Home Blog Page 1086

Mujisama คอลเลคชั่น หมอน+ผ้าห่ม พิมพ์ลายหน้าสัตว์เลี้ยงสุดน่ารัก 

Mujisama คอลเลคชั่น หมอน+ผ้าห่ม พิมพ์ลายหน้าสัตว์เลี้ยงสุดน่ารัก

Mujisama

AnyMind Group บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจครบทุกขั้นตอน (End-to-end commerce enablement platform) ได้ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์สายสัตว์เลี้ยงชื่อดังอย่าง Mujisamaบุกตลาดคนรักสุนัขและแมวด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นหมอน/ผ้าห่มพิมพ์ลายหน้าสุนัขและแมวจากบ้าน ทั้งสี่คาแรคเตอร์ที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าสี่ขาสุดน่ารักให้ผู้ติดตามสามารถซื้อสะสมได้แล้วตั้งแต่วันนี้

โดยเพจดังใน Facebook นี้ เป็นที่รวมน้องสุนัข & น้องแมวต่างสายพันธุ์ไว้ด้วยกัน ทั้ง “มูจิ” และ “มาโมรุ” สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวกลมขนปุย รวมถึงแมวขี้อ้อนสายพันธุ์เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ (Exotic Shorthair) อย่าง “มูมารุ” และ “มูมิจิ” ซึ่งมีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวทั้งความขี้เล่น ขี้อ้อน และหน้าตาสุดน่ารัก ทำให้พี่น้องต่างสายพันธุ์ครอบครัวนี้ได้รับความเอ็นดูจากผู้รักสัตว์อย่างท่วมท้น

Mujisama

และเพื่อเป็นการสนองนีด… พร้อมกับเอาใจกลุ่มแฟนคลับผู้รักสัตว์เลี้ยง Mujisamaจึงได้ทำงานร่วมกับ AnyMind Group ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบงาน การวางแผน การหาแหล่งโรงงานผู้ผลิต ตลอดจนดำเนินการผลิตสินค้า ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของบริษัท เพื่อผลิตสินค้าเป็นหมอนผ้าห่มขนนุ่มหน้าสุนัขและแมวจากบ้าน

Mujisama

เพื่อให้ผู้รักสัตว์ได้พกพาเจ้าขนปุยเหล่านี้ออกไปข้างนอกและสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย โดยสินค้าผลิตจากผ้าไมโครไฟเบอร์เนื้อดี หมอนมีขนาด 15×14 นิ้ว ส่วนผ้าห่มมีขนาด 145×110 ซม.

คอลเลคชั่นหมอนผ้าห่มจาก Mujisamaทั้ง 4 คาแรคเตอร์ ประกอบด้วย

-หมอนผ้าห่มหน้า มูจิ (MUJI)

น้องสุขนัขน่าหยิกสุดร่าเริง ติดเจ้าของ และหวงเจ้าของมาก มีความเป็นผู้ใหญ่ สามารถทำตามคำสั่งได้ดี เป็นพี่ชายที่คอยดูแลน้องทั้งบ้าน เวลาเห็นใครทำอะไรผิดจะคอยดุและฟ้อง แต่เข้ากับสุนัขแปลกหน้าไม่ได้ ทว่าถ้าเป็นสัตว์ชนิดอื่น มูจิจะใจดีและอ่อนโยนมาก ๆ

-หมอนผ้าห่มหน้า มูมิจิ (MUMIJI)

แมวใจดีที่ยอมเล่นกับน้องสุนัขตลอด ไม่ว่าจะแกล้งด้วยวิธีไหนก็ไม่โกรธ ชอบให้ลูบให้จับ แต่ไม่ชอบให้อุ้ม มิจิจะเป็นแมวแนวตลกที่ไม่ค่อยชอบกระโดดขึ้นที่สูง แต่จะใช้วิธีปีนและตะกาย โดยลืมไปว่าตัวเองเป็นแมวอ้วนมีพุง!

-หมอนผ้าห่มหน้า มูมารุ (MUMARU)

แมวขี้อ้อน ชอบเดินมากอดแขน ทำหน้าราวเสือเพราะเป็นแมวยิ้มยาก หน้าบึ้ง แต่ใจดีมาก ใครที่กลัวแมว ถ้าได้เจอ มารุ ทุกคนก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้องใจดี ยอมให้คนแปลกหน้าอุ้มตลอด

-หมอนผ้าห่มหน้า มาโมรุ (MAMORU)

สุนัขตัวจ้อยน้องเล็กที่สุดของบ้าน ร่าเริงสุดขีด มีพลังเหลือล้น ขี้เล่น ชอบเป็นจุดสนใจของทุกคน ชอบให้อุ้ม ให้กอด ให้หอม และชอบเล่นกับแมว โดยเฉพาะคู่หูอย่างมูมิจิ

Mujisama

อดิศักดิ์ ว่องไวการค้า เจ้าของเพจ Mujisama กล่าวว่า

“สำหรับสินค้าหมอนผ้าห่ม เป็นสินค้าที่เราพัฒนาขึ้นมาจากหมอนพิมพ์หน้าน้อง ๆ ที่เราเคยใช้เอง แต่กลับมีเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับอีกมากมายที่อยากได้เก็บไว้บ้าง เราจึงได้ทำงานร่วมกับทีม D2C ของ AnyMind ในการหยิบหมอนใบนั้นขึ้นมาทำใหม่ พร้อมเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้มากกว่าเดิมจึงได้เป็นหมอนผ้าห่ม ที่สามารถกอดเป็นหมอน หรือจะถอดออกมาเป็นผ้าห่มก็ได้ เหมาะสำหรับนำไปใช้ได้ทุกที่ทุกโอกาส โดยเราได้ทำออกมาจากคาแรคเตอร์น้อง ๆ ทั้ง 4 ตัว 4 สไตล์ ที่พร้อมนำความน่ารัก นุ่มฟู เดินทางไปหาทุกคน เพื่อสร้างรอยยิ้มและเป็นกำลังใจให้ทุกวันเป็นวันที่ดีของทุกคน”

Mujisama

ส่วนใครสนใจ สามารถซื้อสินค้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านทาง PopBox Thailand ในราคาใบละ 790 บาท เซ็ทดูโอ้สองชิ้น 1,350 บาท (ประหยัด 15% จาก 1,580 บาท) คอลเลคชั่นสี่ชิ้น 2,550 บาท (ประหยัด 20% 3,160 บาท) หรือติดตามความน่ารักของเหล่าสุนัขและแมวจากบ้าน Mujisama เพิ่มเติม ได้ที่ Facebook:MUJISAMA

Cr. Photo : AnyMind Group

 

บทความน่าสนใจ : XHIBITION IN THE DARK  นิทรรศการเชิงทดลอง โดย ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์

รีวิวนั่งรถไฟ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ “รถไฟด่วนพิเศษ CNR”

รีวิวนั่งรถไฟ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ “รถไฟด่วนพิเศษ CNR”

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ชาว Inzpy สายท่องเที่ยวทุกคน วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับ รถไฟด่วนพิเศษ CNR กันค่ะ โดยวันนี้เราจะพาไปนั่งรถไฟขบวนนี้ในเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ กันค่ะ หลังจากเรา เที่ยวคาเฟ่เชียงใหม่ กันจนหนำใจแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯกันแล้ว มาดูกันว่านอนบนรถไฟจะสะดวกสบายแค่ไหน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเจ้ารถไฟขบวนนี้กันก่อนค่ะ

รถด่วนพิเศษCNR

รถไฟด่วนพิเศษ CRN มีให้บริการวันละ 8 ขบวน แบ่งเป็นเส้นทางดังนี้ค่ะ
สายเหนือ (อุตราวิถี) ขบวนหมายเลข 9/10 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ
สายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสานวัฒนา) ขบวนหมายเลข 23/24 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ
สายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสานมรรคา) ขบวนหมายเลข 25/26 กรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ
สายใต้ (ทักษิณารัถย์) ขบวนหมายเลข 31/32 กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ

รถด่วนพิเศษCNR

ซึ่งในการให้บริการต่อ 1 ขบวนนั้น จะเป็นชุด ๆ ประกอบด้วย
– รถไฟฟ้ากำลัง 1 คัน
– รถนอนปรับอากาศชั้น2 จำนวน 9 คัน
– รถนอนปรับอากาศชั้น2 สำหรับผู้พิการ จำนวน 1 คัน
– รถนอนปรับอากาศชั้น1 จำนวน 1 คัน
– รถเสบียงปรับอากาศ จำนวน 1 คัน(ปัจจุบันงดให้บริการ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19)

รถด่วนพิเศษCNR

รถนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 1 (บนอ.ป) มีทั้งหมด 12 ห้อง ใน 1 ห้อง มีเตียงบน 1 เตียง เตียงล่าง 1 เตียง รวมทั้งหมด 24 ที่ **สามารถเหมาห้องได้**
รถนั่งเเละนอนปรับอากาศชั้น 2 (บนท.ป) จะเเบ่งเป็นเตียงบน 20 ที่ เเละเตียงล่าง 20 ที่ รวม 40 ที่
รถนั่งเเละนอนปรับอากาศชั้น 2 (บนท.ป) สำหรับผู้โดยสารที่ใช้รถวีลเเชร์ จะเเบ่งเป็นเตียงบน 16 ที่ เเละเตียงล่าง 18 ที่ รวม 34 ที่
รถเสบียงอาหารปรับอากาศ (บกข.ป) สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 32 ที่

รถด่วนพิเศษ CNR

ความพิเศษของรถไฟขบวนนี้คือ
-มีจอ LED สำหรับแสดงข้อมูลของขบวนรถไฟ และสื่อบันเทิงให้รับชมตลอดเส้นทาง
-มีปลั๊กไฟสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ มีไฟสำหรับอ่านหนังสือทุกที่นอน
-มี Wifi ฟรี(สำหรับชั้น 1 และตู้เสบียงอาหาร)
-ห้องน้ำระบบปิด เข้าได้แม้รถจะจอดที่สถานี (ชั้น 1 มีห้องอาบน้ำอุ่น)
-เป็นรถไฟที่ใช้ระบบจ่ายไฟแทนเครื่องยนต์ ทำให้ไร้เสียงรบกวน
-กล้องวงจรปิด CCTV ปลอดภัยตลอดเส้นทาง

รถด่วนพิเศษ CNR

การจองตั๋วสามารถทำได้ทั้งหมด 3 ช่องทาง
1. ซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ
2. จองตั๋วผ่านระบบ Call centers 1690 แล้วไปรับตั๋วได้ที่สถานีรถไฟไม่เกิน 22.00 น. ในวันถัดไป
3. จองผ่านช่องทางออนไลน์ https://www.dticket.railway.co.th/DTicketPublicWeb/help/

สำหรับวันนี้เราได้ลองมานั่งรถไฟขบวนหมายเลข 10 จากเชียงใหม่สู่กรุงเทพฯ (สถานีหลักสี่) ออกจากเชียงใหม่ 18.00 น. ถึงสถานีหลักสี่ 06.05 น. ( 12 ชั่วโมง) โดยเราจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ค่ะ โดยจะต้องทำการลงทะเบียนสมาชิก และทำการจอง เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว E Ticket จะถูกส่งเข้าทาง Email ที่ลงทะเบียนไว้
สามารถแคปหน้าจอตั๋วนี้ไปขึ้นรถไฟได้เลยค่ะ เราเดินทางไปถึงสถานีเชียงใหม่ก่อน 17.00 น. รถไฟก็มาจอดรอเราที่สถานีเรียบร้อย ก่อนขึ้นเจ้าหน้าที่จะขอดูตั๋ว แล้วแจ้งว่าให้เราขึ้นตู้ไหน เราสามารถขึ้นไปนั่งเล่นรอบนรถไฟได้เลยค่ะ วันนี้เราจองรถไฟชั้น 2 เตียงล่าง ราคา 1,034 บาท

 

ที่นั่งของเราจะมีที่ชาร์จไฟ 1 จุด และมีไฟอ่านหนังสือ 1 จุด ปรับความสว่างได้ 2 ระดับ ช่องสำหรับใส่ของแบบตาข่ายเล็ก ๆ แล้วโต๊ะพับสำหรับนั่งทานข้าว พร้อมหลุมสำหรับวางขวดน้ำ 2 หลุมค่ะ เมื่อรถไฟออก เจ้าหน้าที่ก็จะนำน้ำดื่มขวดเล็กมาแจกให้คนละ 1 ขวด หากเราต้องการปรับเบาะนั่งเป็นที่นอน ก็สามารถเรียกเจ้าหน้าที่มาปรับให้ได้เลยค่ะ เจ้าหน้าที่จะทำการปรับเก้าอี้มาต่อกัน วางที่นอน ปูผ้าปูที่นอนสีขาว ปลอกหมอนสีขาว และผ้าห่มที่อยู่ในถุงให้อีกคนละ 1 ผืนค่ะ

เมื่อเจ้าหน้าที่ปูเรียบร้อยแล้ว เราก็ลองไปนอนกันค่ะ สำหรับเราที่ส่วนสูงแค่ 150 นิด ๆ ก็คือนอนแบบสบายเลยค่ะ ที่นอนไม่นิ่มมาก แต่หนาวค่ะ แอร์เย็นเลย ต้องเตรียมผ้าห่มไปเพิ่ม สัมภาระก็สามารถวางเอาไว้ใต้ที่นั่งได้ โดยรวมแล้วเราว่าค่อนข้างสะดวกสบายมาก ๆ เลย มีสิ่งเดียวที่รู้สึกไม่ชอบก็คือผ้าม่านบังเตียงที่เป็นสีทอง ๆ พอโดนกับไฟในตู้โดยสารแล้วมันสว่างค่ะ ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ต้องใช้ผ้าปิดตาช่วย

แต่ละขบวนจะมีห้องสุขา 2 ห้อง ห้องน้ำชาย 1 ห้อง และซิงค์ล้างหน้าด้านนอก 2 ซิงค์ ห้องน้ำเป็นระบบปิด สะอาด เป็นชักโครกค่ะ เข้าได้อย่างสบายใจ

โดยรวมแล้วการเดินทางโดย รถด่วนพิเศษCNR เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ระยะเวลา 12 ชั่วโมง เราค่อนข้างชอบเลยค่ะ หลับสบายไม่เมื่อย ประหยัดค่าโรงแรมได้ 1 คืนค่ะ สำหรับใครที่กำลังจะเดินทางในเส้นทางของรถไฟสายนี้ ขอบอกว่าต้องไปลองดูนะคะ สะดวกสบายจนลืมรถไฟไทยแบบเดิม ๆ เลยหล่ะค่ะ

 

Kratom Intha Farm café by Inlaya ราชบุรี คาเฟ่ริมทะเลสาบ

Kratom Intha Farm café by Inlaya ราชบุรี คาเฟ่ริมทะเลสาบ

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

ราชบุรีจังหวัดเล็ก ๆ ที่มีคาเฟ่น่ารัก ๆ เต็มไปหมด แต่มีที่นึงที่ทุกคนจะต้องแวะไปเช็คอิน เก็บภาพสวย ๆ ที่ Kratom Intha Farm café by Inlaya ที่ จ.ราชบุรี เป็น คาเฟ่ ที่ติดกับทะเลสาบอินเลญา ซึ่งสามารถมองเห็นภูเขาเบา ๆ ได้อย่างสวยงาม ถือว่าเป็นคาเฟ่ที่มีพื้นที่กว้างมาก เพราะจุดเด่นของที่นี่ก็คือสวนเมลอนค่ะ จะมีให้เข้าชมได้เป็นบางเท่านั้น และเมลอนที่ทางร้านปลูกยังนำมาทำเป็นวัตถุดิบ สำหรับเมนูเครื่องดื่ม และเบเกอรี่ภายในคาเฟ่ด้วยนะคะ

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

พื้นที่ภายในคาเฟ่อย่างที่บอกคือเค้ามีพื้นที่ค่อนข้างกว้างมาก ๆ จึงทำให้มีโซนเดินเล่น ถ่ายภาพ มากมาย ที่เด่น ๆ เลยก็จะเป็นโซนด้านหลังคาเฟ่ ที่ติดกับทะเลสาบ จะมีสะพานแขวนกรุบ ๆ ให้เดินผ่านไปยังโซนนั่งเล่นถ่ายภาพ พร้อมกับชิงช้าปีกผีเสื้อ เป็นมุมที่เก๋มากเลยค่ะ ด้านล่างของโซนนี้ก็จะเป็นจุดให้อาหารปลาได้ด้วยนะคะ ปลาเยอะด้วยน้า แต่ถ้าใครพาลูกหลานมา อาจจะต้องระวังตกน้ำกันนิดนึงนะคะ เพราะตรงสะพานให้อาหารปลาด้านล่างจะเป็นสะพานทอดยาวโล่ง ๆ แบบไม่มีอะไรมากั้น

สำหรับเมนูขนมหวาน เครื่องดื่ม ต่าง ๆ ของที่นี่ถือว่าราคาไม่แพงค่ะ กาแฟแก้วละประมาณ 75 บาท อย่างเมนูที่เราสั่งมาก็จะมี ชากุหลาบ, เมลอนอินทา, Flourless Chocolate Cake, Choux Cream หน้าตาแต่ละเมนู น่ารัก น่าทานมาก ๆ เลยล่ะค่า และหลังจากที่ได้ลองทาน ก็คือดีสุด ทุกเมนูรสชาติหอม หวาน กลมกล่อม อร่อยมาก ๆ

และที่คาเฟ่ยังมีผลไม้ อย่างเมลอน และมะเขือเทศ ที่เป็นผลผลิตจากทางคาเฟ่เองด้วยนะคะ บอกเลยว่าหวานหอมชื่นใจสุด ๆ ไปเลยล่ะค่ะ เดี๋ยวเรามาเดินดูสถานที่รอบ ๆ คาเฟ่กันดีกว่าค่ะ ว่ามีมุมไหนบ้างที่น่าเดินไปนั่งถ่ายภาพ

สระบัว

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

ฝั่งด้านหน้าสุดทางเข้ามาในคาเฟ่ จะมีสวนที่เป็นสระบัวอยู่ จะเป็นลานกว้าง ให้เดินเล่นได้ เป็นอีกมุมที่เหมาะกับการมาถ่ายภาพสวย ๆ กันได้ที่นี่ค่ะ

ซุ้มทางเดินเข้าคาเฟ่

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

ทางเดินเข้าไปที่คาเฟ่ จะมีเป็นซุ้มทางเดินที่ด้านบนห้อยด้วยต้นไม้สวย ๆ เหมือนสวนต้นไม้เก๋ ๆ มุมนี้เหมาะกับการใส่ชุดสบาย ๆ หรือชุดกรุยกราย มาเดินถ่ายภาพน่ารัก ๆ ได้เลยล่ะค่ะ

ด้านหน้าคาเฟ่

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

หลังจากที่เดินหลุดออกมาจากซุ้มแล้ว เราก็จะเจอกับทางเดินวนขึ้นไปยังคาเฟ่ ตรงนี้จะเป็นจุดที่มองเห็นด้านหน้าคาเฟ่ และมีชื่อร้าน มีลานโล่ง ๆ ก็ถือว่าเป็นอีกจุดนึงที่ทุกคนต้องถ่ายเพื่อเป็นจุดเช็คอินค่ะ มุมนี้ก็คือดี มองเห็นหน้าร้าน น่ารัก ๆ

โซนบาร์แซนด์วิช เบอร์เกอร์

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

พอเราเดินเข้ามาก่อนจะถึงคาเฟ่ ฝั่งซ้ายมือจะมีบาร์แซนด์วิช ที่ด้านข้างผูกด้วยชิงช้า ๆ เล็ก ๆ สำหรับเอาไว้ให้นั่งพักผ่อนหลบร้อนได้ แค่จากทางที่เดินเข้ามาก็บอกเลยว่าได้ไปหลายภาพกันแล้วใช่มั้ยคะ บอกเลยว่ายังมีอีกเพียบเลยค่ะ

บรรยากาศภายในคาเฟ่ด้านใน

โซนตัวค่าเฟ่นั้น จะเป็นโซนเดียวที่เป็นห้องแอร์นะคะ ใครไม่ชอบอากาศร้อน ๆ ก็แนะนำว่าให้เข้านั่งพักด้านในกันค่ะ หรือใครที่พาคุณพ่อคุณแม่ไปด้วยให้ท่านนั่งรอด้านใน แล้วเราค่อยเดินออกมาเก็บภาพด้านนอกก็ได้ค่ะ

โรงเรือนปลูกเมลอน

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

ฝั่งด้านซ้ายมือถัดไปจากบาร์แซนด์วิช ก็จะมีโรงเรือนที่ทางคาเฟ่ใช้ปลูกเมลอนนั่นเองค่ะ แต่ว่าเราไม่สามารถเข้าไปดูได้ทุกวันนะคะ ทางคาเฟ่จะมีตารางวันที่แจ้งให้ทราบว่าสามารถเข้าชมได้วันที่เท่าไหร่บ้างค่ะ น่าเศร้า วันที่เรามานั้น โรงเรือนเมลอนดันมาปิดซะงั้น เราก็เข้าใจว่าเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน น่าเสียดายเนอะ แง๊

มินิสวนสาธารณะ

ถ้าเราเดินเลยบาร์แซนด์วิชเข้าไปฝั่งซ้ายมือจะมีจุดมีเป็นร่มเงาของต้นไม้ปกคลุม ก็จะมีเก้าอี้ให้นั่งชมวิวทะเลสาบได้ค่ะ มุมนี้ก็ถือเป็นอีกมุมที่จัดว่าดีไม่ใช่น้อยเลย เพราะนอกจากจะเห็นวิวทะเลสาบแล้ว ยังเป็นมุมที่ใช้หลบแดดได้ดีทีเดียวเลยค่ะ

สะพานแขวนท่ามกลางคาเฟ่

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

มีสะพานแขวนแบบกรุบ ๆ เอาไว้ให้เดินถ่ายภาพกลางสะพานเห็นวิวทะเลสาบสวย ๆ และใช้เป็นทางเดินข้ามไปฝั่งที่นั่งเล่นริมทะเลสาบ มุมนี้ก็ถือว่าเป็นอีกมุมที่ว้าวมาก ๆ เลยค่ะ แนะนำมุมนี้ต้องมี

โซนนั่งริมทะเลสาบ

โซนนี้จะมี 2 ชั้นนะคะ ฝั่งชั้นบนจะเป็นลานกว้าง และมีชิงช้าใหญ่ที่เป็นปีกผีเสื้อให้ถ่ายภาพสวย ๆ ได้ คือวิวดีมากกกก เพราะอยู่ติดกับทะเลสาบ ส่วนชั้นล่าง เดินลงไปจะเป็นสะพานยื่นไปยังทะเลสาบ ซึ่งเป็นจุดสำหรับเดินมาให้อาหารปลาตรงนี้ได้ค่ะ วิวดี มีเรือใบลอยอยู่กลางทะเลสาบ เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกสดชื่นดีจริง ๆ ค่ะ

มุมรถข้างคาเฟ่

Kratom Intha Farm café ราชบุรี

มุมนี้จะอยู่ฝั่งด้านข้างของคาเฟ่นะคะ จะเป็นเหมือนเนินเขาเล็ก ๆ แล้วก็จะมีรถโบราณจอดอยู่ สามารถไปถ่ายภาพตรงนี้ได้ ก็สวยไปอีกแบบค่ะ อารมณ์เหมือนมาถ่ายภาพที่บ้านพักตากอากาศเก๋ ๆ สวยงามมาก

และยังมีโซนอื่น ๆ อีกมากมายให้ทุกคนได้ลองไปแวะเก็บภาพกันค่ะ สำหรับร้านนี้ถือว่ามีมุมให้เก็บภาพเยอะจริง ๆ ค่ะ เราว่าเหมาะมากที่จะมา ไม่ว่าจะมาแบบครอบครัว มากับเพื่อน มากับแฟน หรือมาคนเดียวก็ดีค่ะ นั่งพักผ่อนให้หายเหนื่อย แล้วค่อยลุยกันต่อ คาเฟ่นี้เราว่าแนวจะคล้าย ๆ กับ Papa Beach Resort ที่พัทยานะคะ แบบเป็นคาเฟ่ที่มีมุมให้ถ่ายภาพเยอะมาก

Kratom Intha Café ราชบุรี
เปิด วันจันทร์ – วันศุกร์ 08.30 – 19.00น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ 08.30 – 20.30น.
พิกัด: Google Map
Facebook: Kratom Intha

 

เผยโฉม Nike Kwondo1 ร่วมออกแบบโดย G-DRAGON รองเท้ารุ่นที่ 2 ที่พัฒนาร่วมกัน

0

เผยโฉม Nike Kwondo1 ร่วมออกแบบโดย G-DRAGON รองเท้ารุ่นที่ 2 ที่พัฒนาร่วมกัน

Nike Kwondo1ไนกี้และจี-ดราก้อน (G-DRAGON) นักออกแบบ ครีเอทีฟ และผู้นำทางวัฒนธรรม ชาวเกาหลีใต้ได้ร่วมกันนำเสนอรองเท้าไนกี้ควอนโด1(Nike Kwondo1) ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นที่ 2 ที่ได้พัฒนาร่วมกัน โดยมาในสีสันใหม่ที่ทั้งเป็นเอกลักษณ์และสะท้อนถึงแนวคิดนับตั้งแต่ก้าวแรกของความร่วมมือ นั่นคือความเป็นตัวของตัวเอง รวมไปถึงการเฉลิมฉลองให้กับความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

G-DRAGON
Nike Kwondo1 ร่วมออกแบบโดย G-DRAGON รองเท้ารุ่นที่ 2 ที่พัฒนาร่วมกัน

ไนกี้เชื่อมั่นว่ากีฬามีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงและไนกี้พร้อมจะสานความร่วมมือกับผู้ที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน เพื่อขยายขอบเขตของกีฬาให้คนรุ่นต่อไปสามารถจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ โดย จี-ดราก้อน และแบรนด์ของเขาคือพีซไมนัสวัน (PEACEMINUSONE) ได้ถ่ายทอดความรู้สึกของเสรีภาพลงบนผืนผ้าใบขาวที่ผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมเข้าด้วยกันเพื่อยกระดับชุมชนกีฬาไปอีกขั้น

Nike Kwondo1

“ผมอยากมีอิสระในทุกๆ สิ่งที่ผมทำ ตั้งแต่การแต่งตัวไปจนถึงการสร้างสไตล์ของตัวเอง สำหรับคนที่รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ในชีวิตของพวกเขามันมีไม่เพียงพอหรือมีมากจนเกินจะรับไหว ผมหวังว่ารองเท้ารุ่นนี้จะช่วยจุดพลังของการเป็นตัวของตัวเองและช่วยนำทางพวกเขาไปสู่อิสรภาพ”

G-DRAGON
Peaceminusone แบรนด์สตรีทแฟชั่น ที่ก่อตั้งโดย จี-ดรากอน ศิลปินเกาหลีแห่งยุค ผู้มีอิทธพลต่อวงการเคป๊อปในระดับโลก

รองเท้าไนกี้ควอนโด1 เหมือนตัวของ จี-ดราก้อน รองเท้ารุ่นนี้เป็นเป็นรองเท้าแนวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ผสานทั้งความยืดหยุ่นในแง่สไตล์ไปพร้อมกับการตั้งคำถามกับรองเท้าแบบเดิม ๆ และกำแพงทางวัฒนธรรม

Nike Kwondo1

จุดเด่นที่น่าสนใจของรองเท้ารุ่นนี้ : 
  • รองเท้ารุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าฟุตบอลตระกูลเทียมโปของไนกี้และรองเท้ากอล์ฟสไตล์คลาสสิก หน้าผ้ารองเท้าผลิตจากหนังระดับพรีเมี่ยม ผสานกับการฉลุลายแบบรองเท้าสไตล์โบรก (Brogue)
  • เพื่อผสานสไตล์อย่างเป็นทางการและสไตล์สปอร์ตอย่างลงตัว รองเท้ารุ่นนี้มีดีไซน์รูปทรงที่เพรียว มีสไตล์คล้ายกับปีก รวมถึงลิ้นรองเท้าแบบแผ่นที่สามารถถอดออกได้ ส่วนเชือกจะอยู่ด้านใต้ลิ้นรองเท้า
  • สีขาวตลอดทั้งรองเท้าเป็นเสมือนผืนผ้าใบเปล่า เข้ากับทุกสไตล์และรูปลักษณ์
  • ลายดอกเดซี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์พีซไมนัสวันปักอยู่บริเวณส้นเท้า สอดรับกับลวดลายของแบรนด์พีซไมนัสวันที่ตะเข็บหน้ารองเท้าและบริเวณปลายเชือกรองเท้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไนกี้กับหนึ่งในศิลปินผู้มีความคิดสร้างสรรค์สูงที่สุดในโลกคนหนึ่ง
  • ชื่อของรองเท้ารุ่นนี้มาจากการผสมระหว่างกีฬาเทควอนโด ศิลปะการต่อสู้ของเกาหลีใต้ รวมถึงชื่อจริงของจี-ดราก้อนคือควอนจียง และสโลแกน ‘Just Do It’ ของไนกี้
  • รองเท้า Nike Kwondo1 จะวางจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคมนี้ ทางเว็บไซต์ nike.com แอปพลิเคชัน SNKRS และที่ร้านไนกี้บางสาขา

ติดตามอ่านบทความดี ๆ ที่ได้ Inzpy

Copenn เครื่องหอมแบรนด์ไทย แบบมีสไตล์ !!

0

Copenn. เครื่องหอมแบรนด์ไทย แบบมีสไตล์ !!

Copenn. เครื่องหอม ย่านเจริญกรุง นอกจากการมีตึกรามบ้านช่องที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เห็นวิถีชีวิตคนในชุมชน เราจะได้พบแหล่งแฮงเอาท์ใหม่ ๆ ทั้งคาเฟ่ สถานที่จัดนิทรรศการ เรียกว่าครบทุกย่างที่ต้องการเลย

อย่างร้าน DesignConcept Store เครื่องหอมจุดเด่นการตกแต่งร้าน เป็นโทนสีดำ อาร์ต ๆ จากแบรนด์ดีไซน์น้องใหม่ ตั้งอยู่ตรงถนนเจริญกรุง 82 กับการใช้กลิ่นหอมเป็นเป็นตัวชูโรง นอกจากกลิ่นหอม ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแบบ

หลากหลายรูปแบบไม่พอ ยังมีดีไซน์ที่โด่ดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ชวนให้สัมผัสเรื่องราวของกลิ่น ชวนให้หลงใหล ได้ดีเลยล่ะ

Copenn

Copenn. แบรนด์ดีไซน์ที่จริงจังเรื่องกลิ่น จุดเริ่มต้นของกลิ่นหอมอโรม่า เครื่องหอมที่เป็นสินค้าชูโรงประจำร้าน ในการออกแบบกลิ่น ยังมีกระบวนการออกแบบทั้งตัวผลิตภัณฑ์ และ หนึ่งในสินค้าที่น่าสนใจ ก็คือ ‘กำยาน’ ที่แบรนด์

เครื่องหอมอื่นๆ ยังไม่ลงมาทำ มาพร้อมการเปิดตัวครั้งแรกด้วยเรื่องราวของ ‘ฤดูกาลแห่งการเพาะปลูก’ ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นริเริ่มการเกิดกลิ่น  จาก ‘ดิน’ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทางร้านนำมาเป็นคอนเซ็ปต์หลักในนี้ที่เราจะได้ซึมซับ

Copenn

เข้าถึงเรื่องราวของวัตถุดิบของพื้นดิน ผ่านกระบวนอันหลากหลายกลิ่นที่ถูกรังสรรค์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ และ เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ไปพร้อมกับการดื่มด่ำบรรยากาศสุดผ่อนคลายของการตกแต่งร้านที่เน้นคุมโทนสีดำ เป็นหลัก ตัดกับวัสดุธรรมชาติอย่างโลหะ หิน และไม้ ให้ได้สัมผัสถึงความเรียบหรู และ ดูเท่ไปในคราวเดียวกัน

เปลี่ยนนิยามแบรนด์เครื่องหอมไทยที่คุณจะต้องประทับใจมากกว่าที่เคย ในส่วนของโปรดักต์นั้น ได้นำส่วนผสมจากการเบลนด์กลิ่นที่คิดว่าจะเข้ากับความชอบหลายๆ แบบของลูกค้า ทั้งโทนเบสิกอย่าง woody, fruity, floral และ fresh โดยมี Burning Cabinet เป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ของที่นี่

CopennCopenn. ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของร้าน กลิ่นมีความแปลกนิดนึง เพราะไม่ได้ถูกเบลนด์มาตามหลัก Perfumer แต่พยายามเอาสูตรมาปรับเปลี่ยนเอาความเป็นคาแรกเตอร์ตัวเองลงไปผสม แล้วสร้างกลิ่นให้เกิดความแปลกใหม่ ในการสร้าง Experience ใหม่ ๆ ให้กับทุกคนมากกว่า”

ทันทีที่ผลักประตูก้าวเข้ามาภายในร้าน จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจาง ๆ ที่จะชวนให้มีความรู้สึกอยากเดินทางเข้าไปสำรวจกลิ่นทั้งหมดที่มีให้เลือกถึง 7 กลิ่นด้วยกัน ได้แก่ ‘Burning Cabinet’ กลิ่น Signature ของทางร้าน ให้ Note ไปในทางกลิ่นหอมไหม้ของไม้อย่าง Agarwood, Cedarwood, Tobacco และ Vetiver ผสมกับกลิ่นสดชื่น ๆ อย่าง Petitgrain ที่ผสมผสานกันออกมา

ได้อย่างลงตัวมาก ๆ ตามด้วยกลิ่นจะที่ชวนให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและจิตวิญญาณอย่าง ‘Hibernate Place’ ให้กลิ่นหอมอบอุ่น นุ่มลึก ไปในทาง Oakmoss, Vetiver, Tobacco และ Clove ที่อบอวล

ไปด้วยจิตวิญญาณ และ สัมผัสความเป็นธรรมชาติที่ส่งต่อให้กันอย่างไม่รู้จบ ส่วนอีกหนึ่งกลิ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ‘Last Volcano’ ที่ได้แรงบันดาลใจการรังสรรค์กลิ่นขึ้นมาจากภูเขาไฟระเบิด โดดเด่นด้วยการใช้ส่วนผสมของชา และ พริกไทย ให้ Note ไปในทาง Black Pepper, Tea Leaf, Italy Bergamot และ Pine Scotch ส่วนใคร

ชอบกลิ่นหอมฟุ้งชวนผ่อนคลาย กลิ่นอ่อน ๆ เหมือนอยู่ในสวนดอกไม้ แนะนำ ‘The Fog House’ ที่จะชวนให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศลึกลับท่ามกลางสายหมอก และ มวลดอกไม้ ปล่อยตัวปล่อยใจเสมือนได้ล่องลอยไปใน

อากาศ ด้วยส่วนผสมจาก Lily, Chamomile, California Rose และ Patchouli เหมาะสำหรับใครที่ชอบกลิ่นหอมแนวดอกไม้ ตามด้วย ‘False Awakenings’ ที่ได้แรงบันดาลใจการรังสรรค์กลิ่นมาจากภาพความฝันหลังจาก

การตื่นนอน ที่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่สามารถรับรู้กลิ่นและช่วงเวลาในฝันของเราได้ ให้กลิ่นหอมสดชื่นชวนผ่อนคลายด้วยส่วนผสมของ Juniper Berry, Basil, Geranium Bourbon และ  Menthol

เรียก ได้ว่าทุกกลิ่นของ Copenn. ชวนให้เราหลงใหลไปกับหลากหลายเรื่องราว ที่พวกเขาล้วนใส่ใจ พิถีพิถัน และ สร้างสรรค์ด้วยกลิ่นที่มีคาแรกเตอร์ที่แปลก และ แตกต่าง ชวนให้น่าสัมผัส ออกมาได้อย่างละเมียดละไม ผ่านหลาก

เครื่องหอม หลายผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น Room Perfume Spray, Reed Diffuser, Scented Candle, Walnut Hand and Body Wash, Perfume Hand Cream, Oil Burner ไปจนถึงเทียนหอมดีไซน์เก๋อย่าง Decoration Candle เหมาะสำหรับนำไปตกแต่งบนโต๊ะทำงานหรือในบ้านเพื่อสร้างกลิ่นหอม ให้รู้สึก แฮปปี้ ไปกับการผ่อนคลายในช่วงแห่งวันพักผ่อน

แจกันมินิมอล ตกแต่งห้องทำงานให้มีความสุข ด้วยดีไซน์สวย ๆ

0

แจกันมินิมอล ตกแต่งห้องทำงานให้มีความสุข ด้วยดีไซน์สวย ๆ

ในสไตล์  Loft  แจกันมินิมอล  ถ้าพูดถึงของตกแต่งบ้านอย่าง การเพิ่มดีเทลความคลาสิคง่าย ๆ ในการใช้แจกันประดับตกห้องทำงานให้ดูมีลูกเล่นนิดนึง ช่วยให้คลายเครียดสำหรับหนุ่มสาว ออฟฟิตก็ได้อยู่นะ เมื่อทุกคนยังต้องอยู่

ในโหมด การทำงานเว้นระยะห่าง ก็อยากจะชวนมาตกแต่งห้องทำงานกันหน่อย เปลี่ยนบรรยากาศการทำงานแสนน่าเบื่อ ด้วยดีไซน์สวย ๆ จากแจกัน ตกแต่งโต๊ะทำงาน เก๋ ๆ เพิ่มความชิค ให้กับมุมโต๊ะทำงานเบา ๆ ได้อย่างสวยงาม

อย่างมีสไตล์ ดึงดูดใจด้วยดีไซน์สุดเรียบง่ายสไตล์มินิมอล และ รูปทรงเก๋แปลกตา ไม่ว่าจะนำมาใส่ต้นไม้ หรือดอกไม้ ก็ช่วยให้บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา ว่าแล้วอย่ารอช้า ตามไปชมความน่ารักของสารพัดแจกันสุดเก๋กันได้เลย!!

แจกันมินิมอล

sometime bake

เมื่อกดเข้ามาในร้าน sometime bake ก็จะพบกับแจกันดีไซน์สุดคิ้ว แสนละมุน สารพัดกับข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์สวย ๆ อบอวลไปด้วย กลิ่นอายความคลาสิคสไตลื Korea Style ที่บรรดาเหล่ามินิมอล ต้องถูกใจแน่นอน ด้วย

สินค้าหลากหลายสไตล์เรียบง่าย ดีไซน์เก๋ นำมาจัดวางบนโต๊ะทำงาน หรือ มุมชิค ๆ ไม่ว่าจะเป็น แจกันแก้วใส, แจกันเซรามิก, แจกันรูปทรงต่าง ๆ รวมไปถึงจานชาม , แก้วน้ำ , โต๊ะไม้ ,โคมไฟ ก็มีหลายแบบให้เลือกตกแต่งอีกมากมายแจกันมินิมอล

แจกันมินิมอล

another way. official

another way. Official  หากกำลังมองหาแจกันหรือของแต่งบ้านคิ้วท์ ๆ อยู่แล้วละก็ ขอแนะนำ อีกหนึ่งร้านที่มีลวดลายแจกันที่ลายน่ารัก รูปทรงแจกัน เซรามิก รวมถึงของแต่งบ้านสุดมินิมอลโทนสีขาวสบายตา ที่เหล่าบรรดา

แจกันมินิมอล

Minimalist เห็นแล้วเป็นต้องตกหลุมรักแน่นอน อย่าง แจกันคอลเลกชันหน้าคน, แจกันรูปทรงครึ่งวงกลม, แจกันทรงสูง หรือแจกันทรงเหยือกน้ำ ที่นอกจากจะเอาไว้ใส่ดอกไม้สวย ๆ แล้ว ยังสามารถนำไปเพิ่มดีเทลความน่ารักให้กับบ้านได้เป็นอย่างดี แจกันมินิมอล

แจกันมินิมอล

ongoing.things

ตามมาด้วยอีกหนึ่งร้าน แจกันมินิมอลสไตล์เรียบง่ายแต่ดีไซน์ดีมากๆ ขอยกให้กับ ongoing.things แน่นอนว่าเราจะต้องเพลิดเพลินไปกับสารพัดสิ่งของใช้สไตล์มินิมอล ไม่ว่าจะเป็นแจกันแก้วทรงหนอน ที่สามารถใส่ได้ทั้งดอกไม้ และ

เทียนหอม แล้วนำไปวางตรงไหนก็ได้ ภายในบ้าน ช่วยสร้างมุมถ่ายรูปน่ารัก ๆ อาร์ต เรียบ ๆ ได้อย่างมีสไตล์ หรือ หากใครชื่นชอบงานเซรามิก ทางร้านก็มีแจกันเซรามิกหลากหลายดีไซน์ให้คุณเลือกช้อปได้ตามความชอบ นอกจากนี้

่ีvase minimal

ยังมีแก้วน้ำ, จานชามสุดน่ารัก ที่ทางร้านตั้งใจคัดสรรมาอย่างใส่ใจ ให้คุณนำไปเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานที่บ้านให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น

ทั้ง 3 ร้าน ‘แจกันมินิมอล‘ เรียกว่า แต่ละแบรนด์มี Life Style ต่างกัน มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บ่งบอกชัดเจน Inzpy ได้คัดเลือกมาเอาใจสาว ๆ สไตล์มินิมอลสุด ๆ เพื่อจะเกิดไอเดียการแต่งห้องทำงานที่น่าเบื่อให้สนุกสนาน

และ ยังสามารถใช้แจกันเป็นพร็อพในการลงรูปสวย ๆ ได้ด้วย ในยามพักผ่อนก็ว่าได้ ใช้งานครบครันได้ทำงานที่รักพร้อมกับได้รูปลงใน Instragram อาร์ต ๆ อีกด้วย โดนใจกันสุด ๆ ไปเลยล่ะทุกคน

 

 

 

XHIBITION IN THE DARK  นิทรรศการเชิงทดลอง โดย ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์

 XHIBITION IN THE DARK  นิทรรศการเชิงทดลอง โดย ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์

XHIBITION

XHIBITION IN THE DARK นิทรรศการ ที่จะให้คุณชิมลางไปกับงานเชิงทดลองของ “ ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ ” โดยมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการสำรวจความเป็นมนุษย์ ,เทคโนโลยี Big Data หรือระบบการประมวลผลแบบอัลกอริทึม (Algorithm) ที่ใช้ในเทคโนโลยีดิจิตอลในยุคปัจจุบันและแนวคิดเกี่ยวกับ Kinetic Space หรือพื้นที่แห่งการนำเสนอพลังงานการเคลื่อนที่ของวัตถุหรืออนุภาค

XHIBITION

ซึ่งสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ มิได้ถูกนำเสนอในพื้นที่แจ้ง สว่างไสวตามขนบการแสดงงานศิลปะตามปกติ หากแต่ถูกนำเสนอในพื้นที่ค่อนข้างมืดมัวสลัวแสง ดังความเชื่อของศิลปินที่ว่า

XHIBITION

“ภาพที่ดีที่สุดคือภาพที่มองเห็นในความมืด และพื้นที่ (Space) ที่ดีที่สุดคือพื้นที่ที่ไม่รู้จุดหมาย เหตุเพราะเราไม่อาจแยกแยะระหว่างความเป็นจริงหรือมายาด้วยการมองเห็นและรับรู้เห็นด้วยดวงตา สิ่งที่เราพึ่งพาได้ก็มีแต่ความรู้สึกนึกคิดหรือแม้แต่สัญชาตญาณอันมีที่มาจากสมองและหัวใจเท่านั้น”

โดยนิทรรศการประกอบด้วยผลงาน 4 บริบท คือ

XHIBITION

Tree of Knowledge

การนำเสนอผลงานศิลปะจัดวางที่ประกอบขึ้นจากฐานข้อมูลในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ ที่เชื่อมโยงประเด็นเกี่ยวกับ Big Data ในงานศิลปะ สถาปัตยกรรม วรรณกรรม ดนตรี ไปจนถึงการเมือง และประเด็นเกี่ยวกับศรัทธาและความเชื่อ ผ่านคลังข้อมูล และองค์ความรู้ที่ศิลปินสั่งสมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

New York , New York

การสะท้อนผลงานศิลปะจัดวางที่ประกอบขึ้นจากพยานวัตถุ และวัตถุสั่งสมอันเกิดจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับหลากองค์กรชั้นนำระดับโลก เป็นเวลากว่าทศวรรษของศิลปินในมหานคร ที่เป็นศูนย์กลางของอำนาจธุรกิจศิลปะและการออกแบบของโลกอย่างนิวยอร์ก

You are what you eat

ผลงานศิลปะจัดวางที่เป็นเสมือนหนึ่งอัลกอริทึม หรือ ระบบการประมวลผลจากประสบการณ์ความหลงใหล การศึกษาเรียนรู้ และการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของศิลปิน ดังคำกล่าวที่ว่า “คุณกินอะไร คุณก็เป็นแบบนั้น” นั่นเอง

Kinetic Space

อีกหนึ่งผลงานศิลปะจัดวางเชิงโต้ตอบ  (Interactive installation) ที่ศิลปินเปลี่ยนพื้นที่แสดงงานให้กลายเป็นห้องทดลองของ  Kinetic Space หรือ พื้นที่แห่งการนำเสนอพลังงานการเคลื่อนที่ของวัตถุ หรือ อนุภาค ที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์ และกำหนดผลลัพธ์ของตัวงานได้

 

นอกจากนี้ใน นิทรรศการ ยังมีส่วนของการจัดเเสดงผลงานจิตรกรรมภาพวาดลายเส้น เเละหนังสือศิลปิน (Algorithm 2021) ที่เป็นเสมือนหนึ่งบทบันทึกทางความคิดสร้างสรรค์ที่ศิลปินสั่งสมมาตลอดอาชีพการทำงานอันยาวนานของเขาอีกด้วย

สำหรับ “ ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ ” จบการศึกษาสาขาการออกแบบภายในจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสาขา Interior and Environmental Design จากสถาบันแพรตต์ (Pratt Institute) บรู๊คลิน, นิวยอร์ก

เขายึดอาชีพเป็นมัณฑนากรและนักสร้างแบรนด์ระดับโลก มีส่วนร่วมในโครงการการออกแบบให้กับบริษัทชั้นนำของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น American Express, Northwest Airlines, Citibank, Fuji Bank และยังเป็นที่ปรึกษาทางดีไซน์ให้หน่วยงานและองค์กรชั้นนำในประเทศอย่าง PTT, Thai Airways International, Cathay Trust, งานบ้านและสวนแฟร์, รวมถึงร่วมงานกับแบรนด์ดีไซน์ชั้นนำของโลกอย่าง Knoll, Landor, Interbrand, brandcreate

ที่สำคัญเป็นนักวาดภาพประกอบให้กับสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของโลกอย่าง The New York Times, Book Review, และ Business week, ปัจจุบันชูเกียรติได้หันมามุ่งมั่นกับการอุทิศเวลาให้กับการทดลองทางความคิดสร้างสรรค์และการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ ๆ อย่างจริงจัง

โดยนิทรรศการนี้จะจัดแสดงขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 – 31 มกราคม 2565 ณ Xspace Art Gallery หากสนใจคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB : Xspaceartgallery

Cr. Photo : Xspace Art Gallery

 

บทความน่าสนใจ : ASA Virtual Exhibition 2021 นิทรรศการอาษาออนไลน์ 64

Coach x Jennifer Lopez การกลับมาร่วมงานที่มาพร้อมความปัง!!

Coach x Jennifer Lopez การกลับมาร่วมงานที่มาพร้อมความปัง!!

coach

เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักแบรนด์เนมอย่างแบรนด์ Coach กันแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งแบรนด์โค้ชเป็นแบรนด์หรูสัญชาติอเมริกันระดับโลกที่เชี่ยวชาญทางด้านการทำกระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง และ accessories ต่าง ๆ และในภายหลังทางแบรนด์ยังได้ขยายไลน์เสื้อผ้าออกมาวางขายเพิ่มเติมอีกด้วย ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโค้ชถึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และยังกลายเป็นแบรนด์ในดวงใจของใครหลาย ๆ คน เพราะนอกจากกระเป๋าจะมีดีไซน์ที่หรูหราสวยงามแล้ว ราคายังน่ารักน่าคบ สามารถจับต้องได้ไม่เว่อร์วังเกินไป ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้นเอง

Coach

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงโปรเจคพิเศษที่ทางแบรนด์โค้ชได้ร่วมงานคอลแลบบอเรชั่นกับสาวแซ่บตัวแม่แห่งวงการเพลงอย่าง Jennifer Lopez สาวมากความสามารถดีกรีรางวัลแกรมมี่หลากหลายสมัย ไม่ว่าจะร้อง เต้น หรือแม้แต่การแสดง เธอเอาอยู่หมดทุกสายงาน ถึงแม้ว่าเธอจะอายุค่อนข้างมากแล้ว แต่เธอดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอยังคงมีใบหน้าที่เหมือนถูกสต๊าฟเอาไว้และยังมีหุ่นเซี๊ยะเป๊ะปังอยู่ตลอดเวลา

coach

การที่เธอมาร่วมงานกับแบรนด์โค้ชในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นครั้งแรกนะคะ เพราะเคยมีการคอลแลบบอเรชั่นกันมาแล้วก่อนหน้านี้และได้รับกระแสตอบรับและความนิยมอย่างล้นหลาม ปังไม่ไหวจนต้องมีการมาร่วมงานกันรอบสองอย่างที่เห็น การออกคอลเลคชั่นพิเศษครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความแรงของกระแสจากคอลเลคชั่นที่แล้ว ซึ่งคอลนี้มีแรงบันดาลใจมาจากคุณค่าความเป็นตัวของตัวเองทั้งจากแบรนด์โค้ชและจากทางสาว Jennifer Lopez เราไปชมกันดีกว่าว่าคอลเลคชั่นนี้จะปังปุริเย่ขนาดไหน..

coach

Jennifer Lopez กล่าวว่า โค้ชและตัวเธอเองมีอะไรที่เหมือนและคล้ายกันมาก ๆ แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ พวกเขาต่างเชื่อมั่นในพลังของการเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นคอลเลคชั่นนี้จึงออกมาเป็นสไตล์ที่เป็นตัวเธอและเป็นสไตล์ของแบรนด์โค้ชเอามาก ๆ ไอเทมต่าง ๆ สามารถใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีการแฝงความหรูหราอย่างแนบเนียน แต่ยังคงความสปอร์ตคล่องแคล่ว เป็นการออกแบบที่รวบรวมหลาย ๆ สิ่งที่เธอชื่นชอบ และมันทำให้เธอตื่นเต้นกับการร่วมงานกันในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เธอบอกว่าคอลเลคชั่นนี้เป็นอะไรที่ไม่ต้องปรุงแต่ง เพิ่มเติม เสริมอะไรให้มันมากมาย เพราะมันคือเนื้อแท้ที่ออกมาจากตัวเธอและตัวแบรนด์นั่นเอง

coach

คอลเลคชั่นนี้มาพร้อมเสื้อผ้า กระเป๋า และ accessories ที่มีการนำเอากระเป๋ารุ่นขายดีอย่าง Chain Belt Bag  ที่มาพร้อมดีเทลสุดไอคอนิคอย่าง Turnlock เอกลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์ นำมาออกแบบใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสไตล์และการมีส่วนร่วมออกแบบกับ Jennifer Lopez โดยเฉพาะ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีไฮไลท์ที่เป็นกระเป๋าทรง Field Tote ที่มาในลวดลายกราฟฟิคอย่างลาย Skyline ที่สามารถสะท้อนตัวตนความเป็นชาวนิวยอร์กเกอร์ของทั้งแบรนด์ Coach และตัว Jennifer Lopez เองได้ดีมากอีกด้วย

coach

คอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วยไอเทมทั้งหมด 24 ชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าทรง Crossbody บุนวมดูหรูหรา กระเป๋าคล้องไหล่ที่ทำมาจากขนแกะ รวมไปถึง overcoats สีน้ำตาลที่ให้ความคลาสสิค และยังมีเสื้อยืดสกรีนลายกราฟฟิคที่ให้กลิ่นอายของเมืองนิวยอร์กที่ทางสาวเจนนิเฟอร์เกิดและเติบโตขึ้นที่นั่น คอคเลคชั่นนี้โดดเด่นไปด้วยการใช้สีเอิร์ธโทนให้ความรู้สึกที่ดูอบอุ่น สบายตา เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับตกแต่งอะไหล่สีทองที่มาพร้อมกับดีไซน์สุดคลาสสิคงดงามของตัวแบรนด์โค้ช

นอกจากนั้นแล้วยังมีความพิเศษเพิ่มเข้ามาตรงที่ในคอลเลคชั่นนี้ ยังมีการเล่าเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนของสาว Jennifer Lopez ผ่านแคมเปญที่รวบรวมภาพถ่ายแฟชั่นสุดหรูของเธอที่สวมใส่เสื้อผ้าและไอเทมจากคอลเลคชั่นนี้  ผ่านมุมมองและฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพและไดเรกเตอร์ผู้มากความสามารถอย่าง Renell Medrano ที่สามารถดึงเอาความงดงามแบบธรรมชาติ ตัวตน และสไตล์ของ Jennifer Lopez ออกมาให้ทุกคนเห็นได้อย่างน่ามอง น่าหลงใหล จนเราไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้เลย

หวังว่าคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่เรานำมาฝากกันในวันนี้จะถูกใจทุก ๆ คนนะคะ เพราะไอเทมแต่ละชิ้น มีดีไซน์ที่สวยงามสะดุดตา สะกดใจ น่าครอบครองเป็นที่สุด นอกจากดีไซน์จะสวยงามหรูหราแล้ว ราคายังน่ารักน่าช็อปอีกต่างหาก ใครที่ชื่นชอบแบรนด์โค้ชอยู่แล้ว ก็อย่าลืมไปลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันนะคะ แต่น่าเสียดายที่คอลเลคชั่นนี้เค้าไม่ได้มีมาวางขายในประเทศไทย แฟนคลับโค้ชคงต้องลำบากหน่อยนะคะงานนี้ อย่าลืมติดตามว่าคราวหน้า เราจะนำข่าวอะไรในวงการแฟชั่นมาฝากทุกคนกันอีก รอติดตามเลยค่ะ.. ส่วนใครเป็นสาวสายสตรีทห้ามพลาด!! ตามไปดู H&M x No Fear Collection ล่าสุด คลิก

รักแห่งสยาม 22 พฤศจิกายน ครบรอบ 14 ปี ภาพยนตร์ในใจใครหลาย ๆ คน

0

รักแห่งสยาม Happy Anniversary 14th

รักแห่งสยาม (The Love of Siam) ภาพยนตร์รักโรแมนติก กับบรรยากาศแสนอบอุ่น ในช่วงเวลาที่ลมหนาวของปีพัดโพย พร้อมกับเพลงประกอบเพราะ ๆ ที่บรรเลงคลอตลอดเรื่อง ผลงานของผู้กำกับมากความสามารถอย่าง “ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” เข้าฉายครั้งแรกเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2550 Inzpy จะพาไปย้อนความทรงจำกับภาพยนตร์ในใจใครหลาย ๆ คนกัน

รักแห่งสยาม

เรื่องราวของเด็กสองคนอย่างโต้งและมิว ที่เป็นเพื่อนบ้านกัน แต่มีเหตุการณ์ที่ แตง พีสาวของโต้งหายตัวไป ครอบครัวของโต้งจึงย้ายออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่มีแตงอยู่ด้วย และเมื่อเวลาผ่านเลยไป โต้งและมิวถึงได้กลับมาพบกันอีก “สยามสแควร์” เป็นที่ทีทำให้พวกเขาได้กลับมาเจอกัน พร้อมกับความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้น

ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำ

บรรยากาศเทศกาลคริสมาสต์ที่สยามสแแควร์ : เชื่อว่าพออากาศค่อย ๆ เย็นลง ลมหนาวเริ่มพัดพามา ภาพยนตร์รักแห่งสยาม คงเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่ทำให้คุณอยากกลับไปย้อนดูอีกครั้ง เพราะด้วยการนำศาสนาคริสต์เข้ามามีบทบาท และบรรยากาศของสยามแสควร์ที่ประดับประดาไปด้วยไฟของเทศกาลคริสมาสต์ ทำให้วันคริสมาสต์กลายเป็นอีกความทรงจำดี ๆ จากหนังเรื่องนี้เลย

รักแห่งสยาม

เพลงประกอบเพราะ ๆ : เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ รักแห่งสยาม ที่มีเพลงประกอบที่ฮิตติดหูอยู่หลายเพลงเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น กันและกัน / ขอบคุณกันและกัน / เพียงเธอ / คืนอันเป็นนิรันดร์ หรือแม้แต่เพลงที่อยู่ในหนังอย่างเพลงจีนที่อาม่าเล่นให้มิวฟัง ก็เรียกว่ายังเพราะติดหู ร้องได้ติดปากกันจนมาถึงทุกวันนี้เลยก็ว่าได้

ประโยคเด็ด ๆ : “ตราบใดที่มีรัก ย่อมมีหวัง” “ถ้าเรารักใครมาก ๆ เราจะทนได้หรอ ถ้าวันหนึ่งเราต้องเสียเขาไป” “การจากลามันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” “มันจะเป็นไปได้หรอที่เราจะใครโดยไม่กลัวการสูญเสีย” “แล้วมันจะเป็นไปได้หรอ ที่เราอยู่ได้ โดยไม่รักใครเลย นี่แหละคือความเหงา” “เราคงคบกับมิวเป็นแฟนไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มิวนะ” ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนประโยคพวกนี้ก็ยังโดนใจเสมอ

รักแห่งสยาม
CR.Twitter : ไปตามรอยหนังด้วยกันมั้ย

ความรักครอบครัว : นอกจากความรักของวัยรุ่น ความรักของเพื่อนแล้ว ความรักของคนในครอบครัวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพยนตร์ แน่นอนว่าการถ่ายทอดอารมณ์ในการแสดงของนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง นก สินจัย และ กบ ทรงสิทธิ์ ก็ทำให้เราอินกับเรื่องราวได้ไม่ยากเลย

รักแห่งสยาม

The Love of Siam

วงออกัส : วงดนตรีจากในภาพยนตร์ รักแห่งสยาม แต่หลังจากภาพยนตร์จบไปแล้ว วงออกัส ก็ยังมีผลงานเพลงและอัลบั้มออกมาให้แฟน ๆ ได้ติดตามกันอีกด้วย ถึงแม้ปัจจุบันสมาชิกในวงจะแยกย้ายกันไป แต่วงออกัสก็ยังเป็นอีกความทรงจำดี ๆ จากภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่เสมอ

วงออกัส

ภาพยนตร์แจ้งเกิดนักแสดง : อย่างที่รู้ ๆ กันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เนี่ยถือเป็นภาพยนตร์แจ้งเกิดนักแสดงอย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ และ พิช วิชญ์วิสิฐ รวมไปถึงสองสาวอย่าง เบสท์ ชนิดาภา และ ตาล กัญญา ด้วย

รักแห่งสยาม

รักแห่งสยาม

สถานที่ถ่ายทำ : เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่สถานที่ถ่ายทำ เป็นสิ่งที่ทำให้ชวนคิดถึงทุกครั้งที่ได้ดู เช่น สกาล่า โรงหนังเก่าสุดคลาสสิกของกรุงเทพ (ที่ตอนนี้เป็นเพียงแค่ความทรงจำไปจริง ๆ แล้ว) สยามสแควร์ แหล่งช้อปปิ้งยอดฮิต และหลังจากหนังได้ไปถ่ายที่ต่างประเทศ ก็ทำให้สยามกลายเป็นอีกที่ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็มาเยือนกันเลยทีเดียว

The Love of Siam

เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ระดับต้น ๆ ของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเป็นภาพยนตร์สุดโปรดในใจของใครหลาย ๆ คนอยู่เสมอ แถมในปี 2019 ครบรอบ 12 ปียังมีการจัดงาน HOUSE SAMYAN presents 12 ปีรักแห่งสยาม โดย House สามย่าน ร่วมกับ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล โดยงานนี้วงออกัสเค้าก็ได้กลับมารวมตัวกันจัด Mini Concert สุดอบอุ่น ณ ลาน Sky Garden (สกายการ์เด้น) ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึงกันอีกด้วย

เอาเป็นว่าใครที่อยากไปย้อนความทรงจำ รำลึกความหลังตลอด 14 ปี ของภาพยนตร์รักโรแมนติก รักแห่งสยาม ก็สามารถชมรับได้ที่ Netflix หรือช่องทางสตรีมมิ่งอื่น ๆ ที่ถูกลิขสิทธิ์เค้ามีให้ดูนะ บอกเลยดูช่วงหน้าหนาว หรือช่วงคริสมาสต์เนี่ย ความอินจะเพิ่มอีกเป็นเท่าตัวเลย

ขอบคุณภาพจาก สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

5 นาฬิกา Red and Gold แบรนด์หรูระดับโลก

5 นาฬิกา Red and Gold แบรนด์หรูระดับโลก

Red and Gold

Red and Gold สีที่ลงตัวบ่งบอกความหรูหราและมีความหวานเบา ๆ เหมาะกับทั้งชายและหญิงที่มีความหลงใหลสีแดงและทองกับการเลือกซื้อ นาฬิกา การซื้อนาฬิกานั้นก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องประดับที่ทั้งชายและหญิงต่างก็ชอบในเอกลักษณ์ของแต่ละเรือน ซึ่งเราพบเห็นนาฬิกาพวกนี้ได้บ่อยทางโลกออนไลน์ช้อปปิ้งต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสุด ๆ ในสมัยนี้ เพราะมีให้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะทั้งถูกและแพง แบรนด์ต่าง ๆ หรือจะของปลอมก็ตามรสนิยมของแต่ละคน พวกเรามักจะใส่ใจกับรูปลักษณ์ของนาฬิกามาก เพราะการเลือกนาฬิกาสักเรือนนั้นก็เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของเรา

Red and Gold
Cr.Photo ; pinterest.com

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานาฬิกาข้อมือได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ที่เป็นเครื่องประดับบอกเวลาให้กับเราและบ่งบอกรสนิยมในตัวเราด้วยนะคะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ ณ ตอนนี้ ที่หลาย ๆ คนนั้นก็ต่างหามาใส่กันตามยุคสมัย บางคนชอบเรือนเก่าที่บ่งบอกความลิมิเต็ด และบางคนก็ชอบตามเทรนด์ปัจจุบันให้ทันตามยุคสมัยอยู่เสมอ วันนี้ Inzpy จะมาแนะนำ 5 นาฬิกาสีแดง, ทองกันนะคะ ที่มีแต่แบรนด์หรูสวยมาก ๆ ตามไปดูกันเลยค่า

Red and Gold Omega
Cr.Photo ; omegawatches.com/

Omega De Ville Trésor Co-Axial Master Chronometer นาฬิกาสำหรับบุรุษประจำปี 2021 นาฬิการุ่นนี้มีความโดดเด่นในด้านความหรูสุภาพเรียบง่าย ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานคอลเลคชั่น Master Chronometer ในปีนี้ ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ได้เผยโฉมนาฬิกาหลากหลายรุ่นที่มาพร้อมกับหน้าปัดย่อยที่มาในหลากหลายเฉดสี หนึ่งในนั้นมีสีแดงและทองด้วย

Bulgari Serpenti Tubogas Watch
Cr.Photo ;Bulgari

Bulgari Serpenti Tubogas Watch เป็นแบรนด์ที่เติบโตจากอิตาลีที่ก่อตั้งในปี 1884 Bulgari ที่ผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นชาวกรีก แต่ได้ย้ายมาที่กรุงโรมในปี 1881 ต้นกำเนิดที่เริ่มจากร้านเครื่องประดับเท่านั้น ซึ่งได้รับพื้นฐานการดีไซน์จากอิทธิพลวัฒนธรรมจากทั่วโลกที่มีการพ่วงถึงรกรากผู้ให้กำเนิดแบรนด์อย่าง Sotirios Voulgaris เป็นชาวกรีก ซึ่งการทำคอลเลคชั่น Serpenti นี้ออกมาก็ได้มีการเกี่ยวเนื่องตัวละครหนึ่งในนิทานปกรณัมของกรีกโรมันที่ทำออกมาหลายรุ่นหลายสี และหนึ่งในนั้นได้นำมาตัดกับสีทองหน้าปัดแดง

Red and Gold Cartier
Cr.Photo ; Cartier

Cartier Tank Louis Cartier Watch เป็นแบรนด์เครื่องประดับสัญชาติฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงยาวนาน และเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นเป็นเพียงร้านเพชรธรรมดาในกรุงปารีสได้รับขนานนามว่าเป็น “จ้าวแห่งวงการอัญมณี” ที่ได้ผลิตหนึ่งในนาฬิกาทรงรถถังตามคอนเซ็ป Cartier ที่เหมาะกับสาว ๆ ทั้งในยุคก่อนและยุคนี้ ลักษณะตัวเรือนที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่ใหญ่โตมากผสมผสานกับเลขโรมันในยุคสมัยก่อน ที่บ่งบอกถึงความเป็นตำนาน บอกเลยว่ารูปทรงยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์นี้อย่างแท้จริง ถึงเวลาผ่านไปร้อยปี ก็ยังเก็บความเป็นแบรนด์ Tank Cintrée

Versace Safety Pin Watch
Cr.Photo ; Versace

Versace Safety Pin Watch เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ชอบสวมใส่นาฬิกาที่ผลิตโดย Versace ที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ 1946 เมืองเรจโจคาลาเบรีย ประเทศอิตาลี Safety Pin Watch เป็นนาฬิกาที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง มีสัญลักษณ์ของแบรนด์รูป Medusa ด้านหลังและบนหน้าปัดสีแดงสด ที่บ่งบอกถึงความงามที่แข็งแกร่งที่มีชีวิตชีวาของตัวเรือน

Gucci Timeless Watch
Cr.Photo ; Gucci

Gucci Timeless Watch เป็นแบรนที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 47 ของโลก ที่กำลังนิยมในกลุ่มคนไทยอย่างมาก ซึ่งแบรนด์นี้ถือว่าเป็นนาฬิกาที่ใส่แล้วดูสบาย ๆ ที่มีการการออกแบบผสมผสานสีแดงและสีทองเข้าด้วยกัน หน้าปัดที่ผสมผสานทั้ง Web Stripe ส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่น G-Timeless ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Gucci อย่างลงตัว จึงทำให้ผู้ชื่นชอบ Gucci จดจำได้ง่ายอย่างแน่นอน

เป็นไงกันบ้างคะสำหรับนาฬิกาสีแดงและทองที่มีแต่แบรนด์หรูหราระดับโลก ที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ที่หลายคนน่าจะอยากได้เป็นเจ้าของสักเรือนสักครั้งหนึ่ง คราวหน้า Inzpy จะมาแนะนำนาฬิกาอะไรอีกอย่าลืมติดตามกันเยอะ ๆ นะคะ

GUCCI 25H นาฬิกาชั้นสูงที่นักสะสมควรมีไว้ครอบครอง คลิก