีเขียวอ่อนคู่กับสีเขียวเข้มดูก็ได้ค่ะ วิธีนี้จะช่วยสร้างมิติให้กับการแต่งตัวโดยที่สียังคุมโทนไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเทคนิคที่แนะนํามากสำหรับวันทำงานที่ต้องออกไปเจอผู้ใหญ่หรือลูกค้า เพราะให้ความรู้สึกสุภาพ อบอุ่น แต่อ่านขาดเรื่องแฟชั่น ยิ่งถ้าแมตช์กับเครื่องประดับเงินหรือทองชิ้นเล็กๆ ยิ่งส่งให้ลุคดูละมุนสายตาขึ้นไปอีกค่ะ
สลัดความน่าเบื่อด้วยศิลปะของคู่สีตรงข้าม
ในทางกลับกัน ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วรู้สึกพลังงานล้นเหลือ หรือมีนัดปาร์ตี้หลังเลิกงานที่อยากให้ลุคของตัวเองมีจุดจำ ไม่จม และไม่หายไปกับไฟในร้าน ลองสลัดความคุ้นชินแบบเดิมๆ แล้วเปิดใจให้กับการแต่งตัวด้วย Complementary Colors หรือคู่สีตรงข้ามดูนะคะ การหยิบสีที่ตัดกันอย่างสุดขั้วมาอยู่บนเรือนร่างจะช่วยดึงสายตาและสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้ลุคในวันนั้นได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยเปลี่ยนวันเนือยๆ ให้มีเอเนอร์จี้ขึ้นมาได้ทันตาเห็นเลยค่ะ
คู่สีตรงข้ามที่แมตช์แล้วดูดีและไม่ดูเป็นชุดแฟนซีเกินไป ได้แก่ สีน้ำตาลอมส้มคู่กับสีน้ำเงิน โทนสีเขียวหัวเป็ดคู่กับสีชมพูอ่อน หรือจะเป็นสีม่วงเข้มตัดกับสีเหลืองมัสตาร์ดก็ดูดีไปอีกแบบค่ะ แต่เทคนิคสำคัญที่จะทำให้รอดและไม่ดูฉูดฉาดจนแย่งซีนกันเอง คือการไม่ใช้สัดส่วนของทั้งสองสีในปริมาณที่เท่ากัน พูดง่ายๆ คือให้เลือกสีใดสีหนึ่งเป็นพื้นที่หลักประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วใช้อีกสีหนึ่งเป็นส่วนผสมเพียงแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เช่น ใส่ชุดสูทกางเกงสีกรมท่า แล้วเลือกใส่เสื้อตัวในเป็นสีส้มอิฐ หรืออาจจะเป็นเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงยีนส์ธรรมดา แต่ออนท็อปด้วยเบลเซอร์สีเขียวแล้วถือกระเป๋าใบเล็กสีชมพู วิธีนี้จะช่วยเซฟลุคไม่ให้ดูแรงเกินไป แต่ได้ความสนุกและดูดีสไตล์สายแฟชั่นตัวจริงค่ะ
บริหารสัดส่วนความปังด้วยสูตรยอดฮิต 60-30-10
หากคุณยังกังวลว่าการเล่นกับสีสันจะทำให้การแต่งตัวดูเยอะสิ่งหรือสับสนอลหม่านเกินไป แนะนำให้ท่องสูตรคณิตศาสตร์แฟชั่นง่ายๆ อย่าง สูตร 60-30-10 ติดตัวไว้เลยค่ะ สูตรนี้บอกเลยว่าเซฟไว้ได้ใช้แน่นอน เพราะเป็นสัดส่วนทองคำที่สไตลิสต์และดีไซเนอร์นิยมใช้จัดวางสีสันเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าแย่งซีนกันเอง แถมยังช่วยให้ภาพรวมดูคอมพลีตและมีมิติสมดุลที่สุด ต่อให้หยิบเสื้อผ้าโทนแปลกตามาแต่งตามสูตรนี้ ยังไงก็รอดค่ะ
- 60% คือสีหลักประจำวัน: พื้นที่ส่วนใหญ่ที่สายตาคนมองเห็นก่อนเพื่อน แนะนำให้ใช้กับเสื้อชิ้นใหญ่ เช่น เสื้อสูทตัวนอก กางเกงขายาว เดรสยาว หรือชุดเซตเอิร์ธโทน
- 30% คือสีรองที่เข้ามาช่วยเสริม: ทำหน้าที่ตัดสลับไม่ให้สีหลักดูทึบหรือเลี่ยนเกินไป ส่วนใหญ่จะอยู่ตามเสื้อตัวใน กระโปรง เสื้อคลุมคาร์ดิแกน หรือแม้กระทั่งโทนสีของรองเท้า
- 10% คือสีไฮไลต์ที่เป็นจุดเด่น: พื้นที่เล็กๆ ที่เอาไว้ดึงสายตาและเพิ่มความสนุกให้กับวันนั้น แนะนำให้หยอดสีนี้ลงไปในไอเทมชิ้นจิ๋ว เช่น กระเป๋าใบเล็ก รองเท้า หมวก หรือเครื่องประดับอย่างต่างหู ผ้าผูกผม และสีลิปสติก
การจัดวางสัดส่วนแบบนี้จะช่วยให้ลุคของคุณดูน่ามอง มีความตื้นลึกหนาบางของเฉดสี และที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงในการแต่งตัวพลาดในระยะยาวเลยค่ะ
เช็กลิสต์ด่วนก่อนก้าวขาออกจากบ้าน
ถ้าอยากเริ่มง่ายๆ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าออกจากไม้แขวน ลองสละเวลาสักสิบวินาทีตั้งคำถามกับตัวเองในใจ 3 ข้อสั้นๆ นี้ดูนะคะ
ข้อแรกคือ วันนี้อยากให้อารมณ์ไหนหรือสีไหนเป็นพระเอกหลักของชุด เพื่อกำหนดทิศทาง 60% แรกให้ชัดเจน ข้อที่สองคือ วันนี้โจทย์ชีวิตเราต้องการลุคละมุนคุมโทนหรืออยากแต่งสีตัดกันเพื่อความสนุกสนาน และข้อสุดท้ายคือ จุดโฟกัสสายตาหรือสีเด่น 10% ของวันนี้จะไปตกอยู่ที่ไอเทมชิ้นไหน วันยุ่งๆ ของเราจะได้มีทิศทางที่ชัดเจนและไม่ต้องรื้อตู้ใหม่ตอนสายๆ ค่ะ การแต่งตัวให้ดูดีในชีวิตประจำวันจริงๆ แล้วไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวหรอกค่ะ และไม่จำเป็นต้องใส่สีตามกระแสด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจธรรมชาติของสีและรู้ว่าควรเลือกให้สีไหนทำหน้าที่เป็นตัวนำ และสีไหนคอยทำหน้าที่เติมเต็มเพื่อส่งเสริมให้เรามั่นใจและใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างคล่องตัวที่สุด
แล้วสำหรับทุกคนล่ะคะ ปกติชอบแต่งตัวคุมโทนเซฟโซน หรือชอบสนุกกับการจับคู่สีใหม่ๆ มากกว่ากัน แวะมาเมาท์มอยและแชร์ไอเดียกันในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ ส่วนใครที่อยากดูไอเดียลุคแฟชั่นและทริกการดูแลตัวเองเพิ่มเติม สามารถติดตามอ่านต่อได้ที่เว็บบอร์ดของพวกเราได้เลยค่ะ
Butter Yellow Match Guide: แมตช์สีเหลืองยังไง ให้ลุคดูดีและสดใส
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
■ วิธีจัดบ้านแบบ Japanese Minimalism เคลียร์ของรกให้ชีวิตประจำวันจัดการง่ายขึ้น
■ 7 Exhibition กรุงเทพฯ หน้าฝน เข้าฟรี เที่ยวกรุงเทพฯ วันหยุด ไม่ต้องลุ้นอากาศ








