Home Blog Page 1138

5 ร้านอาหารอินเดีย ใกล้กรุงเทพฯ ที่ต้องไปลอง

5 ร้านอาหารอินเดีย ใกล้กรุงเทพฯ ที่ต้องไปลอง

ร้านอาหารอินเดีย

แชร์พิกัด 5 ร้านอาหารอินเดีย ใกล้กรุงเทพฯ ที่ต้องไปลองให้ได้สักครั้ง ที่ต้องยกอาหารอินเดียขึ้นมา เพราะว่าอาหารอินเดียถือเป็นเมนูที่ค่อนข้างแปลกสำหรับบ้านเรา และหาทานได้ยากมากพอสมควร และถ้าต้องไปลองทานเองถึงอินเดียก็อาจจะไม่ไหวเท่าไหร่ วันนี้เลยรวบมาให้เลยค่ะ

  1. Al-Hussain Restaurant อัล-ฮุเซ็น

ร้าน อัล-ฮุเซ็น เป็นร้านอินเดีย ที่มีเมนูค่อนข้างหลากหลาย และล่าสุด ทางร้านได้มีทำเมนูใหม่ออกมา ชื่อว่า ปานิปูรี่ รจัดส่งผ่าน Lineman ด้วยนะคะ
เปิด: เวลา 11:00-21:00 น.
โทร: 02-252-0240
พิกัดร้าน: สุขุมวิท 3/1 กรุงเทพฯ Google Map

2. Kukkad Nukkad

ร้านนี้มีเมนูให้เลือกเยอะมากค่ะ แล้วก็มีเพจดังหลายเพจไปรีวิวเยอะมาก แสดงว่าไม่ธรรมดาแน่นอนค่ะ อย่าล่าสุด ทางเพจ ช็อคเกอร์บอยก็ไปรีวิวมา เริ่ดจริงอะไรจริง
เปิด: 12.00 – 18.30 น.
โทร: 099-009-0601
พิกัดร้าน: ถ.ราชพฤกษ์ แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กทม 10170 Google Map

3. Sallim Restaurant

ร้านนี้มีเมนูหลากหลาย ซึ่งหากชอบไม่เหมือนกัน ก็จะมีทั้งเมนูไทย เมนูอินเดีย เมนูปากีสถานให้เลือกทานค่ะ แถมร้านเปิดใจกลางเมืองกรุงเลย หรือหากใครไม่สะดวกไปทานที่ร้าน ก็สามารถสั่งผ่าน Grab Delivery ได้เลยค่ะ
เปิด: 09.00 – 21.00 น.
โทร: 02-237-1060
พิกัดร้าน: เจริญกรุง 32 บางรัก สี่พระยา กรุงเทพฯ Google Map

4. Taste of India (Bangkok)

ร้านนี้อยู่ในถนนข้าวสารเลยนะคะ เปิดให้นั่ง หรือสั่งกลับบ้านได้ค่ะ หรือใครไม่สะดวกมา สามารถสั่งผ่าน GRAB FOOD, LINE MAN, FOOD PANDA ได้เล้ยค่ะ
เปิด: 11.00 – 21.00 น.
โทร: 02-282-8703
พิกัดร้าน: 115-117 ถนนข้าวสาร ตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพฯ Google Map

5. Fara’s Kitchen

ฟาราคิชเช่น ร้านนี้จะไม่มีหน้าร้านนะคะ รับเฉพาะแบบบริการจัดส่งค่ะ เป็นอาหารอินเดีย ฮาลาล สามารถโทรสั่งกับทางร้าน หรือสั่งผ่าน Line Man & Robin Hood หาได้เลยค่ะ
โทร: 094-395-8349
พิกัดร้าน: ราม2 (บางนา ตราด)

ร้านอาหารอินเดีย ที่เลือกมาทั้ง 5 ร้าน คัดมาแล้วจัดว่าดีค่ะ และพยายามเลือกร้านที่อยู่ในหลายโซน เผื่อใครอยู่โซนไหนจะได้ไปได้ใกล้ ๆ ค่ะ ชอบสไตล์ของร้านไหนลองเลือกกันดูนะคะ รับรองเลยไม่ผิดหวัง

 

Shakariki 432 อิซากายะ ระดับมาตรฐานญี่ปุ่น คลิกเลย

7 เคล็ดลับง่าย ๆ บอกลาอาการปวดหัว

0

7 เคล็ดลับง่าย ๆ บอกลาอาการปวดหัว

Cr: Photo twitter.com

เมือเรามีอาการ ปวดหัว เกิดขึ้น จริง ๆ มีหลายสิ่งที่เราเองสามารถทำได้เพื่อบรรเทาอาการปวดโดยไม่ต้องไปพบแพทย์ค่ะ บางคนอาจจะใช้วิธีง่าย ๆ โดยการกินยาอย่างเดียว ไม่ดีขึ้นก็หาหมอ แต่อาจจะลองลืมวิธีง่าย ๆ ไป เรามาลองใช้เคล็ดลับพวกนี้ดูค่ะ

 

1. ลองประคบเย็น

ปวดหัว
Cr: Photo pobpad.com

หากมีอาการไมเกรนให้เราประคบเย็นที่หน้าผาก ก้อนน้ำแข็งที่ห่อด้วยผ้าขนหนู  หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำเย็นอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ค่ะ ลองประคบบนหัวเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นพักเป็นเวลา 15 นาที

2. ใช้แผ่นทำความร้อนหรือประคบร้อน
Cr: Photo pobpad.com

หากมีอาการปวดศีรษะตึงเครียดให้วางแผ่นความร้อนที่คอหรือหลังศีรษะ หากมีอาการปวดหัวไซนัสให้นำผ้าอุ่นมาประคบบริเวณที่เจ็บ การอาบน้ำอุ่นอาจช่วยได้เช่นกันค่ะ

3. ลดแรงกดบนหนังศีรษะหรือศีรษะ
ปวดหัว
Cr: Photo sanook.com

ถ้าเรามัดผมแน่นเกินไป ก็อาจทำให้ปวดหัวได้จะเป็นอาการปวดศีรษะจากการกดทับจากภายนอก หรือแม้แต่การสวมหมวก ที่คาดผม รวมถึงแว่นตาว่ายน้ำที่รัดแน่นเกินไปค่ะ

4. หรี่ไฟ
Cr: Photo pepperrr.net

เมือเราเจอแสงจ้าหรือแสงริบหรี่ แม้กระทั่งจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาจทำให้ปวดหัวไมเกรนได้ หากมีแนวโน้มว่าจะเป็นแบบนั้นให้ลองปิดหน้าต่างด้วยผ้าม่านทึบแสงในระหว่างวัน สวมแว่นกันแดดกลางแจ้ง

5. ดื่มน้ำ
ปวดหัว
Cr: Photo naturalandorganic.com

ดื่มน้ำในปริมาณที่มาก เพราะภาวะขาดน้ำอาจทำให้ปวดหัวหรือทำให้แย่ลงได้

6. รับคาเฟอีนบ้าง
Cr: Photo sanook.com

ดื่มชา กาแฟ หรืออะไรก็ได้ที่มีคาเฟอีนเล็กน้อย หากเราได้รับมันเร็วพอหลังจากเริ่มปวด มันสามารถบรรเทาอาการปวดหัวได้

7. การนวด
ปวดหัว
Cr: Photo osslounge.com

การนวดหน้าผาก คอ และขมับสัก 2 – 3 นาทีสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากความตึงเครียด ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความเครียด หรือใช้แรงกดเบา ๆ หมุนไปที่บริเวณที่เจ็บปวด

 

  • นี่เป็นเคล็ดลับแก้อาการ ปวดหัว แบบเบื้องต้น ซึ่งเราสามารถทำมันด้วยวิธีแบบการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ในกรณีที่รู้ว่าเราปวดหัวแบบไม่ไหวจริง ๆ แม้กระทั่งลองเคล็ดลับที่บอกปแล้ว ถ้ามีอาการดังนี้ แนะนำว่าควรไปพบแพทย์นะคะ เช่น ปวดหัวพร้อมกับอาการวิงเวียนศีรษะ ปัญหาการพูดสับสนหรือมีอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ ปวดหัวอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นกะทันหัน และอาการปวดหัวที่แย่ลงแม้หลังจากที่คุณทานยาแก้ปวด เป็นต้นค่ะ

10 เคล็ดลับเอาชนะอาการนอนไม่หลับ คลิกเลย

เทรนด์สีพาสเทลจะกลับมาปังสุดๆ ในฤดูหนาวนี้

0

เทรนด์สีพาสเทลจะกลับมาปังสุดๆ ในฤดูหนาวนี้

สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; open.spotify.com

ในแต่ละปีสีพาสเทลมักจะมาสร้างสีสันในแต่ละฤดูกาลของแฟชั่น เรียกได้ว่าเป็นสีคู่บุญของสาวๆ เลยล่ะ ในตู้เสื้อผ้าต้องมีสีพาสเทลไม่มากก็น้อยกันเลย สำหรับในปีนี้นั้น สีพาสเทลที่ถูกกำหนดมาในเทรนด์สีแฟชั่นส่วนมากเรามักจะพบเห็นกันในช่วง Summer ใช่ไหมล่ะ แต่สำหรับปีนี้นั้น สีพาสเทลกลับมามีบทบาทในช่วงฤดูใบไม้ร่วงล่ะ สีพาสเทลที่เรามักเห็นในฤดูกาลนี้อย่างเช่น สีพาสเทลของขนมหวานเช่น มาชเมลโล สีสันในงานปาร์ตี้ หรือสีพาสเทลหวานฟุ้ง

สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; sunmeibutton.com

Pretty Pastels

ยกระดับสีพาสเทลแบบเดิมๆ ให้ดูทันสมัยขึ้นในปีนี้ ด้วยลวดลายในโทนสี Pretty Pastels ดูเหมือนว่าสีพาสเทลในเทรนด์สี Pretty Pastels นั้นกำลังจะมาในรูปแบบไอเทมแฟชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสีพื้นของผ้า หรือลวดลายกราฟิกอ่อนหวาน ไม่เว้นแม้กระทั่งเสื้อถัก สูท หรือโค้ทแสนสวย เทรนด์สี Pretty Pastels ทำให้ดีไซน์ของเสื้อผ้าดูโดดเด่นขึ้น

สีพาสเทล2021
Cr.photo ; sunmeibutton.com 

ก็จริงอยู่ว่าสีพาสเทลนั้นไม่ใช่อะไรที่ใหม่มากนัก แต่สำหรับปี 2021 สิ่งที่ใหม่คือการเพิ่มลวดลายต่างๆ ลงบนผืนผ้าสีพาสเทลนั่นแหละ ไม่ใช่แค่เฉพาะเสสื้อผ้าเท่านั้นที่นักออกแบบสร้างชิ้นงาน แต่ไอเทมอื่นๆ ก็ถูกกออกแบบให้โดดเด่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า กระเป๋า หรือแม้แต่การสร้างดีเทลเล็กน้อยบนเสื้อผ้า

สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; textileindustry.ning.com
สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; textileindustry.ning.com

Candy Colors

สีหวานๆ บนลูกกวาดก็มักถูกหยิบมาใส่บนเสื้อผ้าแฟชั่น นับว่าเป็นโทนสีสว่างซึ่งต่างจาก Pretty Pastels ที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น แต่แทนที่จะนำสีเพียงสีเดียวมาย้อมลงบนผ้า แต่เพิ่มความแตกต่างมากขึ้นด้วยการนำเฉดสีของลูกกวาดมาย้อมลงบนผ้าผืนเดียวกันแบบไล่สีทำให้เกิดความเรียบง่ายแต่หรูหราได้ดี

สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; textileindustry.ning.com

เทรนด์สี Candy Colors ไม่ใช่แค่การไล่เฉดสีบนไอเทมเดียวกันเท่านั้น แต่การจับคู่กับระหว่างไอเทมเพื่อให้ได้เฉดสีหวานของลูกกวาดนั้นก็ถือว่าอยู่ในเทรนด์สี Candy Colors เช่นกัน

สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; textileindustry.ning.com

การสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันทั้งตัวก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย จริงๆ แล้วเหมือนจะง่ายนะ เพราะไม่ต้องคิดอะไรเยอะเสื้อผ้าเหล่านี้ออกแบบมาคู่กันอยู่แล้ว การจะหยิบมาใส่ง่ายนิดเดียว แต่ก็ติดตรงที่มันไม่ใช่สีเรียบทึบ เหมือน ดำ หรือ ขาวนี่สิ สาวๆ หลายคนมักจะไม่มั่นใจตรงที่สีสันของมันเป็นสีพาสเทล การจะหารองเท้า กระเป๋าแม้กระทั่งการแต่งหน้าให้เข้ากันเนี้ยยากมากนะ เคล็ดลับง่ายๆ คือ ถ้าเสื้อผ้าคือสีพาสเทลควรหารองเท้าหรือกระเป๋าสีขาวแบบเรียบ เพียงแค่นี้ก็ผ่านฉลุย แต่ถ้าสาวๆ คนไหนมั่นใจและสนุกกับการแต่งตัวสีพาสเทลแล้วล่ะก็ จะจับคู่สีให้ดูสดใสขึ้นอีกสักนิดก็โอเคดีเหมือนกันนะ

สีพาสเทล2021
Cr.Photo ; Pinterest.com

สีพาสเทลนั้นมีเฉดสีอีกมากมายในโลกของแฟชั่นจะหยิบยกมานำเสนอทั้งหมดนั้นก็คงจะไม่ไหว แต่ทั้ง 2 เทรนด์สีที่นำมาให้รู้จักกันนั้นคิดว่าน่าจะหาได้ง่ายและแต่งตามกันได้ในช่วงนี้ ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่เพียงแค่เพราะว่าเราจะต้องตามเทรนด์ หรืออยู่ในกระแสตลอดเวลา การที่เรามีเสื้อผ้าสีพาสเทลอยู่แล้วก็นำกลับมาใส่ใหม่โดยการจับคู่ให้ลงตัวและเข้ากับสไตล์ที่เป็นตัวเองนี่แหละดีกว่า เพียงแค่เราศึกษาเทรนด์ต่างๆ เพิ่มเติมนิดหน่อยแล้วนำมาปรับใช้ แฟชั่นเนี้ยมักจะวนเวียนกลับมาฮิตใหม่ตลอดเวลาการที่เราเป็นสายแฟชั่นตัวจริงไม่จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าใหม่ๆ เต็มตู้หรอกนะ แค่เลือกให้เป็นและใช้ให้เป็นก็เพียงพอ หน้าหนาวนี้ของคุณสาวๆ ก็จะดูสนุกสนานและยังอินเทรนด์ขึ้นไปอีก

แว่นตาแบบไหนที่ใส่แล้วคือสไตล์ 90s ที่แท้ทรู! คลิก

 

 

 

 

 

Clash [Un]limited เครื่องประดับ จากคาร์เทียร์ ที่ฉีกทุกกรอบ ทลายทุกกฎ

Clash [Un]Limited เครื่องประดับ ที่ฉีกทุกรูปแบบแห่งความคลาสสิก จาก คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส ทลายขนบการออกแบบเครื่องประดับแบบดั้งเดิมและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของเมซง เติมเต็มคอลเลคชั่น แคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) ด้วยเครื่องประดับชิ้นใหม่ในดีไซน์ที่ฉีกกรอบกว่าเคย และเปิดตัว คอลเลคชั่น Clash [Un]Limited (แคลช [อัน]ลิมิเต็ด) เครื่องประดับที่ฉีกทุกรูปแบบแห่งความคลาสสิก พร้อมแต่งตั้งลิลลี่ คอลลินส์ ในฐานะแอมบาสเดอร์ประจำคอลเลคชั่น Clash [Un]limited (แคลช [อัน]ลิมิเต็ด) อีกด้วย

Clash [Un]limited เครื่องประดับ

แคลช เดอ คาร์เทียร์   (Clash de Cartier): เกินไปหรือยังไม่พอ? เหนือกาลเวลาหรือนอกขนบ?

แคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) เครื่องประดับคอลเลคชั่นที่ผสานความแตกต่างเข้าด้วยกัน หลีกหนีความโบราณจำเจแต่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานดีไซน์เรียบหรูและพลังงานอันล้นเหลือไว้ด้วยกันอย่างสมดุล พร้อมด้วยจิตวิญญานแน่วแน่ด้วยเสน่ห์อันเป็นแบบฉบับ แคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) เปรียบได้ดั่งความสมดุลที่แสนงดงาม ผสมผสานรหัสความงามชั้นสูง

และท้าทายขนบประเพณีในขณะเดียวกัน จนก่อเกิดเป็นการปะทะกันของเจตคติ โดยชิ้นงานในคอลเลคชั่นล่าสุดนี้ยิ่งเพิ่มพลังแห่งแรงปะทะระหว่างสองเจตคติ ด้วยการขยายผลลัพธ์ของ รหัสความสวยงามด้านการออกแบบแห่งเมซงคาร์เทียร์อย่างลูกปัดสูงค่าและหมุดสีโรสด์โกลด์แวววาวล้ำสมัย เนรมิตเป็นแหวน ต่างหู กำไลข้อมือ และสร้อยคอ ที่มีสัดส่วนลงตัวพอดิบพอดี หมุดแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) อันรุ่มรวยสามารถตรึงสายตาได้โดยพลัน คอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์นี้ผสานโรสโกลด์เข้ากับออนิกซ์ ทองคำขาว และไข่มุกตาฮีติเอาไว้ด้วยกันอย่างสมดุล เกิดเป็นสองเฉดสีเข้ม สองสุนทรียศาสตร์ สองตัวเลือกที่แตกต่างทว่าโดดเด่นเสมอกัน

Clash [Un]limited เครื่องประดับ

สมาชิกใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) ในปีนี้ โดดเด่นด้วยไข่มุกดำจาก หมู่เกาะตาฮีติ ไม่ว่าจะเป็นแหวน ต่างหูเม็ดเขื่องที่เรียงรายส่องประกายสีเทา เขียว และม่วง ผสานอย่างลงตัวกับตัวเรือนทองคำขาวและหมุดประดับออนิกซ์ที่ประกบอยู่ด้านข้าง หินออนิกซ์สีดำขลับเม็ดกลมที่ถูกจัดวางราวกับลอยตัวอยู่ด้านในชิ้นงาน เป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดขนาดโครงสร้างด้านในของเครื่องประดับโรสโกลด์ในคอลเลคชั่น ทั้งแหวน, กำไลข้อมือ,  จี้ห้อยคอและต่างหูแบบห่วง ทำให้ทุกชิ้นเล่นแสงระริกดูราวกับมีชีวิตยามสวมใส่ เครื่องประดับบางชิ้นสามารถสวมใส่ได้หลายแบบเพื่อสร้างมิติให้ทั้งสองขั้วเจตคติ เช่น ต่างหูแบบห่วงประดับหินออนิกซ์และต่างหูไข่มุกตาฮีติแบบข้างเดียว สามารถนำมาใส่ครอบติ่งหูได้เช่นเดียวกัน

คาย่า สโคเดลาริโอ (Kaya Scodelario) นักแสดงสาวหน้าคม ลูกครึ่งอังกฤษบราซิล เฟซประจำคอลเลคชั่นเครื่องประดับแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) ที่สะท้อนตัวตนสองบุคลิกและจิตวิญญาณอิสระอย่างชัดเจน เช่นเดียวกันกับคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) คาย่าได้ผสานตัวตนความสง่างามชั้นสูง ทว่าท้าทายขนบประเพณีในขณะเดียวกันเกิดเป็นความสมดุลที่แสนงดงาม

Clash [Un]limited เครื่องประดับ

แคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]Limited) ไร้ขีดจำกัดและฉีกกรอบขนบกว่าที่เคย

เครื่องประดับจากคอลเลคชั่นล่าสุดของแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) ที่มาพร้อมความหรูหราอันแปลกใหม่ยิ่งกว่าเคย ฉีกทุกรูปแบบแห่งความคลาสสิก ด้วยขนาดที่ไม่ปราณี สีดำที่เข้มลุ่มลึกขึ้น หมุดโอเวอร์ไซส์ และนานาวิธีสวมใส่ที่ยิ่งโดดเด่น ราวกับพลิกโฉมคอลเลคชั่นแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) อย่างหมดจด ปลดปล่อยอารมณ์ของแรงปะทะระหว่างสองขั้วต่าง เส้นสายเรขาคณิตกับความโค้งนูนราวกับพองลม เครื่องประดับชิ้นใหม่เหล่านี้จึงกู่ก้องพลังแห่งแรงปะทะระหว่างสองเจตคติที่แตกต่างให้ยิ่งสะเทือนกว่าที่เคย

แคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited) คอลเลคชั่นเครื่องประดับที่ผลิตเพียงจำนวนจำกัดนี้เน้นความโดดเด่นของหมุดสตั๊ดแคลช เดอ คาร์เทียร์ (Clash de Cartier) เป็นพิเศษ ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น ยอดแหลมที่คมขึ้น และจำนวนที่มากขึ้น ประดับอัญมณีระยิบระยับในสีขาวและดำ และประกายสีม่วงในบางชิ้น หมุดสตั๊ดดูน่าหลงใหลดึงดูดใจยิ่งขึ้นด้วยการประดับเพชร ส่องประกายท้าแสงที่ตกกระทบกับส่วนโค้งของหมุดขนาดใหญ่ทรงกรวยประดับเพชรและออนิกซ์สีดำขลับ มาในสัดส่วนเตะตาเย้ายวนกว่าครั้งไหน หมุดอเมทิสต์ยอดแหลมสีม่วงเพิ่มมิติสไตล์พั้งค์และฉายความแตกต่างให้แข็งแกร่งชัดเจนยิ่งขึ้น

Clash [Un]Limited

ฉีกทุกกรอบ ทลายทุกกฎ: เครื่องประดับคอลเลคชั่น แคลช [อัน]ลิมิเต็ด กับวิธีสวมใส่หลายหลากให้ยิ่งโดดเด่น

ไม่ว่าจะเป็นนาฬิการูปทรงเหมือนถุงมือแบบมิทเทน (Mitten), เครื่องประดับกระเป๋าเสื้อ, แหวนซ้อนวง เครื่องประดับหูที่สามารถใส่ประดับในใบหูหรือเกี่ยวใบหู หรือกำไลข้อมือและสร้อยคอที่สามารถเลือกใส่ได้ทั้งสองด้าน เครื่องประดับจากแคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited) ล้วนสร้างความสนุกพร้อมสไตล์โดยปราศจากกฎตายตัว เครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้หลายแบบ เช่น แหวนซ้อนวงที่ประดับด้วยเพชรทรงพีระมิดและหมุดสตั๊ดออนิกซ์ สามารถถอดแยกออกจากกันได้เพื่อนำมาสวมเป็นแหวนข้อนิ้ว หรือ Midi Ring หมุดสตั๊ดที่มีปลายแหลม 4 ด้านทรงพีระมิดแต่ละชิ้นประดับประดาไปด้วยเพชรและหมุดสตั๊ดออนิกซ์เม็ดจิ๋ว

นาฬิกาทรงถุงมือมิทเทนผสานศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องประดับอัญมณี แฟชั่น และการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันในชิ้นงานเดียว เมื่อสวมใส่แล้วแนบเนียนไปกับผิวแต่ทว่าโดดเด่นตรึงตรา ทำจากตาข่ายโรสโกลด์ปรายประดับด้วยเพชรระยิบล้อมรอบเรือนเวลาเบญ์นัวร์ อัลลองเจ (Baignoire Allongée)  พร้อมขอบหมุดสตั๊ดรอบหน้าปัด

เครื่องประดับแคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited) ขับเคลื่อนหัตถศิลป์ของคาร์เทียร์สู่ขีดสุด ทั้งด้านนวัตกรรมและการสร้างความประหลาดใจใหม่ๆ เครื่องประดับแคลช [อัน]ลิมิเต็ดแต่ละชิ้นจึงถูกบ่มเพาะเป็นเวลานานผ่านหลากหลายเวิร์คช็อปที่ดีไซน์สตูดิโอของคาร์เทียร์ เพื่อค้นหาทุกความเป็นไปได้ซึ่งจะมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการเลือกใช้เพชร, ออนิกซ์ และอเมทิสต์ ความอาจหาญในการสร้างสรรค์ทำให้คาร์เทียร์เลือกที่จะฉีกกรอบเดิมๆ ในการออกแบบ ด้วยการกลับด้านเพชรโดยใช้ฐานเดิมที่เป็นทรงกรวยกลับขึ้นมาเป็นหมุดสตั๊ด องค์ประกอบที่สะท้อนและตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งคอลเลคชั่นนี้ ส่วนหน้าเพชรที่เคยถูกใช้เป็นประจำในงานออกแบบเครื่องประดับทั่วไป จะถูกฝังลงในตัวเรือนที่จะแนบติดกับผิวโดยไม่ถูกสัมผัสอีกเลย

คอลเลคชั่นแคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited)

การเคลื่อนไหวอย่างอิสระคือหัวใจหลักแห่งสุนทรียศาสตร์ของคอลเลคชั่นแคลช

คอลเลคชั่นแคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited) กำหนดการเคลื่อนไหวราวสัมผัสนุ่มนวลบนผิวหนัง สอดประสานดั่งท่วงทำนองไปกับรูปทรงเรขาคณิตที่แม่นยำขึงขัง ความสำเร็จของเวิร์คช็อปสร้างสรรค์เครื่องประดับของ    คาร์เทียร์ให้ผลลัพธ์เป็นกำไลข้อมือและโชกเกอร์ที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ประดับด้วยหมุดออนิกซ์จัตุรัสทรงโดม (clous carrés) และหมุดสตั๊ดฝังเพชร ที่ถูกตรึงไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา ทว่ายังขยับได้อย่างพลิ้วไหวดุจมีชีวิต โดยสร้อยคอประดับเพชรพราวระยับกว่า 8,000 เม็ดและหมุดออนิกซ์จัตุรัสทรงโดมกว่า 200 ชิ้น สำหรับแหวนประดับหมุดสตั๊ดแบบรอบวงและกำไลข้อมือประดับโคนทรงพีระมิดนั้น หมุดแต่ละอันจะถูกจัดวางให้มีช่องว่างระหว่างกันอย่างพอดิบพอดี หมุดสตั๊ด แต่ละอันยังสามารถขยับหมุนได้รอบ เชื่อมต่อกับออนิกซ์เม็ดกลมด้านในของกำไลที่ก็สามารถเคลื่อนขยับได้เช่นเดียวกัน 

เทคนิคใหม่ในการผสานเพชร ออนิกซ์ และอเมทิสต์บนเครื่องประดับ

คอลเลคชั่นแคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited) ใช้เทคนิคการฝังเพชรแบบชากรีน (shagreen) ซึ่งเป็นรูปแบบการฝังอัญมณีที่ซับซ้อนและประณีตบรรจง ด้วยการพิถีพิถันเลือกสรรอัญมณีต่างขนาดและยึดเข้าด้วยกันโดยปราศจากหนามเตย โดยเลือกใช้หมุดสตั๊ดอเมทิสต์จากธรรมชาติที่ผ่านการเจียระไนด้วยมือและถูกปรับเปลี่ยนขนาดโดยคาร์เทียร์ ผ่านหัตถศิลป์เชิงช่างเพื่อให้ได้สัดส่วนที่ใหญ่ลงตัวพอดีกับตัวเรือนประดับเพชร

ลิลลี่ คอลลินส์ แอมบาสเดอร์ประจำคอลเลคชั่นแคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited)

ลิลลี่ คอลลินส์ (Lily Collins) นักแสดงสาวชื่อดังและศิลปินรุ่นใหม่ที่กล้าเปิดเผยด้านที่แตกต่างของตนเอง แอมบาสเดอร์ประจำคอลเลคชั่น Clash [Un]limited (แคลช [อัน]ลิมิเต็ด) ด้วยนิสัยที่รักอิสระ เต็มไปด้วยพลังและความเป็นธรรมชาติ ลิลลี่ คอลลินส์จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสื่อถึงพลังสร้างสรรค์ที่แตกต่างกัน 2 ขั้วของคอลเลคชั่น แคลช [อัน]ลิมิเต็ด (Clash [Un]limited) นี้

สาวกคาร์เทียร์ถูกใจกันรึป่าว กลับคอลเลคชั่น แClash [Un]limited (แคลช [อัน]ลิมิเต็ด) ที่ Inzpy เอามาฝากกันในครั้งนี้ หรือหากว่าใครถูกใจก็สามารถช็อปกันได้เลยค่ะ

ตามส่องแฟชั่นตัวแม่ หมอยุน หมอฟันสายแฟ จากซีรีส์ Hometown Cha Cha Cha คลิกเลย

เลือก SkinCare สำหรับผิวบอบบางยังไง? ไม่ให้หน้าพังไปกว่าเดิม

การเลือกสกินแคร์ (SkinCare) สำหรับผิวบอบบาง… ในหลายๆ ครั้งการบำรุงผิวหน้าของเรานั้นกลับทำให้สภาพผิวหน้าของเราแย่ลงเรื่อยๆ ในบางคนยิ่งอายุมากขึ้นก็เริ่มมีอาการแพ้สิ่งต่างๆ เต็มไปหมด หรือแม้แต่คนที่เคยเป็นสิวมาก่อนการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก็ต้องค่อยศึกษาว่าจะเหมาะกับผิวหน้าของเราหรือไม่ การที่มีผิวหน้าที่บอบบางก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของหลายๆ คนที่ต้องพบเจอ เชื่อว่าทุกคนคงเสียเงินไม่น้อยไปกับการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบอบบางแพ้ง่ายที่มีผู้รีวิวว่าดี รีวิวเด็ด ซึ่งบางครั้งมันอาจจะไม่ได้ดีกับผิวหน้าของเราก็ได้

ทำให้เราจึงอยากที่จะมาแนะนำวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบาง เพื่อช่วยในการเลือกสกินแคร์สำหรับผิวบอบบางได้แบบเจาะจงมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการต้องทดลองครีมต่างๆ ที่จะนำมาใช้กับผิวหน้าของเราที่บอบบางได้อยากมีประสิทธิภาพ

Cr: Photo www.freepik.com/

ทำยังไงให้ผิวหน้าของเราแข็งแรง

ในปัจจุบันการทำให้ผิวหน้าที่บอบบางของเราแข็งแรงขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะสภาพผิวแต่ละคนนั้นแตกต่างกันมาก สำหรับใครที่มีปัญหาผิวที่หนักหนาสาหัส เช่นสิวอักเสบเห่อเต็มหน้า มีอาการแพ้มีผื่นขึ้นขั้นรุนแรง ขอแนะนำให้เข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพราะจะดีกว่า เพื่อรักษาอาการที่เกิดขึ้นตามขั้นตอน

สำหรับผู้ที่มีปัญหาไม่รุนแรง อย่างเช่น เป็นสิวง่าย เป็นผดผื่น เมื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ในบางครั้งเราก็อยากลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ดูบ้าง เพื่อให้ผิวหน้าของเราดูสวยใสตามที่โฆษณา แต่การจะการเลือกสกินแคร์สำหรับผิวบอบบางนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งวันนี้inzpyได้รวบรวม ประสบการณ์ของผู้ที่มีผิวบอบบางควรเลือกใช้สกินแคร์สำหรับผิวบอบบางอย่างไรดี เพื่อไม่ให้หน้าพังไปกว่าเดิม

การเลือกสกินแคร์สำหรับผิวบอบบาง

1.ไม่ควรใช้สกินแคร์ที่มีน้ำหอม

บางครั้งการเดินเข้าไปที่เชลฟ์วางสกินแคร์ และได้รับกลิ่นหอมเมื่อเปิดดูสินค้าทดลองทำให้หลายคนนั้นหลงไปกับความหอมนั้น สำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแข็งแรงอาจจะไม่เป็นอะไร แต่สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง “น้ำหอม” ที่อยู่ในสกินแคร์อาจจะทำให้ผิวหน้าของเราระคายเคืองขึ้นมาได้ง่ายมากๆ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีน้ำหอมทุกชนิดในการเลือกสกินแคร์สำหรับหน้าผิวบอบบาง

ไม่ควรใช้สกินแคร์ที่มีน้ำหอม
Cr: Photo www.freepik.com/
2.หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีสเตียรอยด์

คงรู้ดีอยู่แล้วว่า “สเตียรอยด์” นั้นทำให้ผิวหน้ากลับมาเนียนใสได้ในเร็ววัน แต่หากหยุดใช้ผิวหน้าของเราจะกลับมาแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ในปัจจุบันสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อาจจะมีอยู่มากมายตามอินเตอร์เน็ต และสกินแคร์ที่มีสเตียรอยด์อยู่ในปริมาณที่ปล่อดภัยที่อย.กำนหด อาจจะมีวางตามเซลฟ์ทั่วไป เพราะฉะนั้นควรศึกษาส่วนผสมของสกินแคร์ที่กำลังสนใจให้ดีก่อนซื้อ และในทางที่ดีควรเลือกสกินแคร์สำหรับผิวบอบบางที่ไม่มีสเตียรอยด์เลยจะดีที่สุด

2.หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีสเตียรอยด์-SkinCare
Cr: Photo www.freepik.com/
3.เลือกใช้สกินแคร์ประเภท a.i. cream

การเลือกสกินแคร์สำหรับผิวบอบบางประเภท “a.i. cream” เหมาะมากสำหรับผู้ที่แพ้ง่าย หรือ ผู้ที่กำลังแพ้จากการใช้สกินแคร์ต่างๆ มาก a.i. cream จะช่วยให้อาการแพ้ การมีผดผื่น หรือกำลังมีผดสิวขึ้นจะช่วยยับยั้งอาการเหล่านี้ได้ และยังทำให้ผิวหน้าของเราชุ่มชื้นอีกด้วย สำหรับใครที่กำลังแพ้ครีมต่างๆ มาอาจจะลองใช้ a.i. cream เพียงอย่างเดียวในการบำรุงก่อนก็ได้

3.เลือกใช้สกินแคร์ประเภท a.i. cream-SkinCare
Cr: Photo www.freepik.com/
4.เจลว่านหางจระเข้เลือก

สำหรับใครไม่กล้าที่จะทดลองสกินแคร์ต่างๆ ขอแนะนำให้ใช้เจลว่านหางจระเข้ ในการบำรุงผิวหน้าเพื่อให้ผิวแข็งแรงขึ้น และไม่พังไปกว่าเดิม เพราะในสรรพคุณว่านหางจระเข้มีอยู่มากมาย เช่น บรรเทาอาการระคายเคืองผิว ขจัดความหมองคล้ำและลดอาการอับเสบ ให้ความชุ่มชื้น เป็นต้น

เจลว่านหางจระเข้เลือก-SkinCare
Cr: Photo www.freepik.com/
5.เลือกสกินแคร์สำหรับผิวบอบบางจากร้านค้าที่น่าเชื่อ

ในบางครั้งการเห็นแต่อถูกก็นำมาซึ่งสิ้นค้าที่ใกล้หมดอายุ หรืออาจจะเจอกับของปลอมได้ ยิ่งปัจจุบันเราสามารถหาซื้อสกินแคร์จากเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ หรือตามแพลตฟอร์มช๊อปปิ้งต่างๆ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นควรตรวจสอบร้านค้าก่อนซื้อให้ดี เพื่อป้องกันการโดนหลอก และการซื้อของปลอมมาใช้อาจจะทำให้ผิวหน้าเราพังยิ่งกว่าเดิมก็ได้

เมื่อรู้วิธีการเลือกสกินแคร์ (SkinCare) สำหรับผิวบอบบาง ก็สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อได้ หรือตรวจสอบสกินแคร์ที่เราใช้อยู่ว่ามีสิ่งต้องห้ามที่จะทำให้ผิวหน้าของเราระคายเคืองหรือไม่ หากมีควรหยุดใช้ไปก่อน และอย่างไรก็ตามผิวหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากทางแบรนด์ผลิตภัณฑ์มีให้ทดลองฟรี หรือมีขนาดทดลอง ให้คุณทดลองก่อนที่จะซื้อขนาดจริงมาใช้

https://inzpy.com/beauty/ptosis-eye-how-to/

 

 

 

 

แก้ปัญหา หนังตาตก ! 3 วิธีง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน คลิก!!!

Biguri กาแฟหอม Bakery เยี่ยม

เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มี ร้านกาแฟ มากที่สุด ของที่คู่กับกาแฟก็ไม่พ้นเบเกอรี่ ที่หลาย ๆ ร้าน พยายามที่จะรังสรรค์ความอร่อย ออกมาในหลายรูปแบบ ร้าน Biguri คือร้านกาแฟ ที่ทำเบเกอรี่ในรูปแบบ โดนัท สอดใส้หลากหลาย จนดังมาก แม้จะอยู่ในซอย ผู้คนยังเข้ามา

ความละเอียดอ่อนของการทำเบเกอรี่ให้อร่อย คืองานศิลปะชั้นเลิศ รวมถึงการตกแต่งร้าน และรายละเอียดของแบรนด์ ที่ทำให้ชื่อเสียงของ Biguri โด่งดัง

ความโดดเด่นของ Biguri คือการทำโดนัท ที่สอดไส้หลากหลาย เช่น milk cream จะทำออกมาได้ฟูนุ่ม หอม อร่อย เหมือนญี่ปุ่นเลย หรือพวกไส้คาโบนาร่า ก็จะใส่แต่ของดี ๆ ทำให้รสชาติเข้มข้น ระดับห้าดาวเลย

เข้ามาภายในร้าน จะเป็นชื่อ Mai Bakery in Garden เป็นร้านเดียวกันนะ ด้านในจะเป็นเครื่องดื่ม สำหรับให้ลูกค้ามานั่ง จิบกาแฟ และทานเบเกอรี่ของทางร้าน ซึ่งครัวก็อยู่ด้านหลังนี้เอง

มุมนั่งเล่นเป็นบรรยากาศสวนสวย มีมุมมากมายให้นั่ง รวมถึงมีฟลายชีท ไว้เป็นมุมถ่ายรูปได้อีก งานออกแบบ ตกแต่งทั้งหมดนี้ เป็นของลูกสาวคุณแม่เจ้าของร้านเอง ถึงได้ดูดี บรรยากาศได้แบบนี้

ใครเข้ามาแล้วเห็นคำว่า Mai Bakery in Garden ตัวใหญ่กว่าไม่ต้องตกใจนะ เพราะเป็นร้านเดียวกัน ส่วนที่เราจะค้นหาใน Facebook เพื่อดูเมนูอาหาร คือ Biguri

หรือจะตามเส้นทาง Gooogle Map: Biguri

ลูกชิ้นเห็ดหอม หน้าวอร์ม คลิกเลย

 

5 เมนู DIY ร้านดัง “MO MO PARADISE” ที่มาแล้วต้องทำทาน

5 เมนู DIY ร้านดัง “MO MO PARADISE” ที่มาแล้วต้องทำทาน

MO MO PARADISE หนึ่งในร้านอาหารดังที่คนรอคิวเรียกได้ว่าถล่มทลายมาก ๆ หลังจากมีคลายล็อกดาวน์เปิดให้ทานอาหารที่ร้านได้ ยาวขนาดที่ว่าไปรอกันตั้งแต่ห้างเปิดเลยทีเดียว โมโม่เป็นร้านสุกียากี้ และชาบูชาบู ต้นตำรับดั้งเดิมจากญี่ปุ่นแท้ ๆ มีสาขาในไทยค่อนข้างเยอะ เป็นร้านที่คนรักเนื้อต้องห้ามพลาด เมนูอาจจะไม่ค่อยมีความหลากหลายหวือหวาเท่าไหร่ แต่เน้นไปที่คุณภาพวัตถุดิบเป็นหลัก โดยการสั่งอาหารของที่นี่จะต้องเริ่มจากการเลือกน้ำซุปก่อน เราสามารถเลือกซุปได้แต่จะเลือกน้ำจิ้มไม่ได้นะคะ เพราะน้ำจิ้มจะถูกจัดเซตมาให้เข้าคู่กับซุปที่เราสั่งเท่านั้น ซึ่งน้ำซุปที่เป็นที่นิยม และเราจะมาแนะนำเมนู DIY กันในวันนี้ก็คือ ”ซุปสุกียากี้” (ได้เครื่องจิ้ม คือ ไข่ดิบเท่านั้น) และ “ซุปชาบูชาบู” (ได้เครื่องจิ้ม คือ ซอสงา ซอสพอนสึ และโชยุหวาน) ไปดูเมนูเด็ดที่ได้จาก 2 ซุปนี้กันเลยค่ะ

 

1.เมนูไข่ดองโมโม่

mo mo paradise

เมนูนี้เป็นเมนูแรกที่ควรต้องทำเพราะนอกจากจะอร่อยเด็ดแล้ว มันยังต้องใช้เวลาในการดองด้วย เริ่มต้นจากการสั่งไข่ไก่สดมาตามจำนวนที่เราต้องการ(ทำเผื่อเมนูต่อไปด้วยนะจ๊ะ) แยกไข่ขาวออกไปเหลือแต่ไข่แดง แล้วเท “สวีทโชยุหรือโชยุหวาน” พระเอกของงานลงไปให้พอท่วมไข่ จากนั้นเพิ่มความอร่อยด้วย พริก กระเทียม และต้นหอมซอยตามชอบ ดองทิ้งไว้ราว ๆ 30 นาทีพอให้ไข่แดงเริ่มเซตตัว และเปลี่ยนสี เป็นอันทานได้ อร่อยมากกกก ยิ่งทานคู่กับข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ ยิ่งฟินสุด ๆ ไปเลย

 

2.บิงซูเนื้อภูเขาไฟตามใจฉัน

mo mo paradise

สั่งเนื้อแบบที่เราชอบมาจะเป็นเนื้อออสเตรเลีย หรือเนื้อแองกัสก็ได้ หากใครเบื่อเนื้อจะเปลี่ยนเป็นหมูแทนก็ไม่มีปัญหา เมื่อได้เนื้อตามต้องการแล้วก็นำลงลวกในน้ำซุปสุกียากี้ พอสุกก็ค่อย ๆ คีบเนื้อวางลงบนข้าวญี่ปุ่น โปะไปให้สูงแค่ไหนก็ได้ตามใจฉันเลย เมื่อเรียงเนื้อได้ตามปริมาณที่ต้องการแล้ว นำไข่ดองจากเมนูแรกมาใส่ไว้บนสุด โรยด้วยต้นหอมซอย เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทานได้!!!เจาะไข่ให้ไหลเยิ้มลงมาราดเนื้อและข้าว ให้อารมณ์ลาวาภูเขาไฟระเบิด อร่อยลืมมมม!!!

 

3.อุด้งไก่ไม้ไผ่

mo mo paradise

เริ่มจากสั่งเส้นอุด้งมาแล้วนำไปลวกในซุปสุกียากี้แล้วตักใส่ถ้วยรอไว้ จากนั้นใส่ไก่ไม้ไผ่ เห็ดหอมลงในซุปชาบูชาบู พอสุกตักขึ้นเรียงใส่ถ้วยที่มีเส้นอุด้งก่อนหน้านี้ จากนั้นเติมน้ำซุปลงในถ้วย สูตรเด็ดซุปอร่อย คือ เติมซุปสุกียากี้ 2 ทัพพี+ซุปชาบู ชาบู 1 ทัพพี ตอกไข่สดและหอมซอยปิดท้าย เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

 

4.โอยะโกะด้ง ข้าวหน้าไก่และไข่

เติมซุปสุกียากี้ลงไปในหม้อเล็กน้อย ไม่ต้องเยอะ พร้อมหอมใหญ่ และต้นหอมญี่ปุ่น คน ๆ นิดหน่อยพอให้ผักสุก จากนั้นเติมไก่ไม้ไผ่ลงไป รอจนน้ำเดือด น้ำไข่ไก่สดมาตีให้เข้ากัน และราดลงไปในหม้อ เทคนิคคือหลังจากราดไข่แล้วต้องรอจนไข่เริ่มสุกก่อนแล้วค่อยคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่งั้นไข่จะเละไม่เป็นก้อนดูไม่น่าทาน เมื่อคลุกเคล้าเข้ากันแล้วก็ตักราดบนข้าวทานได้เลย

 

5.ข้าวต้มโซซุย

mo mo paradise

เป็นเมนูเด็ดปิดท้ายการกินก่อนออกจากร้าน ทำง่ายแต่อร่อยฟินมาก ๆ เมื่อเราทานใกล้อิ่มแล้ว น้ำซุปชาบูชาบูเหลือก้น ๆ หม้อพอขลุกขลิก ก็สั่งข้าวญี่ปุ่นมาเติมใส่น้ำซุปนั้นคน ๆ ประมาณ 5 นาที พอให้ข้าวดูดซึมรสชาติของน้ำซุป ระวังข้าวไหม้ด้วยนะ ต้องหมั่นคอยคนไปเรื่อย ๆ หลังจากนั้นเติมไข่ไก่สดลงไป ปิดไฟ คนนิดหน่อยให้เข้ากันแล้วตักใส่ถ้วยทานได้เลย เติมโชยุ เกลือ พริกไทย และหอมซอย อร่อยคล่องคออิ่มท้องก่อนกลับบ้าน

เป็นยังไงกันบ้างกับ 5 เมนูเด็ดที่แนะนำไปข้างต้น เป็นเมนูง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้ และอร่อยด้วย ถ้าแวะไปทานที่นี่เมื่อไหร่อย่าลืมลองนำไปทำทานกันดูนะคะ ดูเมนูได้ที่ คลิก

 


อยากกิน หม่าล่า ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่แล้ว อยู่แค่เลียบด่วนนี่เอง คลิก

 

ใส่เสื้อซ้ำไม่ผิด ! ชวนทำความรู้จัก “Slow Fashion” เทรนด์แฟชั่นรักษ์โลก

0

ชวนทำความรู้จักกับเทรนด์ Slow Fashion เทรนด์แฟชั่นรักษ์โลก

ใส่เสื้อซ้ำไม่ผิด ทำความรู้จักกับ Slow Fashion
Cr.Photo: Unsplash.com

Slow Fashion คืออะไร ? Slow fashion ก็คือแนวคิดตรงข้ามของ Fast Fashion นั่นเอง จุดเริ่มต้นของแนวคิด Slow Fashion ขั้วตรงข้าม Fast Fashion ต้องขอเกริ่นที่มาของ Fast Fashion ให้เข้าใจกันก่อน.. Fast Fashion คือเสื้อผ้าที่ผ่านการผลิตแบบเร่งด่วนในปริมาณมากๆ ใช้ต้นทุนต่ำเพื่อให้ผู้คนสามารถช็อปปิ้งเสื้อผ้าได้ในราถูก ด้วยกระแสทุนนิยมที่เน้นการผลิตเสื้อผ้าแบบเร็ว ๆ หวังยอดขายให้ได้ในปริมาณมาก แข่งขันกันกดราคาให้สินค้ามีราคาถูก แต่กลับไม่ใส่ใจเรื่องของคุณภาพของวัสดุที่นำมาผลิตสินค้า  มีทั้งวัสดุที่เบียดเบียนสัตว์และสิ่งแวดล้อม  วัสดุที่ไม่มีคุณภาพก็ย่อมใส่ได้ไม่นาน ซื้อใส่เพียงครั้งเดียวแล้วก็ทิ้งแบบไม่เสียดาย กลายเป็นขยะที่ถูกทิ้งเป็นจำนวนมากมายมหาศาล สร้างความเสียหายให้กับธรรมชาติ ทำร้ายโลก

งั้นลองตั้งคำถามง่าย ๆ กับตัวเองกันดูก่อน.. เราเคยถามตัวเองมั้ย.. ว่าในหนึ่งเดือน เราซื้อเสื้อผ้าใหม่ไปทั้งหมดกี่ตัว ?  คำพูดยอดฮิตที่บอกว่า ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่แล้ว.. แต่เปิดตู้เสื้อผ้าอีกที เสื้อผ้าล้นทะลักออกมาจากตู้ !

ยุคนี้เรามักจะตามเทรนด์แฟชั่น แต่งตัวตามเทรนด์ตามกระแสแค่เพียงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น มาไวไปไวยิ่งกว่า Flash Sale อะไรที่กำลังฮิตอยู่ ก็สามารถตกอันดับได้เพียงชั่วข้ามคืน บางคนใส่แค่หนึ่งครั้งหรือสองครั้งก็โยนทิ้งเข้าตู้เสื้อผ้าและไม่คิดจะใส่ซ้ำอีกแล้ว

นี่รู้มั้ย..ว่ามันเป็นสาเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอส่งผลกระทบต่อโลกเป็นอันดับต้น ๆ กันเลยทีเดียว คิดไม่ถึงใช่มั้ยว่าการที่เราใส่เสื้อผ้าชิวชิว เลือกซื้อเสื้อผ้าชิวชิวของเรา มันกระทบไปถึงสังคม สิ่งแวดล้อมและโลกของเราในสารพัดด้านเลย

Fast Fashion มันสร้างปัญหายังไง ?

ทั้งในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบเรื่องของการใช้แรงงานมนุษย์ในประเทศโลกที่สามอย่างกดขี่และไม่เป็นธรรม
ขยะกองโต
Cr.Photo: Unsplash.com

มาเริ่มกันที่ปัญหาเรื่องแรก

1. แรงงานโดนกดขี่ อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อในยุคปัจจุบันเป็นไปด้วยความเร่งรีบ แรงงานผลิตสินค้าหรือเสื้อผ้าก็รับงานหนักไปเลยเต็ม ๆ ต้องก้มหน้าทำงานแข่งกับเวลาแบบไม่มีพัก ทำงานกันหลังขดหลังแข็งแต่กลับได้รับค่าจ้างในราคาที่ถูกแสนถูกกกกก เป็นการกดต้นทุนให้ต่ำเพื่อที่จะให้ผู้บริโภคสามารถซื้อเสื้อในราคาแค่ไม่กี่บาทได้ในปริมาณที่มากขึ้น
2. สิ้นเปลืองพลังงาน  ในการขนส่งเสื้อแต่ละตัวมีการเผาผลาญน้ำมันเป็นจำนวนมหาศาล กระบวนการขั้นตอนการผลิตทุกขั้นตอนจนถึงขั้นขนส่งวัสดุไปยังโรงงานผลิต และขนส่งเสื้อผ้าไปยังผู้ซื้อ คนซื้อบ่อยขึ้นก็มีการขนส่งที่ถี่ขึ้น  ในส่วนขั้นตอนการขนนี่เองก็ส่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ทำลายโลก เกิดเป็นภาวะโลกร้อนตามมาอีก ทำลายสิ่งแวดล้อมกันแบบไม่รู้ตัว
3. ขยะล้นโลก จากการ“ใช้เสื้อผ้าแล้วทิ้ง”
4. สร้างมลพิษ การผลิตเสื้อผ้า เช่น การย้อมผ้าด้วยสารเคมีทำให้เกิดน้ำเสีย การนำใยพลาสติกมาเป็นส่วนหนึ่งในการทอผ้า เมื่อซักผ้า น้ำที่เราซักผ้าเหล่านั้นก็จะถูกปล่อยลงทะเล น้ำทะเลก็เต็มไปด้วยขยะมวลพลาสติกขนาดจิ๋ว หรือ microplastic รู้มั้ยว่า 35% ของ microplastic ที่ลอยอยู่ในทะเลมาจากเส้นใยเสื้อผ้าของพวกเรานี่เอง กระแส fast fashion ที่ทำให้การผลิตเสื้อผ้า ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ราคาถูก กลายเป็นขยะเสื้อผ้าหลายล้านตันต่อปี  และที่น่ากลัวคือขยะเสื้อผ้าทั้งโลก ไม่ได้ถูกนำไปบริจาคหรือ recycle แต่นำไปถมเป็น land-fill หรือถมดินถมทะเลนั่นเอง เจ้าพวกมวลพลาสติกขนาดจิ๋วนี่ก็จะลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล สัตว์ทะเลก็จะบริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไป มวลของพลาสติกก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อในสัตว์ เมื่อมนุษย์เรานำสัตว์ทะเลพวกนี้มาบริโภคต่อ เราก็จะได้รับมวลพลาสติกที่อยู่ในเนื้อสัตว์เข้าสู่ร่างกายตามไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งได้

เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี่เอง ทำให้คำว่า “slow fashion” ถือกำเนิดขึ้น

ซึ่งแนวคิดของหลักการนี้คือ แฟชั่นช็อปช้า ๆ คุณภาพดีที่ใส่ได้นาน

วิธีสังเกตว่าแบรนด์ไหนที่เข้าข่ายเป็น Slow fashion ให้ดูว่าวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นมิตรต่อธรรมชาติหรือไม่ เน้นการใช้งานที่สามารถใช้งานได้บ่อย ทนทานใช้งานได้ระยะยาว
1. วัสดุทนทานใช้งานได้ระยะยาว  เน้นการใช้งานที่สามารถใช้งานได้บ่อย
2. กระบวนการผลิตไม่ทำร้ายโลก เช่น ไม่ใช้สารเคมีตั้งแต่การปลูกไปถึงการแปรรูป
3. สินค้าคุณภาพสูง ผลิตมาแบบคงทนถาวร ใส่ได้นาน ๆ
4. คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรต่อธรรมชาติ

ปัจจุบันก็มีประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียล กับแคมเปญ #Wearวนไป การใส่เสื้อผ้าซ้ำ ไม่ใช่เรื่องแปลก

เริ่มมีหลายๆคนออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องของการใส่เสื้อผ้าซ้ำอย่างมากมาย มีการร่วมรณรงค์ชวนใส่เสื้อผ้าซ้ำหรือเสื้อผ้าที่ตัวเองมีอยู่ พร้อมมาแชร์เรื่องราวที่ว่าด้วยการใส่เสื้อผ้ากันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแคมเปญนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ครูลูกกอล์ฟ หรือ คณาธิป สุทรรักษ์ ครูสอนภาษาและเจ้าของสถาบัน Angkriz ได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวและในอินสตาแกรมเกี่ยวกับประเด็นเรื่องของ “การใส่เสื้อผ้าซ้ำ โดยข้อความระบุว่า

“ลูกกอล์ฟอยากชวนทุกคนมาสร้างค่านิยมเรื่องการใส่เสื้อผ้าซ้ำวนไปเรื่อยๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม หรือใช้ของมือสองเป็นหลัก เพื่อให้คนเห็นว่าเราไม่ต้องตาม collection ใหม่ๆ ของโลกตลอดเวลา เพราะเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่เราซื้อมา มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่วันนี้เริ่มง่ายๆ เวลาที่ทุกคนใส่เสื้อผ้าซ้ำ หรือหยิบจับเสื้อผ้าเก่า ๆ มาเป็นลุคใหม่ ช่วย Hashtag #wearวนไป ใน IG หรือ FB นะคะ ถ้าลูกกอล์ฟเห็นจะเข้าไปมอบหัวใจให้ และลองหาข้อมูลว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นส่งผลกระทบต่อโลกยังไงบ้างนะคะ” ซึ่งจุดประสงค์ของข้อความของครูลูกกอล์ฟคือต้องการให้คนรณรงค์และแชร์เรื่องราว “ใส่เสื้อผ้าที่มีวนไปเรื่อยๆ”

ซึ่งหลังจากที่มีการโพสต์ข้อความของครูลูกกอล์ฟแล้ว ในเวลาต่อมา ชาวโซเชียลก็ต่างพากันเข้าร่วมแคมเปญดังกล่าวเป็นจำนวนมาก มีการติดแฮชแทก #Wearวนไป  ซึ่งก็มีหลายคนที่มาโพสต์และแชร์เรื่องราวผ่านการระบายความในใจ ว่าที่ผ่านมามักถูกบูลลี่ในเรื่องของการใส่เสื้อผ้าซ้ำ เช่นคำว่า ใส่เสื้อตัวนี้อีกแล้วหรอ? , กางเกงแห้งทันหรอ ? เป็นต้น พร้อมโพสต์ภาพและแสดงความคิดเห็นด้วยว่าใส่เสื้อผ้าซ้ำไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องของความชอบ ความสะดวกของแต่ละบุคคล

นับว่าเป็นการเปิดประเด็นที่ทำให้เรื่องของอุตสาหกรรมแฟชั่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาเรื่องของการใช้แรงงานดังขึ้นมาอีกครั้ง 

แล้วเราล่ะ เราจะสามารถแต่งตัวแบบช่วยโลกได้ยังไงบ้าง แนวทางของแฟชั่นที่ยั่งยืน ?

ช็อปปิ้ง
Cr.Photo: Unsplash.com
1. อย่างแรกเลยเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามกระแส  เราไม่จำเป็นต้องตามทุกเทรนด์บนโลกใบนี้ได้นะ
2. คิดให้รอบคอบก่อน ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจซื้อ ว่ามันจำเป็นจริง ๆ มั้ย หรือเราจำเป็นต้องใช้เงินไปกับรายจ่ายส่วนอื่น ๆ ก่อน เสื้อผ้าใส่เล่นตัวละไม่กี่ร้อย ด้วยความที่อาจจะเหฌนว่ามันราคาถูกเลยไม่ได้คิดก่อนว่ามันจำเป็นมั้ย บางครั้งเราก็ไม่เคยที่จะใส่มันด้วยซ้ำ เสื้อผ้าพวกนี้มันก่อให้เกิดมลภาวะต่อธรรมชาติได้อย่างมหาศาล โดยกระบวนการผลิตเสื้อผ้านั้นคุกคามธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการปลูกฝ้าย ในหลายประเทศต้องทำลายป่าไปอย่างมากมายเพื่อใช้พื้นในการปลูกฝ้าย ตามมาด้วยกระบวนการแปรรูปหรือปั่นด้ายก็ถือเป็นตัวการสำคัญในการสร้างคาร์บอน ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าบางทีเราหวนคิดว่าของมันยังไม่จำเป็นต้องมีเราก็น่าจะช่วยทั้งเซฟทั้งโลก แถมเซฟเงินในกระเป๋า
3. ไม่ห้ามว่าไม่ให้ซื้อ แต่..ซื้อให้น้อยลง ลองกำหนดเป้าในเรื่องของการซื้อหรือช็อปปิ้งเสื้อผ้าตัวใหม่ จากเดิมที่ซื้อมันทุกวัน ลองค่อย ๆ ปรับเป็นซื้ออาทิตย์ละหนึ่งตัว เดือนหนึ่งหนึ่งตัว ลองค่อย ๆ ปรับกันดูค่ะ
4. ลองช็อปสินค้าแฟชั่นมือสอง บอกเลยว่าการช็อปปิ้งเสื้อผ้ามือสองก็ได้เสื้อผ้าเก๋ ๆ ไม่แพ้เสื้อผ้ามือหนึ่งนะ ลองหาโอกาสไปเดินตลาดเสื้อผ้าเมื้อสองกันดูนะ
5. MIX & MATCH เสื้อผ้าเดิมที่มีอยู่  เราสามารถมีชุดใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ใช้ ใส่เท่าที่เรามีอยู่ ลองหยิบจับกางเกงตัวนั้นมาคู่กับกางเกงตัวนี้ กางเกงหนึ่งตัวจับคู่กับเสื้อได้เป็นสิบตัวค่ะพูดเลย แถมยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้อีกด้วยนะ   อย่างเช่นการนำเสื้อยืดธรรมดามาแมทช์เข้ากับกางเกงหรือกระโปรงก็ทำให้เราสามารถได้ลุคที่แตกต่างกัน สาว ๆ ลองใช้ความครีเอท ความคิดสร้างสรรค์ ปรับแต่งจากสิ่งที่มีอยู่เดิมทำให้มันออกมาเก๋ ๆ ได้เลย
6. ใส่เสื้อผ้าสีธรรมชาติ เลือกซื้อเสื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ 100%
7. เลือกสนับสนุนแบรนด์ที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทารุณกรรมสัตว์
8. แลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อนสาว 

.

ร่วมกันลด Fast Fashion แล้วมาใส่เสื้อผ้าซ้ำ/เสื้อผ้าตัวเดิมที่มีอยู่กันนะคะ ___________________________________________________________________

 

กางเกงในไข่เย็น
เรื่องไข่เรื่องใหญ่! เปิดตัวกางเกงในไข่เย็น ด้วยเทคโนโลยี GQ Cool Tech™ กางเกงในเพื่อสุขภาพของชายไทย คลิกเลย

แก้ปัญหา หนังตาตก ! 3 วิธีง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน

ปัญหา หนังตาตก พบได้มากในกลุ่มผู้ที่มีอายุเยอะๆ เลยวัยเลข 30 ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากเท่านั้น บางครั้งก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนหนุ่มสาวด้วยเช่นกัน ปัญหานี้อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ และคนที่มีตาชั้นเดียวจะเจอกับปัญหาหนังตาตกอยู่บ่อยๆ ทำให้ยากต่อการแต่งหน้าสำหรับผู้หญิงเป็นอย่างมาก และการจะไปทำศัลยกรรมตาก็กลัวจะออกมาแย่ยิ่งกว่าเดิม จริงๆ แล้วการแก้ไข้ปัญหาหนังตาตกนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ปัญหาหนังตกตกส่งผลอะไรบ้าง?

การมี หนังตาตก หรือหนังที่บริเวณตาเยอะ เป็นปัญหาที่พบมากในคนไทย โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งจะเป็นปัญหามากๆในการใช้ชีวิตประจำวัน นั้นก็คือ การแต่งหน้า ซึ่งการมีหนังตาตกนั้นทำให้ยากต่อการแต่งหน้าเป็นอย่างมาก เพราะทำให้อายแชโดว์ที่เราทานั้นหายเข้าไปในชั้นของดวงตา รวมทั้งยังทำให้ขนตาของเราไม่งอน และทิ้มลงไปด้านล่าง เป็นอุปสรรคต่อการแต่งหน้าเป็นอย่างมาก

ปัญหา หนังตกตก ส่งผลอะไรบ้าง?
Cr: Photo www.freepik.com/

การมีหนังตาตก ยิ่งในกลุ่มคนที่มีตาชั้นเดียว หรือชั้นตาหลบอยู่ด้านใน จะทำให้ดวงตาของคุณดูเศร้าหมอง ใบหน้าไม่สดใส ในเรื่องฮวงจุ้ยบนใบหน้าก็ไม่ดีอีกด้วย เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรปล่อยให้หนังตาตกของคุณตกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหากต้องออกไปพบเจอผู้คน หรือคุยงาน การมีดวงตาที่สวยงามเป็นประกาย จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้ดูหน้ามองกว่า โดยเรามีวิธีง่ายๆ ในการแก้ปัญหาหนังตาตกที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ มาฝากดังนี้

วิธีแก้ปัญหาหนังตาตก

การติดสติ๊กเกอร์ตาสองชั้น

การติดสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายมากๆ “การติดสติ๊กเกอร์” จะทำให้หนังตาตกบริเวณนั้นเข้าไปเกิดการยกตัวขึ้นทำให้มองเห็นเส้นของตา หรือชั้นของตาชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังทำให้ดวงตาที่หย่อนคล้อยถูกดึงขึ้นไปกองบนสติ๊กเกอร์ที่เราทำการแปะเข้าไป ปัจจุบันสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นมีจำหน่ายทั่วไปมากมาย โดยจะมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยการเลือกนั้นควรดูว่าเนื้อที่บริเวณของคุณเยอะมากแค่ไหน หากเป็นคนตาเล็ก คิ้วและดวงตาหางกันไม่มากอาจจะเลือกสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นขนาดเล็ก หากมีพื้นที่เยอะสามารถเลือกขนาดใหญ่ได้

การติดสติ๊กเกอร์ตาสองชั้น-หนังตาตก
Cr: Photo alitools.io
การติดขนตาปลอมช่วยได้

หากคนเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองการติดขนตาในชีวิตประจำวันถือเป็นเรื่องปกติ “การติดขนตาปลอม” นั้นจะทำให้ดวงตาของเราดูโต และหวานขึ้นแล้ว อีกทั้งยังทำให้หนังตาตกที่หย่อนคล้อยถูกก้านขนตาปลอมดันขึ้น พร้อมปกปิดชั้นหนังตาตกที่เยอะได้เป็นอย่างดี การเลือกขนตาปลอมก็สำคัญ ให้เลือกดูที่ก้านของขนตา โดยควรเลือกขนตาที่ก้านมีความแข็งขึ้นมามากนิดหน่อย เช่น เลือกก้านขนตาที่มีความเป็นเส้นเอ็น หรือมีฐานขนตาที่หน้า และไม่ควรเลือกที่ก้านแข็งมากๆ เพราะจะทำให้ทิ้มแทงหัวตา ทำให้ตาเกิดการระคายเคืองได้

ขนตาปลอม-หนังตาตก
Cr: Photo www.lorealparisusa.com
กาวทำตาสองชั้น

ต้องขอบคุณแบรนด์เครื่องสำอางจากญี่ปุ่นที่ได้ผลิต “กาวทำตาสองชั้น” อย่าง D.UP ORISHIKI EYELID SKIN FILM ที่สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้หญิงมากๆ ข้อดีของกาวทำตาสองชั้นคือ สามารถทาทับเครื่องสำอางที่แต่งไปได้เลยโดยจะ ไม่หลุดลอกระหว่างวัน สามารถทาทับได้หลายชั้นเพื่อเพิ่มความหนา ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยคนที่มีหนังตาตกได้เป็นอย่างดี เพราะบางครั้งคนที่มีตาชั้นเดียวและตาเล็กการติดสติ๊กเกอร์ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จสักเท่าไหร่ การใช้กาวทำตาสองชั้นเพื่อแก้ปัญหาหนังตาตกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ทำตาสองชั้น
Cr: Photo d-up.co.jp

การแก้ปัญหา หนังตาตก ที่เราได้แนะนำไปนั้นเป็นวิธีที่ง่ายสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งทุกวิธีที่เราแนะนำไปนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก และอุปกรณ์ที่ใช้ก็ยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย อีกทั้งยังทำให้การแต่งหน้าของคุณดูสวยขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากการที่เรามีดวงตาที่สวยเป็นประกายสดใสไม่ดูเศร้าหมอง จะยิ่งช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับความสวยความงามได้ที่นี่

https://inzpy.com/beauty/makeup/jung-saem-mool/

 

 

 

 

ส่งต่อความงามจาก Jung Saem Mool เมคอัพอาร์ติสชื่อดัง สู่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก คลิก!!!

ชมซากุระแรกแห่งคันโต “KAWAZU SAKURA”

ชมซากุระแรกแห่งคันโต “KAWAZU SAKURA”

kawazu

วันนี้เราจะพาทุกท่านเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาชมความบานสะพรั่งของดอกซากุระแรกของภูมิภาคคันโต นั่นก็คือ คาวาซุ ซากุระ (Kawazu Sakura) ที่จังหวัดชิสึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ดอกซากุระของที่นี่จะเริ่มผลิดอกบานช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งบานเร็วกว่าที่อื่น ๆ ราว ๆ หนึ่งถึงสองเดือนกันเลยทีเดียวค่ะ 

ทุก ๆ ปีที่นี่จะมีการจัดงานชมดอกซากุระขึ้น เรียกว่า เทศกาลคาวาซุซากุระ (Kawazu Cherry Blossom Festival)  สามารถเช็ควันจัดงานได้ที่ คลิก ซึ่งงานนี้จะเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงช่วงค่ำเลยค่ะ ช่วงค่ำจะเริ่มในเวลา 18.00-21.00 น. ในเวลากลางคืนจะมีการประดับประดาไฟอย่างสวยงาม ภายในงานจะมีกิจกรรมต่าง ๆ และอาหารการกินให้ได้รับประทานกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารที่ทำมาจากดอกซากุระ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของงาน ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมดอกซากุระ โมจิซากุระ หรือขนมปลาซากุระสีชมพู นอกจากจะได้ความอร่อย ยังสามารถถ่ายรูปสวย ๆ กับความน่ารักของอาหารเหล่านี้ได้ด้วยค่ะ

kawazu

งานเทศกาลนี้จัดขึ้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำคาวาซุ เราจะได้เห็นต้นซากุกระออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง ริมทางทอดยาวไปไกลกว่า 4 กิโลเมตร ที่นี่มีต้นซากุระกว่า 8,000 ต้นเลยทีเดียว เรียกว่าได้เดินชมและถ่ายรูปกันอย่างจุใจ ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกัน จุดเด่นของคาวาซุซากุระคือจะมีกลีบดอกที่ใหญ่เป็นสีชมพูเข้ม ต่างจากพันธุ์โซเมอิโยชิโนะที่พบเห็นได้มากที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งพันธุ์นี้กลีบดอกจะออกสีชมพูอ่อนจนเกือบขาว หากเดินทางมาชมซากุระในวันที่ท้องฟ้าสดใส จะได้เห็นดอกซากุระสีชมพูเข้มตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเป็นภาพที่สวยงดงามเกินจะบรรยายจริง ๆ ค่ะ

คาวาซุซากุระบานจะเร็วกว่าซากุระพันธุ์อื่นๆ และที่สำคัญบานนานเกือบหนึ่งเดือนซึ่งถือว่านานมากเมื่อเทียบกับซากุระพันธุ์ทั่วไปจะบานเต็มที่แค่ประมาณ 1 สัปดาห์ ใครที่เดินทางมาเที่ยวโตเกียวสามารถเดินทางมาชมซากุระที่นี่ได้ก่อนใครเลยค่ะ

นอกจากความสวยงามของดอกซากุระสีชมพูเข้มแล้ว ที่นี่ยังมีดอกนาโนะฮะ(ดอกคาโนล่า)สีเหลืองทองอร่าม ปลุกอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำบริเวณสะพานคิโนะมิยะ (Kinomiya-bashi Bridge) และสะพานอาราคุระบาชิ (Arakura-bashi Bridge) หากไปตรงจุดนี้จะได้ความสวยงามหลากสีสันแบบพิเศษขึ้นไปอีก

การเดินทาง

รถไฟด่วนพิเศษขบวนโอโดริโกะ
จากสถานีโตเกียว(Tokyo Station) นั่งรถไฟด่วนพิเศษขบวนโอโดริโกะ (Odorigo-go) ] ลงที่สถานีคาวาซุ (Kawazu) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ราคา 5,390 เยน หรือหากนั่งขบวนซูเปอร์วิวโอโดริโกะ (Superview Odorigo-go) ที่ออกแบบบานกระจกข้างรถขนาดใหญ่สำหรับชมวิวได้จะราคา 6,390 เยน

นั่งชินคันเซ็นไปต่อรถที่อาตามิ
จากสถานีโตเกียว(Tokyo Station) นั่งรถไฟชินคันเซ็นขบวนโคะดามะ (Kodama) ลงที่สถานีอาตามิ (Atami) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสายอิโต-อิซุคิวโค (Ito – Izu Kyuko Line) ลงที่สถานีคาวาซุ (Kawazu) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ราคา 5,370 เยน

 


จุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม ที่โตเกียว คลิก