Home Blog Page 1137

แนะนำ รายการสนุก ๆ ดูเพลินรู้ตัวอีกทีเฮ้ย ! เกินเวลานอน

0

ให้ความสุขกับตัวเอง

การได้ดู รายการสนุก ๆ นอนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่คนเดียว บางครั้งมันก็ช่วยผ่อนคลายความเครียดให้เราได้นะ โดยเฉพาะวันที่เจอเรื่องแย่ ๆ มา หรือจะเป็นวันหยุดอยู่บ้านเบื่อ ๆ การเพิ่มเติมความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตอย่างการนอนดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย ให้สมองได้พักผ่อนบางคงจะดีไม่น้อย

รายการในรูปแบบออนไลน์

แล้วยิ่งในปัจจุบัน สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น สื่อเก่าอย่างโทรทัศน์และวิทยุเริ่มคลายความนิยม เพราะแน่หล่ะในสมาร์ทโฟน เราสามารถเลือกชมสิ่งที่เราชอบและสนใจได้อย่างเจาะจง แบบไม่จำกัดสถานที่ เวลา แถมบางครั้งไม่จำกัดภาษาอีกด้วย

รายการสนุก ๆ
CR.Twitter @allkpop

แพล็ตฟอร์มรายการในปัจจุบัน

รายการ รวมทั้งแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ จึงมีการปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้น รายการตามช่องทางออนไลน์ถึงกำเนิดมาอย่างมากมาย เพราะบางครั้งมีเพียงสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว ผู้ผลิตก็สามารถผลิตสื่อขึ้นมาได้แล้ว แถมยังไม่ต้องมีขั้นตอนการเผยแพร่ที่วุ่นวายเหมือนโทรทัศน์ รายการออนไลน์ทั้งหลายแหล่จึงมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้

รายการสนุก ๆ
CR.FB: นอนบ้านเพื่อน

Inzpy แนะนำรายการ

หลังจากเกริ่นมาค่อนข้างยาว สิ่งที่เราต้องการจะมาแนะนำให้ผู้อ่านชาว Inzpy ได้รู้จริง ๆ ก็คือ รายการชวนขำก๊าก ดูเพลิน รู้ตัวอีกที เฮ้ย ! เกินเวลานอนแล้ว

ล้างตู้เย็น : รายการที่ถ้าดูตอนกลางละก็ได้ไปเปิดตู้เย็นหาอะไรกินแน่นอน เพราะรายการนี้เค้ามาแบบสายกิน รีวิวอาหาร ขนม ต่าง ๆ มากมาย นอกจะดูไปหิวแล้ว ยังต้องขำก๊ากให้กับลีลาและฝีปากในการดำเนินรายการของพี่เบนชลาทิศ อีกด้วย เอาเป็นว่าใครยังไม่เคยดูต้องไปจัดแล้ว

ถ้าโลกนี้ไม่มี GPS : รายการที่มี เฮียเผือก เป็นพิธีกร แค่ได้ยินชื่อก็เตรียมฮาแล้ว ในรายการจะมีแขกรับเชิญมาขับรถไปจุดหมายต่าง ๆ โดยไม่ใช้ GPS งานนี้รับรองความสนุกแบบเต็ม ๆ เพราะนอกจากเนื้อหารายการแล้ว บอกเลยแขกรับเชิญแต่คนละตัวจี๊ดทั้งนั้น

What The Food : รายการทำอาหารเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดานะบอกเลย เพราะวัตถุที่เอามาใช้ทำอาหารบางอย่างนี่ถ้าใจไม่ถึงต้องกดข้ามกันเลยทีเดียว แถมพิธีกรก็แต่ละคนก็สายฮากันสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็น นนท์ ธนนท์ เจนนี่ ปาหนัน รวมทั้งสองเชฟจาก Master Chef Thailand อย่าง ปอนด์ และ ชานนท์ ใครดูรายการนี้แล้วไม่หิว ยกนิ้วให้เลย

ตลกหกฉาก : แค่เห็นชื่อรายการก็เตรียมฮาแล้ว รายการตลกคู่เมืองไทยเลยก็ว่าได้ ดูกันทุกเพศทุกวัย เพราะนักแสดงเค้ามีตั้งแต่ตลกรุ่นใหญ่ไล่ลงมาถึงตลกวัยรุ่นกันเลยทีเดียว รับรองความสนุกแบบจัดเต็ม

Running Man : รายการวาไรตี้สัญชาติเกาหลี ที่ยืนระยะมาอย่างยาวนาน ที่หลายคนน่าจะรู้จัก กับการนำเหล่าพิธีกรและแขกรับเชิญมาร่วมทำภาระกิจสุดโหด มันส์ แถมฮาสุด ๆ รับรองความสนุกที่จำให้คุณขำก๊ากในทุกตอนแน่นอน ดูแบบซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

The House Detox : รายการสัญชาติเกาหลีอีกหนึ่งรายการ ที่จะทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาจัดเก็บบ้าน ให้เป็นเรียบร้อยเมื่อได้ดูแน่นอน เพราะพิธีกรทั้งสามคนจะไปบ้านแขกรับเชิญคนดังของเกาหลี แล้วช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดระเบียบบ้านให้ นอกจากความสนุกแล้ว หลังดูจบอาจจะได้ไอเดียในการจัดแต่งบ้านให้ดูเรียบร้อยขึ้นก็ได้ ดูแบบซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

2 Days 1 Night : ใครกำลังติด “หัวหน้าฮง” หนักมาก ต้องไปดูรายการนี้แล้ว เพราะคุณจะได้เห็นความน่ารักของคิมซอนโฮแบบเต็ม ๆ รายการวาไรตี้ท่องเที่ยวพร้อมกับภารกิจสนุก ๆ มากมาย นอกจากซอนโฮ แล้วก็ยังมี ยอนจองฮุน คิมจงมิน มุนเซยุน ดินดิน และ ราวี่ มาเสริมทัพความฮาด้วย ดูแบบซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

The Return of Superman : รายการที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความน่ารักของว่าที่เหล่าซุปตาร์ตัวน้อย และได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงดูลูก ๆ ของเหล่าคนดังของเกาหลีหลายครอบครัว ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกที่ต่างกันไปในแต่ละบ้าน รับรองความสนุกที่ปนความน่ารักไร้เดียงสาของเด็ก ๆ แน่นอน ดูแบบซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

I Live Alone : รายการวาไรตี้ ที่จะพาคุณผู้ชมไปรู้จักตัวตน ชีวิตประจำวัน ของคนดังเกาหลีที่อาศัยอยู่คนเดียว ทำให้แฟนคลับของศิลปินหรือเหล่าดาราคนดังต่าง ๆ ได้รู้จักตัวตนของพวกเขามากขึ้นแบบฟิน ๆ กันไปเลย ดูแบบซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

Three Meals a Day – Doctors : รายการที่รวมเหล่าคุณหมอจากซีรีส์ Hospital Playlist มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในชนบท โดยในทริปนี้เหล่าคุณหมอต้องทำอาหารกินกันเองตลอกทั้ง 3 มื้อ แถมต้องใช้ชีวิตกันแบบไร้สิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ อีกด้วย จะสนุกไหนตามไปดูกันแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

จบไปแล้วกับ 10 รายการทั้งไทยและเกาหลีที่บอกเลยว่าขอแนะนำให้ชาว Inzpy ทั้งหลายไปดูกันเลย รับรองความสนุก แถมได้คลายเครียด พักผ่อนสมองอีกด้วย ใครชอบสไตล์รายการแบบไหนก็เลือกดูได้ตามใจชอบ ตามช่องทางที่เราแปะไว้ให้ได้เลยนะ

 

 

 

 

 

 

 

พาส่อง Item จาก PRADA ในสไตล์ Simon Dominic คลิกเลย

Malton Private Residence Ari กับการตกแต่งสุดหรู โดย Olivia Living

Malton Private Residence Ari กับการตกแต่งสุดหรู โดย Olivia LivingMalton Private Residence Ari

ชวนยลโฉมกับความอลังการของ มอลตัน ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ อารีย์ โครงการที่พักอาศัยสุดหรู ซึ่งล่าสุดทางเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้จับมือกับโอลิเวีย ลีฟวิ่ง รังสรรค์ Furniture & Interior Styling โชว์ความปังสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้อย่างเหนือชั้น

Malton Private Residence Ari

นับว่าเป็นอีกโครงการที่น่าจับตาของนักธุรกิจที่กำลังมองหาบ้านที่มีความแตกต่างไม่เหมือนใคร เพราะ “มอลตัน ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ อารีย์” เป็นที่พักอาศัยสุดหรูแห่งย่านอารีย์ของ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ที่มาพร้อมความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Homage to Harmony” ซึ่งสะท้อนให้เห็นบ้านที่เพียบพร้อมไปด้วยการอยู่อาศัย และเน้นถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพราะมีบ้านให้เลือกเพียง 8 หลังเท่านั้น

รวมถึงแต่ละหลังดีไซน์พื้นที่ใช้สอย (เริ่มต้นตั้งแต่ 489.31 –  526.97 ตร.ม.) ที่มอบความรู้สึกโปร่งสบายและกว้างขวาง (ราคาเริ่มต้นที่ 62 ล้าน) แถมยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเกรดพรีเมียมที่ครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ลิฟต์โดยสารส่วนตัว สวนหย่อมภายในบ้านพร้อมลานบาร์บีคิว ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ประตูโรงจอดรถอัตโนมัติ อีกทั้งโครงการแห่งนี้ยังนำระบบบ้านอัจฉริยะ (Home Automation) มาใช้อำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้อยู่อาศัย

แต่ที่เป็นไฮไลต์ไม่พูดถึงมิได้ คือการตกแต่งภายในระดับเวิลด์คลาสของที่นี่ เพราะทุกหลังจัดเต็มด้วยเฟอร์นิเจอร์จาก Olivia Living นั่นเอง

Malton Private Residence Ari

ซึ่งถ้าให้พูดถึงโอลี่ (OLY) โดย โอลิเวีย ลีฟวิ่ง นั้นก็ต้องบอกว่าเป็นบริการ ‘One-Stop Design Solutions’ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการนำเสนองานออกแบบและตกแต่งภายในที่ครบวงจรเหนือระดับ

Malton Private Residence Ari

ที่สำคัญโครงการนี้ ทาง OLY ยังเข้ามาเติมเต็มงานดีไซน์ภายในให้รับกับความคลาสสิกร่วมสมัยของสถาปัตยกรรมได้อย่างมีเสน่ห์ ผ่านการคัดสรรหลากหลายผลงานชิ้นพิเศษที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพมาใช้ในการตกแต่ง อาทิ การเลือกไอเทมโคมไฟแขวนจาก John Richard ที่มีจุดเด่นตรงการผสมผสานวัสดุระหว่างอะคริลิกและโลหะ รวมถึงการนำแบรนด์ RH ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งระดับแนวหน้าจากสหรัฐอเมริกามาเสริมทัพ ผ่านการจัดวางโซฟารูปตัวแอลสุดคลาสสิค และเก้าอี้โต๊ะอาหาร ภายใต้เฉดสีทูโทนน้ำเงิน-ขาว ซึ่งล้อรับกับห้องนั่งเล่นแบบ Double Volume จากแบรนด์ Lillian August ที่มีดีไซเนอร์ชาวอเมริกันในชื่อเดียวกันอยู่เบื้องหลัง

ปิดท้ายด้วยทำการฟินนิชชิ่งไม้ใหม่ล่าสุด พร้อมสแตนเลสเงินอันเป็นผลงานของ Vanguard Furniture เพื่อสร้างสรรค์บ้านพักอาศัย ที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม งดงามและน่าประทับใจนั่นเอง

 

บทความน่าสนใจ : วิธีประมือ กับปัญหาเรื่องบ้าน ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

 

อยากมีผิวหน้าสวยโกลว์ใสไร้จุดด่างดำแบบเป็นธรรมชาติ ต้องทำยังไงดีนะ?

0

อยากมีผิวหน้าสวยโกลว์ใสไร้จุดด่างดำแบบเป็นธรรมชาติ ต้องทำยังไงดีนะ?

อีกหนึ่งเทรนด์ในเรื่องผิวหน้า คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ผิวหน้าสวยโกลว์ใสไร้ จุดด่างดำ แบบเป็นธรรมชาติ” ที่แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องอยากมีผิวหน้าที่กระจ่างใสและดูโกลว์สวย ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่สุดของนิยามของผิวที่ดี ก็คือผิวหน้าที่มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ดูมีออร่าเปล่งปลั่ง ลักษณะของผิวหน้าแบบนี้ มักจะเป็นลุคของผิวที่มีสุขภาพดี เป็นผิวที่ดูมีความสุขที่ส่งผลมาจากการดูแลอย่างล้ำลึก

แน่นอนว่าทุกสีผิวสามารถมีผิวหน้าที่ฉ่ำโกลว์ใสแบบเป็นธรรมชาติได้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่สีผิวใดสีผิวหนึ่ง ทั้งคนผิวแทน ผิวสีน้ำผึ้ง ผิวขาว หรือผิวแบบไหนก็แล้วแต่ เราสามารถทำให้ผิวหน้าของเราสวย ใส ฉ่ำโกลว์ได้เหมือนกันหมดเลยค่ะ ความปังนั้นอยู่แค่เอื้อม เพียงแค่เราต้องรู้เทคนิคและขั้นตอนของการดูแลผิว รวมไปจนถึงการบำรุงผิวที่ถูกต้องเท่านั้นเอง

งั้นอย่ารอช้า! เพราะวันนี้ Inzpy มีขั้นตอนการดูแลผิวหน้า ที่จะช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณแลดูสวยโกลว์ใสไร้ จุดด่างดำ แบบเป็นธรรมชาติ ดูสวยสุขภาพดีมาฝาก บอกเลยว่าประโยชน์เน้น ๆ แบบที่ไม่ควรพลาด!

ขั้นตอนที่ 1 : ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป

เริ่มต้นตั้งแต่การล้างหน้ากันก่อนเลย ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานแรกที่สำคัญมาก ๆ ที่เราควรชำระล้างสิ่งตกค้างและคราบสกปรกต่าง ๆ ออกไป เพราะเราออกไปเผชิญกับมลภาวะมาทั้งวัน ทำให้มีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามผิวหน้ามากมาย ถ้าอยากมีผิวโกลว์สวยใส ต้องใส่ใจล้างพวกเครื่องสำอาง ล้างสิ่งสกปรกตามบริเวณผิวหน้าให้สะอาดหมดจดซะก่อน

และนอกจากการทำความสะอาดผิวหน้าแล้วนั้น การที่เราจะมีผิวโกลว์สวยเรียบเนียนได้เนี่ย ต้องอาศัยการผลัดเซลล์ผิวด้วยนะคะ! ถ้าพูดให้ตรง ๆ ก็คือขัดขี้ไคลหรือขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปนั่นเอง เพราะต่อให้เราจะเติมความชุ่มชื้น อัดความชุ่มชื้นเข้าผิวหน้าของเราไปอย่างหนักหน่วงหรือเยอะแค่ไหน ตราบใดที่เจ้าเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วมันยังกองและเกาะอยู่บนผิวหน้าของเรา ไม่มีท๊างไม่มีทางเลยล่ะ ที่ผิวหน้าของเราจะสามารถเผยความเงางาม ความเปล่งปลั่งสดใสออกมาได้อย่างเต็มที่หรอกนะ

ฉะนั้นแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมาก ๆ สำคัญสุด ๆ ขีดเส้นใต้สองเส้นไว้เลย คือการต้องผลัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วออกไปก่อน ผิวหน้าของเราจะได้รับการกระตุ้นในการสร้างผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิม ช่วยทำให้ใบหน้าสวยเด้งมีออร่า แถมผิวเรียบเนียนขึ้นอีกด้วยนะ

ผิวโกลว์สวย

การผลัดเซลล์ผิวหน้า มีทั้งการผลัดเซลล์ผิวโดยใช้สครับและการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดเคมี

การผลัดเซลล์ผิวโดยใช้สครับ เราสามารถทำสครับสูตรธรรมชาติได้เองง่าย ๆ ที่บ้านจากวัตถุดิบที่เราหาได้จากในห้องครัว ไม่ว่าจะเป็น เกลือ น้ำตาล มะขาม ขมิ้น แตงกวา หรือกากกาแฟ โดยนำวัตถุดิบเหล่านี้มาผสมกับโยเกิร์ต หรือน้ำผึ้ง หลังจากนั้นก็ผสมให้เข้ากัน

ที่สำคัญไม่ควรออกแรงขัดถูผิวอย่างรุนแรงจนเกินไป ควรสครับผิวด้วยความนุ่มนวล ด้วยการนวดขัดวนไปเบา ๆ เป็นวงกลมเล็ก ๆ ให้ทั่วใบหน้า โดยเน้นที่บริเวณหน้าผาก จมูก และคางเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มักเกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งทำให้เกิดสิวตามมาได้ และไม่ควรสครับบ่อยจนเกินไป เพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วค่ะ

การผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดเคมี 

เป็นการหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกรด AHA และ BHA (หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า เรตินอยด์) เพื่อช่วยการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวให้ดีขึ้น เผยผิวที่เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาว ๆ เพราะผิวหน้ามีความอ่อนไหวและบอบบาง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือกรด AHA/BHA มาช่วยในการผลัดเซลล์ผิว จะมีความอ่อนโยนกับผิวหน้ามากกว่าการใช้อุปกรณ์มาขัดใบหน้าอย่างแน่นอนค่ะ

ขั้นตอนที่ 2 : เติมความชุ่มชื้นให้ผิว

ผิวโกลว์สวย

อีกหนึ่งเรื่องพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้กันกับข้อแรกที่จะช่วยทำให้ผิวหน้าของเราดูสวยสดใส เพราะหลังจากที่เราขัดผิวไปแล้ว ผิวเราจะเสียความชุ่มชื้นไป ส่งผลทำให้ผิวแห้งกร้านได้ การเติมความชุ่มชื้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อผิวหน้าของเราดูนุ่มชุ่มชื้นมันจะดูมีออร่าจับทันทีเลยนะ ดูกระจ่างใสเปล่งประกายเงางามขึ้นมาเลยเชียวล่ะ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรมีครีมบำรุง ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์มาบำรุงผิวหน้านั่นเอง

หรือใครจะลองหาเจลอโรเวร่า ออยล์ หรือน้ำมันบำรุงผิวมาใช้ก็ได้เช่นกัน เพื่อช่วยให้ผิวได้รับการบำรุงอย่างล้ำลึก ฉ่ำน้ำ และช่วยเก็บล็อกความชุ่มชื้นจากสกินแคร์ที่เราได้ทาไปก่อนนี้ให้ซึมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีขึ้น อีกทั้งผิวหน้าก็จะดูเรียบเนียนขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น ยิ่งใครที่มีผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเนี่ย ห้ามลืมทาเด็ดขาดเลยนะคะ

นอกจากผิวหน้าแห้งกร้านแล้ว อีกหนึ่งปัญหากวนใจสาว ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น ‘จุดด่างดำ’ มีผลทำให้ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอและยากต่อการปกปิด มีสาเหตุการเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรม, ฮอร์โมนภายในร่างกาย, สภาพแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะแสงแดด ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสีเมลามีนจนกลายเป็นจุดด่างดำ ขึ้นได้ ทำให้ผิวไม่กระจ่างใส จึงต้องจัดการให้อยู่หมัด ด้วยเคล็ดลับการดูแลผิวหน้าให้สวยโกลว์ใสแบบเป็นธรรมชาติในขั้นตอนถัดไป

ขั้นตอนที่ 3 : ใช้เซรั่มเพื่อบำรุงผิวให้ดูสุขภาพดี
Eucerin Spotless Brightening Crystal Booster Serum

ถ้าอยากมีผิวสวยฉ่ำโกลว์ใสแบบเป็นธรรมชาติก็ต้องห้ามขี้เกียจ ควรใส่ใจกับกิจวัตรในการดูแลผิวหน้าประจำวันของเราด้วยนะ ควรบำรุงรักษาผิวด้วยการทาโลชั่นบำรุงผิวหน้าและทาครีมกันแดดทุกวัน จำเป็นมาก ๆ ไม่ควรละเลยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผิวโกลว์อาจจะกลายเป็นผิวเกรียม หมองคล้ำได้

นอกจากนั้นแล้วควรหาเซรั่มที่มีส่วนผสมช่วยเรื่องการกระจ่างใสอย่าง ไทอามิดอลและวิตามินอี มาช่วยปรับผิวให้โกลว์ใส ลดเลือนจุดด่างดำ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะ เสริมสร้างผิวที่แห้งกร้านให้ดูเปล่งปลั่ง ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ลดจุดดำและรอยด่างดำได้อีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังหาตัวช่วยเราขอแนะนำ Eucerin Spotless Brightening Crystal Booster Serum เซรั่มลดจุดด่างดำ ลดจุดดำฝังลึก กู้ผิวคล้ำเสียให้กลับมากระจ่างโกลว์ใส 93% ยืนยัน จุดด่างดำจางลงใน 2 สัปดาห์ เนื้อเซรั่มบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่มัน ไม่เหนอะหนะ

ประกอบไปด้วย Thiamidol สารไวท์เทนนิ่ง ลดจุดดำ รอยดำ เอกสิทธิ์เฉพาะ Eucerin ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ยับยั้งการทำงานของ Tyrosinase Enzyme ที่ผลิตเม็ดสีเมลามีนใต้ชั้นผิว ช่วยลดรอยดำจากต้นตอ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ผิวโกลว์ได้ดี, Hyaluronic Acid และ Glycerin 10% เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวพร้อมรับการบำรุงอย่างเต็มที่ ช่วยเสริมประสิทธิภาพของสาร Thiamidol ให้ซึมลึกเข้าสู่ผิว ทั้งยังช่วยลดรอยดำได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

และยังอุดมไปด้วย Vitamin E ช่วยเพิ่มสาร Antioxidant ที่ช่วยลดอนุมูลอิสระ สาเหตุของการกระตุ้นการเกิดจุดด่างดำ สูตรใหม่มาพร้อม Crystal Technology ช่วยผสมผสานเนื้อเซรั่มให้บางเบาพิเศษ ซึมซาบเร็ว ไม่รู้สึกเหนอะหนะ พร้อมลงกันแดดเพื่อปกป้องต่อทันทีเป็นสูตรที่พัฒนามาเพื่อผิวชาวเอเชียโดยเฉพาะ ผ่านการทดสอบแล้วว่าอ่อนโยนต่อผิว และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน

Eucerin Spotless Brightening Crystal Booster Serum ขนาด 30 ml. (1,890 บาท) สามารถหาซื้อได้ที่: Eucerin.co.th / Watson online / Lazada / Shopee และร้านขายยาทั่วไป

ขั้นตอนที่ 4 : หาเวลามาส์กหน้าบ้าง

ผิวโกลว์สวย

จะขาดสิ่งนี้ไปไม่ได้อีกเหมือนกันกับการมาส์กหน้า! ผิวหน้าอ่อนล้าอิดโรยจากการทำงาน การออกไปข้างนอกมาทั้งวัน ก็ต้องเติมสารอาหารที่มีความเข้มข้นให้กับผิวเราสักหน่อย เรื่องของการมาส์กมีหลายแบบให้เลือกเลย มีทั้งแบบครีมมาร์กทิ้งไว้ข้ามคืน มาส์กแบบล้างออก รวมไปถึงแผ่นมาสก์หน้า ที่มาส์กเพียงแค่ 10-15 นาที ผิวก็สวยปิ๊งกันแล้ว

บอกเลยว่ามีหลายสูตรมาก เลือกสูตรตามปัญหาของสภาพผิวกันได้เลย ข้อควรระวังเมื่อทำการมาส์กหน้า อย่าทิ้งแผ่นชีสมาส์กไว้นานเกินไปล่ะ ไม่อย่างงั้นจากเดิมที่จะเติมความชุ่มชื้น จะกลายเป็นสูญเสียความชุ่มชื้นไปแทน การที่มาส์กทิ้งไว้เป็นเวลานานเกินไป แผ่นมาส์กจะดูดตัวบำรุงและความชุ่มชื้นคืน เพราะฉะนั้นใช้เวลาเพียงแค่ 10-15 นาทีก็เพียงพอแล้วค่ะ

ขั้นตอนที่ 5 : กินและดื่ม บำรุงผิวหน้าจากภายใน

ผิวโกลว์สวย

เป็นการบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้ผิวหน้าสวยใสในระยะยาว ด้วยการเลือกกินอาหารประเภทไขมันดี ยกตัวอย่างเช่น พวกธัญพืช ถั่วอัลมอนด์ ถั่ววอลนัต ผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง จำพวกพืชผักใบเขียว กินอาหารที่มีโปรตีน Lean & Fat-free กินปลาแซลมอน ปลาทูน่า ที่อุดมไปด้วยสาร Antioxidant เน้นทานเนื้อส่วนที่เรียกว่าเนื้อแดงแบบลีน แบบที่ไม่มีไขมัน

ถ้าใครที่ชอบกินผลไม้แนะนำเป็นมะม่วง แตงโม เจ้าพวกนี้จะมีสารแคโรทีนอยด์ ที่จะช่วยปกป้องผิวไม่ให้คล้ำเสียจากแสงแดด อย่าลืมเน้นวิตามินซีด้วย เช่น ส้ม กีวี เป็นต้น ผลไม้ที่กล่าวมาจะช่วยสร้างคอลลาเจนให้ผิวของเรา ที่สำคัญอีกอย่างควรขยันดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำที่ร่างกายของเราควรจะได้รับต่อวันด้วยนะ ถ้ามันดื่มยาก ลองค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ จิบน้ำวันละนิด เพื่อผิวหน้าที่สวยโกลว์ค่ะท่องไว้ เพื่อผิวสวยโกลว์ใสเราต้องทำได้!

ขั้นตอนที่ 6 : ออกกำลังกายและพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

ผิวโกลว์สวย

การใช้ชีวิตของเราก็มีผลนะคะทุกคน ควรออกกำลังกายเป็นประจำและควรหาเวลานอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะว่ามันจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในร่างกายของเราให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น สำหรับการออกกำลังกาย ลองหาเวลาสักวันละ 30 นาที เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ผิวพรรณดูสุขภาพดี หน้าตาสดใสขึ้นได้แล้ว

อีกทั้งการที่เราเข้านอนเร็วเนี่ย มันก็จะยิ่งช่วยทำให้ใบหน้าและผิวพรรณของเราดูสดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลไม่แห้ง เพราะช่วงเวลาที่เรานอนหลับพักผ่อน จะเป็นช่วงที่ผิวซ่อมแซมตัวเอง ตื่นมาก็ผิวสวยเป๊ะ เพราะเรานอนเพียงพอ อย่าให้สกินแคร์มาว่าเราได้ ว่าถ้าไม่นอน ก็อย่าหวังจะมาพึ่งสกินแคร์เพียงอย่างเดียวก็ไม่ไหวนะ

ขั้นตอนที่ 7 : อย่าละเลยเรื่องระบบขับถ่าย

ผิวโกลว์สวย

ถ้าให้พูดแบบเห็นภาพตามเลยล่ะก็ ลองนึกดูสิ ของเสียที่มันสะสมอยู่ในร่างกายเรา มันตกค้างอยู่แบบนั้น ร่างกายก็จะดูดซึมมันกลับมาใช้อีก แล้วผิวเราจะเป็นยังไงล่ะทีนี้ หม่นหมองไปเลยสิคะ เพราะแบบนี้เรื่องการขับถ่ายก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ถ้าเป็นคนที่ขับถ่ายยาก อาจจะลองดื่มนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต ก็จะช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น เรื่องนี้สำคัญมากนะ ควรฝึกตัวเองให้ขับถ่ายเป็นเวลาทุกวัน เพราะเมื่อเราขับของเสียออกจากร่างกายก็ย่อมส่งผลดีกับผิวหน้าของเรา ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งตามไปด้วยค่ะ

ขั้นตอนที่ 8 : เติมเมคอัพเพื่อเพิ่มความโกลว์สวยเปล่งปลั่ง

ขั้นตอนสุดท้าย สูตรลัดแบบเร่งด่วน! ในขณะที่ร่างกายและผิวของเรารอรับการบำรุงผิวจากภายในอยู่ ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง สวยจากภายในสวยแบบระยะยาวต้องใช้เวลานะคะ ถ้าตื่นเช้ามาแล้วมันไม่สดใส ผิวของเรามันไม่ได้ มันยังไม่ปัง ไม่เปล่งปลั่งเอาซะเลย อย่าพึ่งเศร้ากันไป เพราะในโลกนี้มีสิ่งที่เราเรียกว่า ‘เครื่องสำอาง’ อยู่ ดังนั้นเราสามารถใช้เครื่องสำอางเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างผิวของเราให้ดูฉ่ำโกลว์ขึ้นมาได้แบบรวดเร็วทันใจ ทันตาเห็นกันเลยทีเดียว เมคอัพนี่อย่างกับเวทมนตร์เลยนะ สามารถเสกผิวเราให้สวยได้ในพริบตา

ปกติเราก็มักจะใช้รองพื้นกันอยู่แล้วใช่มั้ย ลองหาไฮไลต์เนื้อลิควิดมาผสมกับรองพื้นดูสิ หรือถ้าไม่ใช้รองพื้นก็ลองผสมกับมอยส์เจอไรเซอร์ก็ได้สัก 2-3 หยด เป็นสูตรโกงผิวหน้าวิบวับทันตาเลยล่ะ

นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกใช้อายแชโดว์ที่ผสมชิมเมอร์ได้ แต่อย่าเลือกแบบที่เวอร์วังเกินนะ เอาที่พอดี ๆ เพิ่มความวิงค์เป็นประกายให้กับดวงตาและใบหน้าของเราได้เป็นอย่างดี

ปิดท้ายด้วยการทาลิปกลอสให้เรียวปากเรานั้นดูมันวาว ส่วนนี้เป็นอีกส่วนที่สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างลุคของเราให้ดูสดใสและสุขภาพดี เมื่อผิวหน้าสวยโกลว์ใสแบบเป็นธรรมชาติแล้ว จะมาทิ้งให้เรียวปากแห้งแตกเป็นขุยไม่ได้นะคะซิส จะปังก็ต้องปังให้สุดค่ะ

จบกันไปแล้วกับ 8 เคล็ดลับของการดูแลผิวหน้าให้สวยโกลว์ใสไร้ จุดด่างดำ แบบเป็นธรรมชาติ ที่เราเอามาฝากกันในวันนี้ อย่าลืมไปลองทำตามกันดูนะคะ การดูแลเอาใจใส่ตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ารักตัวเอง อยากมีผิวหน้าโกลว์สวยใส ก็ต้องห้ามขี้เกียจ อย่าลืมติดตามว่าคราวหน้า Inzpy จะมีเคล็ดลับอะไรมาฝากกันอีก แล้วเจอกันค่ะ!

8  วิธีในการทำให้ตัวเองมีร่างกายแข็งแรง

0

วิธีในการทำให้ตัวเองมีร่างกายแข็งแรง

Cr: Photo blog.gotrendier.mx

การมีร่างกายที่ แข็งแรง จะช่วยต่อสู้กับความเจ็บป่วย ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ เพิ่มประสิทธิภาพของคุณเมื่อทำกิจกรรมทางกาย และอื่น ๆ อีกมากมาย มันยังช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล และสามารถปรับปรุงสุขภาพจิตของคุณได้ ด้วยการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เกือบทุกคนสามารถทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้นได้ ซึ่งรวมถึงคุณด้วยค่ะ

 

1. ดื่มน้ำบ่อย ๆ
Cr: Photo thehealthymermaid.tumblr.com

ทุกเซลล์ อวัยวะและเนื้อเยื่อบางส่วนในร่างกายของเราต้องการน้ำเพื่อทำงานอยู่แล้ว เริ่มต้นนิสัยด้วยการดื่มน้ำตอนเช้าตอนตื่นนอน และดื่มทุกมื้อก่อนอาหาร

2. กินโปรตีน

โปรตีนคือสิ่งที่ร่างกายของเราใช้ในการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เพื่อให้ได้โปรตีนไร้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ให้กินไก่ สัตว์ปีกอื่น ๆ ปลา เนื้อไม่ติดมัน และหมูติดมัน โปรตีนพบได้ในเนื้อสัตว์เป็นหลัก แต่สามารถหาได้จากถั่ว เต้าหู้ ถั่ว นม และไข่

3. เลือกธัญพืชไม่ขัดสี
แข็งแรง
Cr: Photo stocksy.com

ธัญพืชไม่ขัดสีมีเส้นใยและโปรตีนมากกว่าธัญพืชที่ผ่านการขัดสี ธัญพืช ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง บูลเกอร์ ควินัว และอื่น ๆ ธัญพืชสามารถพบได้ในอาหาร เช่น พาสต้า ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ขนมปัง และตอร์ตียา เมื่อซื้ออาหารประเภทธัญพืชต่าง ๆ ให้พยายามซื้อธัญพืชที่ไม่ขัดสีทุกครั้งที่ทำได้นะคะ เช่น เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว ข้าวกล้องมีเมล็ดธัญพืชเต็มเมล็ด เป็นต้นค่ะ

4. กินผักและผลไม้

ผักและผลไม้เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุ โหลดผลิตผลสดใหม่ทุกครั้งที่คุณซื้อของชำ พยายามใส่ผลไม้หรือผักเป็นส่วนหนึ่งของอาหารทุกมื้อ และหรือรับประทานเป็นของว่างตลอดทั้งวัน

5. เลือกไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
แข็งแรง
Cr: Photo thegoodtrade.com

ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ น้ำมันที่ทำจากคาโนลา ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย มะกอก ดอกคำฝอย ถั่วเหลือง หรือทานตะวัน และอะโวคาโด

6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะอื่น ๆ แล้ว การดื่มอย่างหนักยังทำให้เราขาดน้ำและพลังงานของคุณหมดไปด้วยค่ะ

7. ออกกำลังกาย
แข็งแรง
Cr: Photo orotundmutt.tumblr.com

การฝึกความแข็งแรง 20-30 นาที ต่อวันหรือ 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ ค่อย ๆ ฝึกอย่าเพิงหักโหมมากเกินไปนะคะ ไม่งั้นจะทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบได้ค่ะ หรือเพียงแค่เดินไว 30 นาที ก็สามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้ด้วย

8. นอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมง

การนอนหลับช่วยรักษา สร้างกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเรา เลือกเวลานอนที่ช่วยให้นอนหลับได้ 7-8 ชั่วโมงทุกคืนและพยายามทำให้ดีที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงการงีบหลับในตอนบ่ายหรือตอนเย็นนะคะ ไม่งั้นกลางคืนเราจะหลับยาก

 

  • เห็น 8 วิธีที่ทำให้ร่างกายเรา แข็งแรง แบบง่าย ๆ แล้วใช่มั้ยคะ พยายามรักษาสุขภาพให้แข็งแรงในทุก ๆ วัน เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีของร่างกาย ยิ่งเป็นช่วงโควิดด้วยล่ะก็ อย่าปล่อยให้สุขภาพของตัวเองอ่อนแอนะคะ เพราะในอนาคตเราไม่สารถรู้ได้เลยว่าจะมีโรคระบาดอะไรเข้ามาอีก ฉะนั้นสู้เพื่อความแข็งแรงไปด้วยกันค่ะ

7 เคล็ดลับง่าย ๆ บอกลาอาการปวดหัว คลิกเลย

พิชิต “ผาชูธง” อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

พิชิต “ผาชูธง” อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

ภูหินร่องกล้า

อุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ 3 จังหวัดใหญ่ อันได้แก่ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา ทั้งยังเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไทยอีกด้วย อุทยาน ภูหินร่องกล้า นี้จะมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจจะลดต่ำลงไปจนถึง 4 องศาเซลเซียส ภายในอุทยานแห่งนี้จะถูกแบ่งจุดที่น่าสนใจออกเป็น 2 ประเภท นั่นก็คือ ด้านประวัติศาสตร์ และด้านธรรมชาติ

 

ด้านประวัติศาสตร์

Cr. Pinterest

โรงเรียนการเมืองการทหาร ตั้งอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 4 ที่นี่เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาถ่ายรูปกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะได้เห็นความสวยสดงดงามของใบเมเปิ้ลสีแดงสด ร่วงหล่นลงมาบนหลังคาบ้านไม้เก่า และพื้นด้านล่าง สีแดงสดตัดกับสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าเป็นภาพที่น่าประทับใจเหมือนอยู่ในต่างประเทศเลยค่ะ และในบริเวณนี้ยังมีกังหันน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย
พิพิธภัณฑ์การสู้รบ จุดนี้จะอยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ ภายในจะจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวกับการสู้รบ เช่น แผนภูมิข้อมูล อาวุธต่าง ๆ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาของภูหินร่องกล้า นอกจากนี้ภายในยังมีห้องประชุมและสัมมนาอีกด้วย และนอกจากนี้ก็ยังมีจุดอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลรัฐ ลานอเนกประสงค์ สุสานนักรบทหารปลดแอก เป็นต้น

 

ด้านธรรมชาติ

ภูหินร่องกล้า
ลานหินปุ่ม ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ไปประมาณ 4 กิโลเมตร ลักษณะเป็นลานหินที่ปูดบวม มีขนาดไล่เลี่ยกันอยู่เต็มบริเวณลาน ดูแปลกตาเป็นอย่างมาก คาดว่าหินลักษณะเป็นปุ่มบวมนั้นเกิดขึ้นมาจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ ลานหินนี้จะอยู่ติดกับริมหน้าผา สามารถมาถ่ายรูป และชมวิวผืนป่าด้านล่างได้ มองออกไปเห็นวิวป่าสีเขียวสุดสายตา
ลานหินแตก เป็นลานหินขนาดกว้างใหญ่ พื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ตามลานจะมีรอยแตกเป็นแนว เป็นร่องลึกบ้าง ตื้นบ้างอยู่ทั่วบริเวณ บางรอยแตกกว้างและลึกมากจนไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ และบริเวณนี้ยังถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่ มอส เฟิร์น และยังมีกล้วยไม้ต่าง ๆ อีกด้วย
ผาชูธง อยู่ห่างจากลานหินปุ่มไปประมาณ 500 เมตร ลักษณะจะเป็นหน้าผาสูงชัน ต้องปีนขึ้นไปซักเล็กน้อย จุดนี้สามารถมองวิวได้อย่างกว้างไกลสุดสายตา โดยเฉพาะวิวในช่วงพระอาทิตย์ตกจะสวยงดงามตราตรึงใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นบริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นไปชูธงแดงรูปค้อนเคียวทุกครั้งที่รบชนะฝ่ายรัฐบาลอีกด้วย นอกจากจุดท่องเที่ยวเด่น ๆ 3 จุดนี้แล้ว ก็ยังมีน้ำตกสวยงามหลากหลายที่ภายในอุทยาน เช้น น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร น้ำตกตาดฟ้า น้ำตกผาลาด น้ำตกหมันแดง เป็นต้น

 

ที่พัก

กางเต็นท์ ที่นี่จะมีบริการจุดกางเต็นท์เอาไว้ให้ โดยภายในบริเวณจะเป็นลานที่มีต้นสนขึ้นสูงสวยงาม หากนำเต็นท์มาเองจะมีค่าบริการ 30 บาท/คน/คืน หรือหากต้องการมาเช่าของอุทยานก็จะมีให้เช่าหลายขนาด ราคาเริ่มต้นที่ 150-600 บาท เต็นท์นอนได้ตั้งแต่ 1-10 ท่าน ค่าเช่า อุปกรณ์การนอนทั้งหมด 60 บาท(ถุงนอน ที่รองนอน หมอน)
บ้านพักอุทยาน มีให้บริการอยู่หลายหลัง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

ค่าเข้าอุทยาน

ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 300 บาท
รถจักยานยนต์ : 20 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท

การเดินทาง

เส้นทางแรก ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก ขับไปจนถึงสามแยกบ้านแยง มีป้ายบอกทางแยกบ้านห้วยตีนตั่ง-บ้านห้วยน้ำไซ-ฐานพัชรินทร์ เลี้ยวขวาแล้วมุ่งสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า
เส้นทางที่สอง ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า บ้านวังบาล บ้านเหมืองแบ่ง บ้านทับเบิกถึงอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร เส้นทางนี้ค่อนข้างชันและคดเคี้ยว ควรขับรถด้วยความความไม่ประมาท

พิกัด : https://goo.gl/maps/J5CvWnKorxaNf3YZ6
เปิดให้เข้าชม : 08.00-18.00 น.
โทร : 081-596-5977
Facebook : https://www.facebook.com/PhuhinrongklaNP

 

 

ทุ่งแสลงหลวง
“ทุ่งแสลงหลวง” กางเต็นท์ กินลม ชมหิ่งห้อย คลิก

 

5 วิตามิน ที่ดีที่สุดสำหรับการบำรุงเส้นผม

0

5 วิตามิน ที่ดีที่สุดสำหรับการบำรุงเส้นผม

วิตามิน
Cr: Photo pinterest.fr

ผมต้องการสารอาหารและ วิตามิน ที่หลากหลายเพื่อผมให้แข็งแรง เช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย หลายคนมองว่าผมที่ดูสุขภาพดีเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพหรือความงาม แม้ว่าปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ พันธุกรรม และฮอร์โมนก็ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นผมเช่นกัน การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ค่ะ เราจะพาไปดูวิตามิน 5 ชนิด และสารอาหารอื่น ๆ อีก 3 ชนิดที่อาจมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม

 

1. วิตามินเอ
วิตามิน
Cr: Photo 40aprons.com

ทุกเซลล์ต้องการวิตามินเอเพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งรวมถึงผม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่เติบโตเร็วที่สุดในร่างกายมนุษย์ อาหารที่ขาดวิตามินเออาจอาจทำให้เกิดปัญหาหลายประการ รวมทั้งผมร่วงด้วยนะคะ

2. วิตามินบี
วิตามิน
Cr: Photo 40aprons.com

หนึ่งในวิตามินที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของเส้นผมคือ วิตามินบี ที่เรียกว่า ไบโอติน อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย ส่วนวิตามินบีอื่น ๆ ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งนำออกซิเจนและสารอาหารไปยังหนังศีรษะและรูขุมขน กระบวนการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม พบได้ใน ธัญพืช อัลมอนด์ เนื้อ ปลา อาหารทะเล ผักใบเขียวเข้ม ค่ะ

3. วิตามินซี
วิตามิน
Cr: Photo redbookmag.com

วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยป้องกันความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ร่างกายของคุณต้องการวิตามินซีเพื่อสร้างโปรตีนที่เรียกว่า คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเส้นผม วิตามินซียังช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม สตรอเบอร์รี่ พริก ฝรั่ง และผลไม้รสเปรี้ยวล้วนเป็นแหล่งวิตามินซีที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ

4. วิตามินดี
วิตามิน
Cr: Photo rosemoonyfashion.com

วิตามินดี สำหรับรักษาอาการผมร่วงจะช่วยกระตุ้นต่อมรูขุมขน และเซลล์ที่ทำให้เกิดการงอกเส้นผมใหม่ แหล่งอาหารที่ดีของวิตามินดี ได้แก่ ปลาที่มีไขมัน น้ำมันตับปลา เห็ดบางชนิด อาหารเสริม

5. วิตามินอี
Cr: Photo creativportal.ru

เช่นเดียวกับวิตามินซี วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยป้องกันความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน วิตามินชนิดนี้ช่วยกระตุ้นเส้นเลือดฝอยและช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบนหนังศีรษะ ตัวอย่างเช่น เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ ผักโขม และอะโวคาโด เป็นต้น

 

สารอาหารอื่น ๆ  3 ชนิด
1. เหล็ก
Cr: Photo pinterest.com

ธาตุเหล็ก ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปยังเซลล์ของคุณ ทำให้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งการเจริญเติบโตของเส้นผม การขาดธาตุเหล็กซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโลหิตจางเป็นสาเหตุสำคัญของการหลุดร่วงของเส้นผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงค่ะ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงได้แก่ หอย หอยนางรม ไข่ เนื้อแดง ผักโขม และถั่วเลนทิล

2. สังกะสี
Cr: Photo eatingwell.com

ช่วยให้ต่อมน้ำมันรอบรูขุมขนทำงานได้อย่างถูกต้อง และอาจช่วยลดอาการผมร่วง อาหารที่มี สังกะสี สูง ได้แก่ หอยนางรม เนื้อวัว  จมูกข้าวสาลี เมล็ดฟักทอง

3. โปรตีน
วิตามิน
Cr: Photo heleenmeyer.co.za

การบริโภคโปรตีนที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของเส้นผม

 

  • นอกจากเราจะดูแลเส้นผมโดยการทาน วิตามิน แล้ว การรับประทานอาหารที่ดี ก็จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเส้นผมที่แข็งแรงและลดปัญหาผมร่วงได้ด้วยเช่นกันค่ะ แต่เราต้องทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอต่อวันด้วยนะคะ เพราะเราสามารถที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเรา ซึ่งมันต้องออกมาจากภายในสู่ภายนอกค่ะ

8 เหตุผลว่าทำไมเราถึงหิวตลอดเวลา คลิกเลย

มหัศจรรย์แห่งผืนน้ำ”ฮาลองเบย์” มรดกโลกทางธรรมชาติที่เวียดนาม

มหัศจรรย์แห่งผืนน้ำ”ฮาลองเบย์” มรดกโลกทางธรรมชาติที่เวียดนาม

ฮาลองเบย์
สำหรับใครที่ต้องการเดินทางเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่ต่างประเทศ แต่ไม่อยากเดินทางไกล ใช้เวลาเที่ยวสั้น ๆ ค่าเงินไม่แพง วันนี้เราจะมาแนะนำทริปไปเที่ยวเวียดนามกันค่ะ เราสามารถเดินทางไปเที่ยวเวียดนามได้ง่าย ๆ ใช้เวลาเพียง 3 วัน 2 คืน โดยมีเมืองที่จะไปเที่ยวหลัก ๆ ก็คือ ฮานอย และฮาลอง ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองนี้นั่นก็คือ ฮาลองเบย์ หรือ อ่าวฮาลอง(Halong Bay) ที่อ่าวแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก้ในปี 2537

ฮาลองเบย์

อ่าวฮาลองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๊ย อยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์(Quang Ninh) ซึ่งอยู่บริเวณทางตอนเหนือของเวียดนามใกล้กับชายแดนประเทศจีน มีพื้นที่รวมประมาณ 1,600 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร มีเกาะหินปูน้อยใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาราว ๆเกือบ 2,000 เกาะ ซึ่งบางเกาะจะมีถ้ำหินงอก หินย้อยอยู่ด้วย

อ่าวฮาลองมีชื่อเรียกในภาษาเวียดนามว่า (Vinh Ha Long) ซึ่งมีความหมายว่า “ อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง ” มีประวัติความเป็นมาซึ่งเป็นเรื่องเล่าโบราณว่าในอดีตนั้นกองทัพของเวียดนามได้ทำการสู้รบกับกองทัพจีนที่เข้ามารุกราน เพื่อที่จะปกป้องประเทศเวียดนาม เทพเจ้าจึงได้ส่งมังกรมาปรากฎตัวที่บริเวณอ่าวแห่งนี้ และเมื่อสงครามสิ้นสุดลงมังกรก็ด่ำดิ่งลงสู่ก้นอ่าวลึก อ่าวฮาลองนี้จึงได้มีชื่อเรียกว่า อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง นั่นเอง

Cr. Pinterest

ไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่นี่ก็คือการล่องเรือชมวิวของอ่าวที่มีผืนน้ำกว้างใหญ่ สงบนิ่ง เป็นสีเขียวมรกตสวยงาม พร้อมชมเกาะหินปูรูปร่างต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาจากน้ำ นอกจากนี้ก็ยังสามารถขึ้นไปชมความงดงามของถ้ำหินงอกหินย้อยต่าง ๆ ถ้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดในอ่าวแห่งนี้ก็คือ ถ้ำสวรรค์ (Dong Thien Cung) ภายในถ้ำจะมีการประดับประดาไฟสีต่าง ๆ เอาไว้ สร้างความสวยงาม และแปลกตาให้กับหินงอกหินย้อยรูปร่างต่าง ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีเกาะขนาดใหญ่ที่มีชาวบ้านอยู่อาศัย มีโรงแรม ร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ชื่อว่าเกาะกัดบา(Cat Ba Island) และเกาะต่วนเจิว (Tuan Chau Island) นอกจากนี้ก็ยังมีเกาะที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่มีชื่อว่า เกาะหวุงเวียง ( Vung Vieng Island)

การเดินทางไปฮาลองเบย์นั้นมีให้เลือกหลากหลายโดยจะเริ่มต้นที่เมืองหลวงของประเทศเวียดนามนั่นก็คือ เมืองฮานอย
1.รถบัส  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยรสบัสท่องเที่ยวจะวิ่งตรงไปยังเมืองฮาลองเลย ไม่มีการแวะรับผู้โดยสารระหว่างทาง แต่จะมีการแวะพักเข้าห้องน้ำให้ 1 ครั้ง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ เช่นมี Wifi บนรถ มีบริษัทรถบัสที่ให้บริการอยู่หลายบริษัท ซึ่งจุดรับ-ส่ง จะอยู่แตกต่างกันไป บางที่อาจจะต้องเหมารถนั่งต่อไปยังท่าเรืออีกที ค่าโดยสารรถบัสนักท่องเที่ยวนี้ราคาจะอยู่ที่ 250,000-300,000 ดอง  เช็คตารางเวลาได้ที่ คลิก
Tips : เป็นวิธีการเดินทางที่ราคาไม่แพง และสะดวกสบาย

2.ทัวร์ฮาลองเบย์ เป็นวิธีที่สะดวกสบายที่สุด สามารถเลือกซื้อแพคเกจทัวร์ได้ที่ฮานอยได้เลย ซึ่งแต่ละแพคเกจอาจจะมีโปรแกรมและราคาที่แตกต่างกันไป ควรเปรียบเทียบราคาและโปรแกรมของแต่ละเจ้าให้ดี

3. เครื่องบินทะเล (Seaplane) เป็นการเดินทางที่เร็วที่สุดและก็แพงที่สุดเช่นกันค่ะ เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบเยอะและต้องการชมวิวในมุมมองที่แปลกใหม่ โดยบริษัทที่ให้บริการจะมีบริษัทเดียว คือ บริษัท Hai Au Aviation สามารถเช็ครายละเอียดได้ที่ คลิก https://www.seaplanes.vn/en/ โดยจะมีบริการให้เลือกอยู่ 2 แบบ
1.บริการเที่ยวบินจากสนามบินนอยไบ ในฮานอย ไปยังท่าเรือฮาลองเบย์ ราคาเริ่มต้น 4,200,000 ดอง
2.บริการทัวร์ชมวิวฮาลองเบย์ บินเที่ยวชมรอบอ่าวฮาลองประมาณ 25-30 นาที ราคาประมาณ 2,400,000-2,900,000 ดอง

4.รถโดยสารประจำทาง เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสายผจญภัย เดินทางแบบไม่เร่งรีบ ค่าใช้จ่ายน้อย ขึ้นได้ที่สถานีขนส่ง Gia Lam หรือ สถานีขนส่ง My Dinh ไปลงที่สถานีขนส่ง Bai Chay เมืองฮาลอง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง จากนั้นก็นั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองฮาลองได้
ค่าโดยสารรถไฟ : 100,000-120,000 ดอง
ค่าโดยสารรถรับจ้าง : 20,000-80,000 ดอง

5.รถไฟ เหมาะสำหรับสายชิลที่ต้องการนั่งชมวิวไปเรื่อย ๆ ค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 80,000 ดอง เริ่มต้นที่สถานี Yen Vien มาลงที่สถานีรถไฟฮาลอง แล้วจะต้องหารถต่อไปยังท่าล่องเรืออีกค่ะ ซึ่งรถไฟจะมีเพียง 1 เที่ยวเท่านั้นนะคะ คือเวลา 04.55 น. มาถึงที่ฮาลองเวลา 11.41 น.

Tips : 10,000 ดอง = 15 บาทไทย โดยประมาณ

 


เที่ยว เวียดนามใต้ 3 วัน 3 เมือง ใช้งบไม่เกินหมื่น คลิก

 

สัมผัสวิถีชีวิตในทะเลสาบที่พม่า “INLE LAKE”

สัมผัสวิถีชีวิตในทะเลสาบที่พม่า “INLE LAKE”

Inle lake
วันนี้เราจะพาทุก ๆ ท่าน มาเที่ยวพม่ากันอีกครั้งนะคะ ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนาใครที่เดินทางมายังประเทศนี้ ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อมาไหว้พระ ทำบุญ กันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่วันนี้เราจะพาทุก ๆ ท่านมาพบกับพม่าในมุมมองใหม่อีกมุมมองหนึ่ง นั่นก็คือการมาสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่ใช้ชีวิตอยู่ในทะเลสาบที่มีชื่อว่า ทะเลสาบอินเล (Inle Lake)


ทะเลสาบอินเล เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของพม่า ตั้งอยู่ที่รัฐฉาน ห่างจากเมืองตองยีไปประมาณ 25 กิโลเมตร ทะเลสาบแห่งนี้มีพื้นที่กว้างกว่า 100 ตารางกิโลเมตร มีความลึกอยู่ที่ 2-8 เมตร บรรยากาศโดยรอบทะเลสาบจะเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นภาพที่สวยงามตราตรึงใจ ที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินตา(Inta) ที่อาศัยกันมาอย่างยาวนานกว่าร้อยปีแล้ว ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลักคือการทำการเกษตร แต่หลาย ๆ ท่านคงจะสงสัยว่าการอาสัยอยู่ในทะเลสาบจะทำการเกษตรกันได้อย่างไร? การทำการเกษตรของที่นี่คือการทำเกษตรแบบลอยน้ำนั่นเองค่ะ โดยจะมีการใช้วัชพืชน้ำทั้งหลายมาทำเป็นแปลงปลูกพืชผักต่าง ๆ เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ดูแปลกและน่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ

อาชีพหลักอีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านที่นี่ก็คือการทำการประมงค่ะ แต่ถ้าทำประมงแบบปกติก็คงไม่น่าสนใจมากเท่าไหร่ ความพิเศษของมันก็คือ การใช้เท้าพายเรือนั่นเองค่ะ เรียกว่าเป็นการะปรับตัวในการดำรงชีวิตของชาวบ้านให้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศ และยังให้ความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวยังทะเลสาบแห่งนี้อีกด้วยค่ะ

inle lake

นอกจากทำการเกษตรและประมงแล้ว ชาวบ้านที่นี่ยังมีอาชีพหัตถกรรมอื่น ๆ ซึ่งเราสามารถไปเยี่ยมชม ดูการผลิตด้วยมือและซื้อสินค้าหัตถกรรมเหล่านี้กลับไปเป็นของฝากอีกด้วย เช่น เครื่องเงิน ร่ม ผ้าไหมทอจากใยบัว เครื่องไม้ และอื่น ๆ อีกมากมาย

Inle Lake
Cr. Pinterest

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่นี่นอกจากการมานั่งเรือชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นก็คือการมากราบไหว้ ขอพร และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์นั่นเองค่ะ มาถึงพม่าทั้งทีจะพลาดกิจกรรมนี้ไปได้ยังงัยถูกไหมคะ วัดที่มีชื่อเสียงทีแรกก็คือวัดแมวกระโดด ซึ่งเมื่อก่อนนี้จะมีการแสดงแมวกระโดดลอดห่วง ซึ่งเป็นไฮไลต์ของการมาวัดนี้ แต่ปัจจุบันได้เลิกการแสดงนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถมากราบไหว้ ขอพร เสริมสิริมงคลกันได้เหมือนเดิม และอีกหนึ่งวัดที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในทะเลสาบ นั่นคือวัดพองดออู หรือ วัดพระบัวเข็ม วัดที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ศักดิ์สิทธิ์ 5 องค์ โดยชาวบ้านที่นี่ต่างก็นับถือกันเป็นอย่างมาก ในทุก ๆ ปีจะมีการจัดงานประจำปีเพื่ออัญเชิญพระบัวเข็ม 4 องค์ลงเรือการะเวกแห่ไปตามหมู่บ้านรอบ ๆ ทะเลสาบ ซึ่งงานจะจัดขึ้นช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ของทุกปี ใช้เวลาแห่ยาวนานราว ๆ 20 วันกันเลยทีเดียวค่ะ สาเหตุที่อัญเชิญพระบัวเข็มเพียงแค่ 4 องค์ทั้งที่มีทั้งหมด 5 องค์นั่นก็เพราะว่าในอดีตนั้นการแห่จะทำการแห่ทั้ง 5 องค์ แต่เกิดเหตุการณ์พายุเข้าอย่างหนักถึงกับทำให้เรือขบวนนั้นล่มลงกลางทะเลสาบ ส่งผลให้พระบัวเข็มทั้ง 5 องค์ จมลงสู่ก้นทะเลสาบ ชาวบ้านจึงช่วยกันงมหา แต่ก็หากลับขึ้นมาได้เพียงแค่ 4 องค์เท่านั้น แต่เมื่อกลับไปที่วัดชาวบ้านกลับพบว่าพระบัวเข็มอีกองค์นั้นได้กลับมาประดิษฐานอยู่ที่วัดเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้น ในปีถัด ๆ มาจึงไม่มีการนำพระบัวเข็มองค์นี้ลงขบวนแห่อีกเลย

Inle Lake

การมาท่องเที่ยวที่ทะเลสาบอินเลแห่งนี้ หากต้องการมาซึบซับบรรยากาศอย่างเต็มที่ก็สามารถมาค้างคืนได้เช่นกันค่ะ เพราะที่นี่มีรีสอร์ทกลางน้ำให้เลือกพักอยู่หลายแห่ง ซึ่งต้องบอกว่าที่พักที่นี่นั้นสวยและบรรยากาศดีมาก ๆ สามารถเข้าไปจองที่พักได้ที่ คลิก

การเดินทาง


จากย่างกุ้ง นั่งรถบัสของบริษัท JJ Express/Mandalar Min/ Shwe Mandalar ขึ้นรถที่ Aung Mingalar Bus Station ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11-12 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 20,000-23,000 จ๊าด เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้วจะมีเรือของชาวบ้านมารอให้บริการ ไปล่องเรือที่ทะเลสาบอินเล สามารถต่อรองราคาได้ โดยปกติล่องเรือ 5 ชั่วโมง ราคาจะอยู่ที่ 25,000-30,000 จ๊าด

Tips : อัตราแลกเปลี่ยน 1,000 จ๊าด = 25-30 บาท

 

 


เที่ยวพม่า ดินแดนแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา EP.1 คลิก

 

วิธีประมือ กับปัญหาเรื่องบ้าน ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

วิธีประมือ กับปัญหาเรื่องบ้าน ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

วิธีประมือ
Cr.Photo : Ariel Schmunck on Unsplash

สาระน่ารู้เกี่ยวกับวิธีรับมือปัญหาเรื่องบ้าน ซึ่งเรามัดรวมมาให้ทราบและแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านไปยังฤดูกาลใหม่ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย จนหัวเสียกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น

ปลายฝนต้นหนาวนี้อย่าเพิ่งวางใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะยังมีมรสุมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดฝนตกหนักเกือบทุกวัน และอาจจะสร้างปัญหาชวนปวดเศียรให้แก่เจ้าของบ้านหลาย ๆ คนได้ โดยบางคนอาจรู้สาเหตุ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และบางคนแก้ไขเฉพาะหน้าแบบไม่รู้สาเหตุแน่นอนว่าปัญหาต้องยังคงอยู่ แต่เรื่องชวนปวดหัวจะหมดไป หากเราทราบปัญหาและแนวทางในการแก้ไข

และสำหรับปัญหาที่บ้านมักประสบในช่วงหน้าฝน ส่วนใหญ่จะมาจากภายนอกบ้านเป็นหลัก เช่น บริเวณหลังคา รางน้ำ ผนัง และพื้นรอบ ๆ บ้าน โดยวันนี้เรามีวิธีสังเกตปัญหาและแนวทางแก้ไขมาแนะนำกัน 

ปัญหาหลังคา

วิธีประมือหลังคาเป็นโครงสร้างของบ้านที่มักเกิดปัญหาอยู่บ่อยในช่วงหน้าฝน ทั้งนี้อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุ การติดตั้งที่ผิดวิธีและไม่ได้มาตรฐาน หรือมีสิ่งของ/วัสดุตกใส่หลังคาทำให้เสียหาย ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของบ้าน เช่น งานระบบไฟฟ้า งานฝ้าเพดาน และงานเฟอร์นิเจอร์ Built-in ฯลฯ ซึ่งหากหลังคามีปัญหา แนะนำว่าควรเลือกใช้มืออาชีพโดยตรง เพราะจะมีความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาได้เฉพาะและตรงจุด โดยการตรวจสอบหลังคาควรขึ้นตรวจสอบทางด้านบนหลังคาโดยตรง แต่ปัจจุบันเริ่มมีการใช้เครื่องมือประเภทโดรนเข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงและแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างรวดเร็ว

ปัญหาเกี่ยวกับรางน้ำวิธีประมือ

ส่วนใหญ่ปัญหานี้มักเกิดจากการมีสัตว์เข้ามาทำรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะพบรังของนกอยู่บ่อย ๆ หรืออาจจะมีเศษใบไม้ตกลงมาบริเวณรางระบายน้ำฝน ส่งผลให้รางหรือท่อระบายน้ำอุดตัน ซึ่งหากเป็นบ้านที่มีความสูงไม่มากนัก เจ้าของสามารถขึ้นไปล้างทำความสะอาดได้เอง แต่หากเป็นบ้านที่มีความสูงค่อนข้างมาก แนะนำให้ใช้ช่างขึ้นไปเก็บสิ่งที่อุดตันอยู่ ฉีดล้างทำความสะอาดและติดตั้งรางครอบสำหรับรางน้ำเพิ่มเติม เพื่อเป็นการป้องกันใบไม้และเศษวัสดุต่าง ๆ ตกลงไปในรางนั่นเอง

ปัญหาเกิดจากผนังวิธีประมือ

ผนังบ้านและวัสดุก่อสร้างทั้งหมด ล้วนมีการขยายและหดตัวอยู่ตลอดเวลา ยิ่งผนังที่อยู่ทางทิศใต้และตะวันตกด้วยแล้ว การหดหรือขยายตัวอาจมีโอกาสแตกร้าวได้มากกว่าผนังด้านอื่น แม้รอยแตกร้าวจะมีขนาดเพียงแค่เท่าเส้นผมก็ทำให้น้ำแทรกซึมเข้ามาภายในบ้านได้ และสิ่งที่ตามมาคือ ผนังเกิดเป็นรา สีหรือวอลล์เปเปอร์เกิดการพองหรือลอก ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะต้องทำการซ่อมแซมส่วนที่มีการแตกร้าวก่อน โดยอาจใช้เคมีภัณฑ์ประเภทกันซึมเข้ามาช่วยแก้ไข หรือถ้ารอยร้าวมีขนาดใหญ่อาจต้องทำการกรีดผนังแล้วซ่อมแซมเสียก่อน

นอกจากนี้ ยังมีอีกปัญหาที่เกิดบริเวณผนังและอาจทำให้ข้าวของพังเสียหาย นั่นก็คือ ความชื้นบริเวณผนัง สาเหตุมักเกิดจากปริมาณน้ำในดินมากเนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง จนความชื้นถูกดันขึ้นมายังผนัง ซึ่งหากสีของผนังบริเวณใดทาไว้ไม่ดีก็อาจจะเกิดการพองและหลุดลอก โดยแนวทางการแก้ไขคือ ต้องขัดลอกสีในบริเวณนั้นออก จากนั้นทาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อราและตะไคร่น้ำ พร้อมทาทับด้วยน้ำยากันซึม

ปัญหาน้ำซึมรั่วบริเวณประตู/หน้าต่าง

วิธีประมือปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุที่อุดรอยต่อของหน้าต่าง เช่น PU ซิลิโคน หรือการเสื่อมสภาพรอบ ๆ ของกรอบประตูหรือกรอบหน้าต่าง ทำให้น้ำรั่วซึมเข้ามาภายในอาคารได้ ซึ่งวิธีการแก้ไขทำได้ด้วยการขูดเปลี่ยนวัสดุเดิมและยาแนวเข้าไปใหม่อีกครั้ง โดยทั่วไปแล้วอายุของเคมีภัณฑ์จะอยู่ประมาณ 3 – 5 ปี แต่หากปัญหามาจากขอบยางเสื่อมสภาพ แนะนำให้แจ้งช่างเข้าไปวัดขนาดและเปลี่ยนใหม่จะดีกว่า

ปัญหาพื้นภายนอกบ้าน

พื้นดินบริเวณรอบบ้านเกิดการทรุดตัว ถือเป็นปัญหายอดนิยมที่มักพบในช่วงหน้าฝน สืบเนื่องจากมีแรงจากน้ำฝนที่ตกจากหลังคามาเป็นตัวเร่งทำให้ดินกระเด็น ทำให้เกิดเป็นโพรงใต้บ้าน และอาจทำให้ดินบางส่วนไหลเข้าสู่ใต้บ้านได้ โดยวิธีการแก้ไขแนะนำให้ติดตั้งรางน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ตกกระทบและแก้ไขโพรงใต้บ้านที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การปิดโพรงสามารถพิจารณาจากขนาดของโพรงใต้บ้านก่อน หากขนาดโพรงไม่ใหญ่มากอาจใช้การแก้ไขโดยการใช้ขอบคันหินเข้ามาช่วย แต่หากโพรงมีขนาดใหญ่อาจใช้วิธีปิดแบบแผ่นพื้นสำเร็จ แผ่นซีเมนต์

ปัญหาข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มักจะเกิดในช่วงฤดูฝน ฉะนั้นช่วงนี้คุณควรหมั่นตรวจสอบสภาพบ้านอยู่เสมอ เพื่อเป็นการดูแลรักษาบ้านให้แข็งแรงและปลอดภัยอยู่กับเราไปนาน ๆ ส่วนใครกำลังเผชิญกับปัญหาในข้อใดอยู่และมิสามารถจัดการหรือแก้ไขด้วยตัวเองได้ ลองลงทะเบียนปรึกษาเรื่องบ้านออนไลน์กับหมอบ้านของ SCG HOME ที่ https://bit.ly/2Yzww4x  อย่าปล่อยไว้ให้ลุกลามล่ะ!

ขอขอบคุณข้อมูลจาก SCG HOME Experience

 

บทความน่าสนใจ : รู้ไว้ก่อนซื้อ ข้อดีและข้อเด่นของไฟส่องสว่างแต่ละประเภท

รู้ไว้ก่อนซื้อ ข้อดีและข้อเด่นของไฟส่องสว่างแต่ละประเภท

รู้ไว้ก่อนซื้อ ข้อดีและข้อเด่นของไฟส่องสว่างแต่ละประเภท

รู้ไว้ก่อนซื้อ
Cr. Photo : ThisisEngineering RAEng on Unsplash

ชวนมาทำความรู้จักกับแสงไฟในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้คุณเลือกหามาตกแต่ง หรือใช้งานได้ถูกหลัก รวมถึงพ้องต้องกับความต้องการที่แท้จริง

แสงสว่างถือว่ามีความสำคัญมากแก่ที่อยู่อาศัย นอกจากแสงทั่วไปที่ใช้ส่องสว่างยามค่ำคืนแล้ว แสงไฟบางประเภท ใช้เปิดเพื่อสร้างบรรยากาศ และขับเน้นพื้นที่ให้ดูโรแมนติกอบอุ่น หรือใช้ส่องเฉพาะจุด ฯลฯ ดังนั้นจะเห็นว่าไฟส่องสว่างแต่ละประเภทมีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันไป และสำหรับบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักรูปแบบของโคมไฟ ลักษณะของแสงไฟ และความเหมาะสมในการใช้งานที่ควรทราบ

ประเภทติดตั้งเพดาน

โคมไฟห้อยเพดาน
รู้ไว้ก่อนซื้อ
Cr. Photo : wu yu on Unsplash

 ส่วนใหญ่มักนิยมติดตั้งอยู่เหนือโต๊ะทานอาหาร บาร์ หรือเคาน์เตอร์ครัว เป็นโคมไฟให้แสงสว่างเฉพาะจุดได้ดี โคมประเภทนี้มักดีไซน์ให้มีที่บังแสง หรือโคมครอบเพื่อป้องกันแสงไม่ให้แยงสายตา (เพื่อความสวยงามและลงตัวควรติดตั้งเหนือจากพื้นที่ใช้งานประมาณ 50-60 ซม.)

แชนเดอเลียร์
รู้ไว้ก่อนซื้อ
Cr.Photo : www.houseoflights.ie

โคมไฟระย้าที่สะท้อนภาพลักษณ์อันหรูหรา สามารถนำไปตกแต่งได้หลากหลายพื้นที่ หรือนำไปใช้เพิ่มแสงสว่างได้ทั้งบริเวณโถงทางเข้า โถงทางเดิน หรือแม้แต่ในห้องนอน แต่ถ้าใครอยากนำไปติดตั้งห้องรับประทานอาหาร ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ควรเว้นระยะห่างจากโต๊ะประมาณ 75-90 ซม. เพื่อมิให้แสงไฟส่องแยงตาขณะนั่งรับประทานอาหารนั่นเอง

ไฟราง
รู้ไว้ก่อนซื้อ
Cr.Photo : lightinova.com

ลักษณะมีรางติดตั้งกับเพดาน ตัวโคมมักออกแบบให้เลื่อนย้ายตำแหน่งบิดหมุนได้สะดวก แต่เหมาะสมกับสไตล์การตกแต่งบางประเภทเท่านั้น เช่นไว้ส่องผนัง ส่องงานศิลปะเพื่อขับเน้นให้ดูโดดเด่นขึ้น

ดาวน์ไลท์
รู้ไว้ก่อนซื้อ
Cr.Photo : flos.com

ใช้ติดตั้งกับเพดาน มอบแสงสว่างได้ทั้งแบบทั่วไป หรือแบบเฉพาะจุด แม้จะดูเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วมีความแตกต่างหลากหลาย ดาวน์ไลท์ที่ดี แสงที่ส่องจะไม่แยงตา บางรุ่นยังปรับองศาการส่องของแสงได้ ส่วนข้อผิดพลาดในการใช้ดาวน์ไลท์คือใช้หลอดไฟผิดประเภท ดาวน์ไลท์แต่ละแบบออกแบบให้ใช้หลอดไฟเฉพาะชนิด ถ้าใช้ผิดหลอด อาจยื่นออกมาส่องแสงแยงตาได้ หรือหลอดอาจร่นเข้าไปสั้นเกิน ไม่ส่องสว่างได้เท่าที่ควร

ประเภทติดตั้งผนัง

โคมไฟแบบก้านติดผนัง
Cr.Photo : Kam Idris on Unsplash

 นิยมนำมาใช้เป็นโคมไฟอ่านหนังสือข้างหัวเตียง เพราะสามารถปรับตำแหน่งได้ ที่สำคัญช่วยให้ประหยัดเนื้อที่ ทำให้โต๊ะข้างเตียงมีพื้นที่วางของใช้ที่จำเป็นได้มากขึ้น

โคมไฟฝังในผนัง
Cr.Photo : flos.com

มอบแสงสว่างที่แปลกตาสวยงาม ปกติมักติดตั้งในระดับใกล้พื้นหรือใกล้เพดาน เหมาะสำหรับใช้เป็นไฟเสริม สำหรับนำทางบริเวณทางเดินหรือโถงทางเข้า แต่ถ้านำมาใช้ตกแต่งในห้องนั่งเล่น/รับแขก ก็สามารถสร้างมิติให้กับผนังได้อย่างสวยงาม ทว่าไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นไฟหลักส่องแสงสว่างทั่วไป

โคมไฟติดผนัง
Cr.Photo : lightgallerydesign.com

 โคมประเภทนี้ปัจจุบันมีรูปทรงให้เลือกมากมาย ซึ่งสามารถมาใช้ร่วมกับการตกแต่งบ้านได้หลากหลายสไตล์อีกด้วย  ข้อดีคือสาดแสงเลียดผิวผนัง สร้างให้เกิดแสงเงาภายในบ้านและนอกบ้านได้อย่างน่าสนใจ

ประเภทโคมไฟเคลื่อนที่

โคมไฟตั้งพื้น
Cr.Photo : einrichten-design.com

มีรูปแบบหลากหลายให้เลือกเช่นกัน บางประเภทให้แสงสว่างโดยส่องลงพื้นที่ด้านล่าง เพื่อใช้งานเฉพาะจุด บางรูปแบบส่องแสงสะท้อนเพดานเพื่อขับเน้นบรรยากาศ และบางประเภทส่องออกรอบด้าน สำหรับให้แสงสว่างแบบทั่วไป แต่ปัจจุบันโคมไฟตั้งพื้นมีการนำวัสดุแปลกใหม่มาใช้กันมากขึ้น จึงทำให้ดูสวยแปลกตากลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเด่นของห้องได้โดยปริยาย

โคมไฟตั้งโต๊ะ
Cr.Photo : Christopher Jolly on Unsplash

เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของโคมไฟตั้งพื้นที่ถูกปรับรูปแบบสำหรับวางบนตู้ข้างเตียง หรือโต๊ะข้าง เพราะเป็นตัวเลือกให้กับบ้านที่อาจไม่มีที่วางบนพื้น เนื่องจากโคมไฟตั้งโต๊ะเมื่อวางบนโต๊ะแล้วจะต่ำกว่าระดับสายตา ดังนั้นโคมไฟส่วนใหญ่จึงออกแบบให้แสงส่องลงด้านล่างหรือกระจายออกรอบตัว แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะเหมาะสำหรับใช้งานเฉพาะจุดหรือให้แสงสว่างแบบทั่วไป

โคมไฟโต๊ะทำงาน
Cr.Photo : Umberto on Unsplash

ปัจจุบันมีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย ทั้งทันสมัยและคลาสสิก ทุกรูปแบบล้วนให้ความสำคัญในการใช้งาน ให้ความสว่างบนพื้นหน้าโต๊ะเพื่อสอดคล้องกับการทำงานหรืออ่านหนังสือ ทั้งนี้ตัวโคมยังออกแบบให้ปรับความสูง-ต่ำ ปรับองศาและความบิดเอียงได้ และโคมไฟประเภทนี้มักใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ ที่ให้แสงนวลสบายตา หรือหลอดฮาโลเจนที่ให้ความสว่างจ้าชัดเจน และหลอด LED ที่มอบความสว่าง ประหยัดไฟและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน  

และทั้งหมดนี้คือความรู้พื้นฐานที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อโคมไฟ เพื่อให้แมชท์กับการตกแต่ง ขนาดของพื้นที่ และจุดประสงค์ของการใช้งานที่ถูกจริตนั่นเอง

 

บทความน่าสนใจ : รู้จัก KITT. TA. KHON  แบรนด์หัตถกรรมเก๋ไร้พรมแดน