Home Blog Page 1154

เทศกาลกินเจ 2564

เทศกาลกินเจ 2564 กินเจไปทำไม และต้องปฎิบัติตัวอย่างไรจึงจะถูกต้อง

เทศกาลกินเจ
Cr.Pinterest

เทศกาลกินเจ 2564 ระยะเวลารวมทั้งสิ้น 9 วัน โดยเริ่มวันแรกตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม-14 ตุลาคม 2564 แต่โดยปกติแล้วมักจะเริ่มกินเจก่อนวันจริงๆซักประมาณ 1-2 วันซึ่งเรียกกันว่าเป็นวันล้างท้อง เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้มีการค่อย ๆ ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของอาหารที่เราทานเข้าไป วันนี้เราจะพาทุก ๆ ท่านมาเรียนรู้เกี่ยวกับเทศกาลกินเจนี้ว่า กินไปทำไม? แล้วจะต้องเตรียมตัว และปฎิบัติตัวกันอย่างไร? มาค่ะเราจะเล่าให้ฟัง

เทศกาลกินเจ
Cr.Pixabay

เทศกาลกินเจนั้นถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง ซึ่งถือกำเหนิดมาจากพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยคำว่า “เจ” ในภาษาจีนนั้นหมายถึง การถือศีล 8 โดยศาสนาพุทธนิกายมหายานนี้จะมีการรักษาศีล 8 นี้ ด้วยการไม่ทานเนื้อสัตว์หลังเวลาเที่ยงวัน ซึ่งถือว่าจะเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต และต้องปฏิบัติตนเองให้ดีทั้งทางกาย วาจาและใจอีกด้วย โดยเทศกาลกินเจของทุกปีจะเริ่มต้นตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9(ตามปฏิทินของจีน) ซึ่งจะตรงกับเดือนตุลาคมของปฏิทินไทย

ขอควรปฏิบัติในการกินเจมีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ
การล้างท้อง ควรมีการเตียมตัวก่อนเริ่มกินเจด้วยการล้างท้องประมาณ 1-2 วันก่อนเริ่มกินเจ โดยทางกรมอนามัยได้มีการแนะนำว่าเพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัวเพื่อปรับการทานอาหารและให้ระบบย่อยทำงานได้ดี ควรค่อย ๆ มีการเริ่มปรับลดการทานอาหารแต่ละมื้อไปเรื่อย ๆ ก่อนเริ่มกินเจงดเนื้อสัตว์อย่างจริงจัง โดยอาจจะเริ่มที่การงดทานเนื้อสัตว์ใหญ่ก่อนเปลี่ยนไปทานเนื้อปลาที่ย่อยง่าย ๆ หรือทานไข่ควบคู่ไปด้วย

อาหารที่ต้องงด

เทศกาลกินเจ
Cr.Pixabay

1.นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว ยังรวมอาหารจำพวกผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่างนั่นก็คือ กระเทียม หอมทุกชนิด(รวมถึงต้นหอมด้วย), หลักเจียว และใบยาสูบ(งดสูบบุหรี่นั่นเอง) หรือผักอื่น ๆ ที่มีกลิ่นฉุนก็ควรงดด้วยเช่นกัน

เทศกาลกินเจ
Cr.Pixabay

2.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ เช่น นม เนย น้ำมันสัตว์ ตามินเสริมต่างๆที่สกัดมาจากสัตว์ หรือส่วนประกอบใด ๆ ของสัตตว์ เช่น เครื่องใน ไข่ หรือเลือด
3.ห้ามปรุงอาหารรสจัด เพราะอาหารรสจัดนั้นจะไปกระตุ้นร่างกายให้มีการทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีความเชื่อว่าเมื่อภายในร่างกายทำงานมากขึ้นจะส่งผลให้จิตใจไม่สงบ
4.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกประเภท
Tips:หากใครทานเจแบบจริงจังจะต้องแยกพาชนะต่างๆไม่ใช้ร่วมกับคนที่ไม่ทานเจด้วยนะคะ

 

สิ่งที่ได้จากการกินเจ

เทศกาลกินเจ
Cr.Pixabay

สุขภาพดีขึ้น เมื่อเรารับประทานอาหารที่ดีสิ่งที่จะได้ตามมานั่นก็คือสุขภาพที่ดีขึ้นนั่นเอง การทานเจนั้นถือว่าเป็นการทานอาหารชีวจิตอย่างหนึ่ง โดยปกติแล้วในวันที่เราไม่ทานเจนั้น ปริมาณผักและผลไม้ต่าง ๆ ที่เราได้ทานเข้าไปในร่างกายเมื่อเทียบกับปริมาณเนื้อสัตว์แล้วถือว่าน้อยมาก ๆ โดยในช่วงเจนี้เป็นการงดเนื้อสัตว์ในระยะเวลาสั้น ๆ ถือว่าเป็นการปรับสมดุลในร่างกายให้ดีขึ้นด้วยค่ะ

ได้บุญกุศล การกินเจนั้นคือการงดทานเนื้อสัตว์ซึ่งถือได้ว่าเราเองไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทำให้มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตน้อยลง ซึ่งก็เหมือนกับว่าเราได้ทำบุญแล้วจิตใจเราก็จะสะอาดปลอดโปร่ง นอกจากการงดเนื้อสัตว์แล้วเรายังจะต้องปฏิบัตตนให้ดีทั้งกาย วาจาและใจอีกด้วย

ในเมืองไทยประเพณีถือศิลกินเจนี้เป็นที่นิยมกันอย่างมากเนื่องจากมีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ในประเทศไทยกันค่อนข้างเยอะ โดยปกติแล้วตลอดช่วงกินเจนั้นจะมีการจัดงานเทศกาลนี้ขึ้น ที่ที่โด่งดังในการจัดเทศกาลนี้ก็เช่น ที่เยาวราช และที่ภูเก็ตค่ะ โดยในงานก็จะมีขบวนแห่ต่างๆ การโชว์อภินิหาร การทรงเจ้า การแสดงเชิดสิงโต เป็นต้น ในปีนี้เนื่องจากสถานการณ์ของโรคระบาด โควิด 19 ที่เยาวราชนั้นได้ประกาศงดกิจกรรมต่าง ๆ แต่ที่ภูเก็ตนั้นเทศกาลถือศิลกินผักยังคงมีการจัดอยู่ค่ะ แต่จะให้งดกิจกรรมบางอย่างที่มีความเสี่ยงลง

เทศกาลกินเจ
Cr.Pinterest

สุดท้ายนี้การกินเจให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นหลัก เน้นผักหลากสี ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมันจัดจนเกินไป เลี่ยงของมันของทอด และไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ทานข้าวขาวสลับกับข้าวกล้องบ้าง ขอให้ทุกท่านผ่านเทศกาลกินเจไปอย่างสุขภาพดีและมีจิตใจที่แจ่มใส่เบิกบานกันถ้วนหน้านะคะ


รวมโรงแรมชมพลุสวยในเทศกาลพลุพัทยา 2021 คลิก

 

รวมโรงแรมชมพุสวยในงานเทศกาลพลุพัทยา 2021

รวมโรงแรมชมพลุสวยในงาน เทศกาลพลุ พัทยา 2021

เทศกาลพลุ

หนึ่งปีมีครั้งเดียวเท่านั้น!!! สำหรับ เทศกาลพลุ ที่พัทยา สำหรับปีนี้มีกำหนดจัดงานอยู่ระหว่างวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2564 สำหรับใครที่อยากชมพลุแบบสบาย ๆ ได้เห็นความสวยงามอลังกาลแบบเต็ม ๆ ตา แต่ไม่ต้องเสี่ยงกับการไปเบียดเสียดกับผู้อื่น ก็เตรียมตัวจองโรงแรมไปได้เลยค่ะ แนะนำว่ารีบจองตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ เพราะจากประสบการณ์ทุกๆปีที่ผ่านมาโรงแรมที่เห็นวิวพลุเต็มไวมากจริง ๆ ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมโรงแรมชมพลุสวยเอาไว้แล้ว มีที่ไหนบ้างไปดูกันได้เลย

 

ฮาร์ดร็อค พัทยา (Hard Rock Hotel Pattaya)

โรงแรมนี้ตั้งอยู่ติดกับถนนเลียบหาดพัทยากลางเลยค่ะ มีเพียงแค่ถนนกั้นโรงแรมกับชายหาดเอาไว้เท่านั้น มีที่จอดรถเยอะกว้างขวาง การจองห้องจะต้องเลือกห้องที่สามารถมองเห็นอ่าวพัทยานะคะ เพราะที่นี่จะมีห้องหลายประเภท หากจองผิดอดดูพลุสวย ๆ ช่วยไม่ได้น้า สำหรับห้องวิวทะเลของที่นี่สามารถชมพลุได้อย่างใกล้ชิด เต็ม ๆ ตา สวยงามมาก ๆ สามารถชมความอลังการของพลุได้ทั้งจากที่พักและบริเวณร้านอาหารบนดาดฟ้า(ต้องจองล่วงหน้าเลือกโต๊ะที่หันไปทางอ่าวพัทยานะคะ)

จองโรงแรม คลิก

 

โรงแรมฮิลตัน พัทยา (Hilton Hotel Pattaya)

โรงแรมนี้ถือเป็นโรงแรมยอดฮิตสำหรับคนที่ต้องการมาดูพลุเลยค่ะ เป็นอีกโรงแรมที่ตั้งอยู่ติดกับถนนเลียบหาดพัทยา สามารถชมพลุได้อย่างใกล้ชิดอลังการอีกเช่นกัน นอกจากจะสามารถชมพลุได้จากห้องพักแล้วยังสามารถขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศการชมพลุได้ที่บริเวณสระว่ายน้ำก็ได้ หรือใครอยากจะทานอาหารค่ำไปด้วยชมพลุไปด้วยก็สามารถจองโต๊ะที่ห้องอาหาร horizon hilton pattaya ที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 34 ได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามีตัวเลือกในการรับชมพลุได้อย่างหลากหลายมาก ๆ
จองโรงแรม คลิก

 

บาลีฮาย เบย์ เรสซิเดนส์ (BalihaiBay Resident Pattaya)

โรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่บริเวณพัทยาใต้ ที่นี่จะมีห้องพักที่ส่วนมากหันไปยังอ่าวพัทยา ได้ชมวิวแบบพาโนราม่าแบบเต็มๆตา ห้องพักที่เป็นที่นิยมของที่นี่ก็คือห้องแบบ Premium Ocean View ซึ่งมีพื้นที่ภายในห้องกว้างขวาง พร้อมระเบียงส่วนตัวท่านสามารถไปนั่งชมความงามของพลุได้อย่างสบายตาสบายใจ นอกจากนี้แล้วยังมีอ่างจากุชชี่ที่สามารถชมวิวอ่าวได้ 180 องศา เรียกว่าแช่น้ำจิบเครื่องดื่มไป ชมพลุไป ฟินสุด ๆ กันเลยทีเดียว
จองโรงแรม คลิก

 

พัทยา ดิสคอพเวอรี่ บีท (Pattaya Discovery Beach Hotel)

เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่ตั้งอยู่ติดกับถนนเลียบหาดพัทยาและอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากบริเวณที่จุดพลุเรียกได้ว่ากำลังพอดี ๆ ได้เห็นพลุในขนาดที่สวยงามกำลังดี เสียงไม่ดังมากจนเกินไป มีระเบียงให้ออกไปนั่งดูพลุได้อีกด้วย ที่จอดรถที่นี่อาจจะไม่มากนัก หากใครขับรถส่วนตัวมาอาจจะต้องมาถึงไว ๆ กันสักหน่อย และจะต้องจองห้องที่เป็น Ocean View เท่านั้นนะคะ เพราะที่นี่เองก็มีที่พักหลายแบบให้เลือกเช่นกัน
จองโรงแรม คลิก

 

โรงแรมเมรา มาเร พัทยา (Mera Mare Hotel Pattaya)

ที่นี่จะอยู่ติดกับโรงแรม Hard Rock Hotel Pattaya  เลยค่ะ ใกล้กับถนนเลียบหาดพัทยากลาง ที่นี่เป็นห้องพักที่วิวดีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับคนที่มีงบไม่มากนัก เป็นโรงแรมขนาดเล็กแต่วิวที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก เพราะตัวโรงแรมจะหันหน้าเข้าชายหาดพัทยาแบบเต็ม ๆ เลยค่ะ ถ้าเลือกจองห้องวิวทะเลมารับรองได้ชมพลุแบบตรง ๆ เต็ม ๆ อลังการอย่างแน่นอน ภายในห้องพักเองก็สวยงามสะอาดตามากๆ หากใครนำรถส่วนตัวมาแนะนำให้มาเร็วหน่อยนะคะ เพราะเนื่องจากที่นี่มีที่จอดรถค่อนข้างน้อยไปสักนิดค่ะ
จองโรงแรม คลิก

 

โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา (Holiday Inn Pattaya)

เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่อยู่ติดถนนเลียบหาดพัทยา อยู่ในโซนพัทยาเหนือนะคะ ที่นี่มีห้องพักที่เป็นแบบ Seaview ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากโรงแรมนี้เป็นตึกที่ค่อนข้างสูงมากๆ หากใครต้องการชมพลุจะต้องเลือกห้องให้ถูกฝั่งนะคะ สามารถรีเควสไปตอนจองได้เลยว่าขอห้องที่เห็นพลุได้ ข้อดีอีกอย่างของที่นี่ก็คือที่จอดรถค่อนข้างเยอะค่ะ สะดวกสบายเลยทีเดียว
จองโรงแรม คลิก

โรงแรมที่เราเลือกมาให้ทุกๆท่านได้ชมกันวันนี้ ถ้าถูกใจที่ไหนรีบจองกันให้ไวนะจ๊ะ ถ้าเต็มแล้วจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้น้าาาา

ทะเลพม่า ซักครั้งในชีวิตที่เกาะนาวโอพีและเกาะช้างเผือก คลิก

 

นั่งนานเกินไป อันตรายต่อสุขภาพเราแค่ไหน ?

0

นั่งนานเกินไป อันตรายต่อสุขภาพเราแค่ไหน ?

มีพนักงานออฟฟิศจำนวนมากมายที่มักจะพบกับปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากการ “นั่ง” ทำงานนานๆ แล้วไม่ค่อยได้มีการออกกำลังกายหรือมีการยืดเส้นยืดสาย อาจจะทำให้ร่างกายได้มีการทำงานที่ไม่สมดุล หรือมีบางส่วนที่ได้รับการทำงานหนักแบบไม่ถูกวิธี เรามาดูกันดีกว่า ว่าผลเสียที่เราจะเจอในปัญหานี้มีอะไรบ้าง

นั่ง
Cr: Photo charlieloveblues.com

1. อาการปวดหลัง
– นี่อาจจะเป็นปัญหาที่คนเราพบบ่อยมากที่สุดและเกิดขึ้นเร็วที่สุด เมื่อเรานั่งไม่ถูกวิธี จะทำให้กล้ามเนื้อ หรือบ่ามีผลกระทบทำให้ปวดเมื่อย หรือมีการเจ็บข้างใดข้างหนึ่งเมื่อหายใจ ในขณะที่นั่งนั้นจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังของคุณมีแรงกดมากกว่าขณะที่ยืนอยู่ สุขภาพหลังจะแย่กว่าเดิมอีกถ้าหากนั่งหลังคอมหน้าคอมพิวเตอร์ พูดได้เลยว่าเมื่อใครได้เป็นแล้ว จะรู้สึกทรมานและไม่มีอารมณ์ทำงานกันเลยทีเดียว เพราะมันไม่สบายตัวในการนั่งทำงาน แถมจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดอีกด้วย

นั่ง
Cr: Photo sentangsedtee

2. ปัญหาหัวใจ
– เมื่อเรานั่งทำงานนานๆ แล้วไม่ได้มีกิจกรรมที่จะทำให้หัวใจของคุณแข็งแรง เช่น การได้พักมาวิ่ง การเดิน แคลอรี่เราจะถูกเผาผลาญน้อยลง เนื่องจากหัวใจไม่ได้มีการสูบฉีดเลือด ไม่มีการใช้กล้ามเนื้อเท่าที่ควร ทำให้กรดไขมันสามารถจับตัวและมีโอกาสอุดตันได้ง่าย

3. เบาหวานที่เพิ่มขึ้น
– ร่างกายคนเรามีความสามารถในการตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งมีผลกนะทบจากการนั่งนานๆ เพียงวันเดียวเนี่ย จะทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้มากขึ้นและนำไปสู่โรคเบาหวานได้ การวิจัยค้นพบว่าผู้ที่นั่งเป็นเวลานาน ๆ มีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ

4. เส้นเลือดอุดตัน
– เราควรหาเวลาออกกำลังกายในการช่วยเรื่องของเส้นเลือดดำอุดตัน เพราะการนั่งนำไปสู่การไหลเวียนเลือกที่ไม่ดี อาจจะทำให้เกิดอาการบวมที่ข้อเท้า เส้นเลือดขอดและเกิดลิ่มเลือดได้

5. สมองไม่ปลอดโปร่ง
– ในแต่ละวันเราต้องนั่งคิดงาน เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมบางทีเราคิดงานไม่ออก หรือไม่รู้ว่างานจะต้องออกมาในรูปแบบไหน ควรวางแผนไว้ยังไง งั้นลองขยับร่างกายกันดู เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจได้สูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนที่ไปสู่สมองของเราบ้าง เพราะการนั่งกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ตลอดวัน มีโอกาสทำให้เรารู้สึกหดหู่ ลองเดิน ๆ ออกไปรับอากาศข้างนอกดูบ้าง ให้เราได้รู้สึกสดชื่น การทำงานเราจะได้ลื่นไหล

6. การย่อยอาหาร
– การนั่งหลังจากได้กินอาหารจะทำให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อนไหวลดลง มีการย่อยอาหารที่ไม่ดี และจะนำไปสู่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รวมถึงท้องผูกที่เกิดจากภาวะความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย

7. น้ำหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
– ใครสังเกตน้ำหนักตัวเองบ้าง ว่าขึ้นมากี่โลแล้ว 555 เชื่อว่าหลายคนพอได้พักเที่ยง ทานข้าวเสร็จก็กลับมานั่ง วนเวียนอยู่แบบนี้ทุกวัน เลิกงานก็เหนื่อย ออกกำลังกายก็คงจะหมดแรงไปในแต่ละวัน แต่มันคือข้อเสียมากๆ สำหรับโรคอ้วนที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะสำหรับบางคนติดนิสัยจนชินไปแล้ว จะทำให้คุมอาหารยาก ไม่อยากออกกำลังกาย และท้ายที่สุดสุขภาพจะไม่ดีมาก ๆ เลยล่ะ

8. กระดูกอ่อนแอ
– นี่คือผลเสียในระยะยาว หากเราไม่ได้ใช้งานร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งนานๆ อวัยวะส่วนนั้นอาจจะทำงานไม่ดีเท่าที่ควร ร่ายกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ยากต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ปกติ เช่น ปวดขาปวดข้อได้ง่าย เจ็บตรงนั้นตรงนี้ เป็นต้น

  • ผลสรุปเห็นได้ชัดแล้วว่า การนั่งนานๆ มันมีผลเสียต่อร่างกายเราหลายอย่างมาก ๆ เบื้องต้นนอกจากจะหาวิธีการนั่งที่ถูกวิธีแล้ว เราควรลุกมาเดินทุกชั่วโมงบ้าง เพื่อมีการยืดหรือคลายกล้ามเนื้อ ไม่ให้มันตึงเกินไป นอกจากนี้ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงที่สุด แต่อย่าหักโหมมากเกินไปนะคะ

อ่านบทความอื่นๆ

กู้ผิวใสหลังใส่แมสค์ ช่วงโควิด

น้ำนมจากพืช เลือกใหม่สำหรับคนใส่ใจสุขภาพ

บอกช่างยังไงถ้าอยากได้เล็บทรงนี้

0

เล็บเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญมากๆ เพราะนอกจากใบหน้าของเราที่สามารถแต่งแต้มสีสันลงไปบ่งบอกถึงสไตล์และความชอบของแต่ละบุคคลแล้วนั้น เล็บก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสไตล์ความชอบของเราได้อีกเช่นกัน และเราเชื่อว่าสาวๆ แต่ละคนนั้นก็ชอบทรงเล็บที่แต่งต่างกันอีกด้วย บางคนชอบเล็บสั้น บางคนชอบเล็บยาว บางคนชอบแบบเหลี่ยม บางคนชอบแบบมน เยอะแยะมากมายค่ะ เอาล่ะ! เรามีรูปทรงเล็บที่ฮิตมากๆ มาฝากกัน วันไหนไปทำเล็บจะได้บอกช่างทำเล็บให้ถูกจะได้ไม่เสียอารมณ์

Cr.Photo ; chasingdaisiesblog.com, hifashiongirl.com, itakeyou.co.uk
  1. Square Shaped

เล็บทรงนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ลักษณะคือปลายเล็บตกแต่งให้มีเหลี่ยม มีขนาดเท่ากับเล็บแบบธรรมชาติของแต่ละคนทำให้มีความเสี่ยงในการหักน้อยมาก โดยวิธีการทำช่างจะใช้วิธีตะไบตกแต่งปลายเล็บของคุณให้ตรงและทำความสะอาดหน้าเล็บให้เรียบเนียน

  • เหมาะสำหรับ คนที่มีนิ้วยาวและหน้าเล็บกว้าง
Cr.Photo ; ipsy.com, flickr.com, hifashiongirl.com

2.Squoval Shaped

เป็นเล็บที่มีความผสมผสานของทรงสี่เหลี่ยมและวงรี นั่นก็คือ เป็นรูปทรงสีเหลี่ยมที่ทำให้มีความมนของมุมเล็บ แต่ต่างจากทรง Square อย่างเห็นได้ชัด ทรงนี้ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันค่ะเรียกได้ว่าเป็นทรงเบสิคของสาวๆ เลยก็ว่าได้

  • เหมาะสำหรับ นิ้วทุกแบบสามารถทำทรงนี้ได้หมด
Cr.Photo ; chasingdaisiesblog.com, quadrofeminino.com

3.Round Shaped

นี่คือทรงเล็บที่ต้องการความระมัดระวังน้อยที่สุด เป็นทรงที่ทำให้ปลายนิ้วของคุณนั้นดูเรียวยาวขึ้นอีกด้วยนะ สำหรับสาวๆ คนไหนที่มีเล็บสั้นแนะนำทรงนี้รอดชัวร์ ลักษณะของเล็บคือการตกแต่งปลายเล็บให้ดูโค้งมน แต่ต่างจากทรง Squoval ที่ต้องการความมนแค่ช่วงมุมเล็บเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าสับสนไปเลยค่ะ

เหมาะสำหรับ นิ้วทุกแบบสามารถทำทรงนี้ได้หมด

Cr.Photo ; etsy.com, totalbeauty.com, polyvore.com

4.Oval Shaped

เล็บทรงนี้นิยมมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1900 จนถึงต้นปี  2000 ลักษณะของเล็บทรงนี้คือ ความกลมมนให้ความรู้สึกสง่างาม จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมผู้หญิงในยุคนั้นจึงนิยมมาก การตะไบเล็บให้มีลักษณะเหมือนรูปไข่แบบนี้ทำให้นิ้วดูยาวขึ้น ทำให้ผู้หญิงที่มีนิ้วสั้นดูเรียวขึ้นด้วยการพลางตาของเล็บได้ดี

  • เหมาะสำหรับ คนที่มีลักษณะของนิ้วสั้นป้อมแนะนำทรงนี้เลย
Cr.Photo ; etsy.com, amzn.to, weheartit.com 

5.Almond Shaped

เล็บทรงนี้มีลักษณะคล้ายกับทรง Oval เพียงแต่เล็บทรงนี้มีการตกแต่งช่วงปลายเล็บให้ดูแหลมเล็กน้อยคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ที่เราเห็นกันทั่วไปนั่นแหละ วิธีการทำเล็บทรงนี้คือต้องหาจุดกึ่งกลางของเล็บแล้วทำให้มีปลายแหลมออกมา หลังจากนั้นตะไบให้มนไม่ให้มีขอบแหลมคม

  • เหมาะสำหรับ คนที่มีลักษณะของนิ้วสั้นป้อม
Cr.Photo ; beautyholo.com, glowsly.com, wattpad.com 

6.Ballerina Shaped

นี่คือทรงเล็บที่ต้องใช้เทคนิคที่ละเอียดอ่อน มีการขึ้นทรงแบบเดียวกับ ทรง Almond แต่เล็บทรงนี้ต้องมีความยาวที่พอเหมาะ ส่วนมากจะใช้สำหรับเล็บปลอมที่นำมาติดกับเล็บจริง ปลายเล็บมีการตะไบให้ตรงไม่มีความโค้ง แต่ต้องลบคมออก และนี่คือเล็บทรงโปรดของ Kylie Janner

  • เหมาะสำหรับ เป็นอีกหนึ่งทรงที่เหมาะกับนิ้วทุกแบบ
Cr.Photo ; cutemanicure.com, glaminati.com

7.Stiletto Shaped

และนี่คือเล็บทรงโปรดที่เรามักจะเห็นคนดังอย่าง Rihanna ทำเล็บทรงนี้ในหลายๆ ลุคของเธอ แน่นอนว่าเล็บทรงนี้อาจทำให้นิ้วคุณดูเรียวยาวเหมือน ทรง Almond ช่างที่ทำต้องมีความชำนาญประมาณนึง เพราะต้องหาจุดกึ่งกลางแล้วจึงเริ่มตะไบทั้ง 2 ด้านให้เท่ากัน เล็บลักษณะนี้อาจทำให้เล็บของเราแตกหักได้ง่าย ผู้ที่ต้องการทำเล็บทรงนี้ส่วนใหญ่ช่างจะใช้เล็บปลอมติดทับลงไป

  • เหมาะสำหรับ เป็นอีกหนึ่งทรงที่เหมาะกับนิ้วทุกแบบ

ในเมื่อเราทราบถึงลักษณะของเล็บแต่ละแบบแล้ว ลองมองหาสไตล์ที่คุณชอบแล้วไปบอกกับช่างประจำตัวของคุณดูนะ รับรองว่าได้ในแบบที่ใจต้องการแน่นอน

บทความที่คุณอาจสนใจ

5 สไตล์รองเท้าสุดคลาสสิคที่ควรมีติดตู้ ยังไงก็ได้ใช้

5 สไตล์รองเท้าสุดคลาสสิคที่ควรมีติดตู้ ยังไงก็ได้ใช้

0

ผู้หญิงอย่างเรานอกจากจะต้องมีเสื้อผ้าสวยๆ กระเป๋าเริ่ดๆ แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ รองเท้า การเลือกรองเท้าที่ดีมักทำให้วันนั้นๆ ของคุณผ่านฉลุยเลยล่ะ ถ้าเราแต่งหน้าทำผมเลือกชุดสุดสวยแล้วแต่รองเท้ามันดูแปลกๆ โดดออกมาแล้วทำให้ไม่มั่นใจ ลองเปิดตู้ของคุณดูใหม่อีกครั้งนะ เพราะบางทีการเลือกรองเท้าที่มีดีไซน์เว่อวังก็เอาไม่อยู่ในทุกชุดสวยนะจ๊ะ แต่ถ้าเสื้อผ้าโดดเด่นแล้วให้รองเท้าเรียบๆ ช่วยดันให้ดูดีขึ้นมันน่าจะดีกว่าแต่งแล้วโป๊ะนะ สำหรับบางคนมีรองเท้าเยอะมาก เยอะจนถึงกับสร้างห้องสำหรับเก็บรองเท้าสุดแสนรักไว้เลยทีเดียว ถามต่อว่า…มีเยอะขนาดนี้แล้วใช้ทุกคู่รึเปล่าน้าาา? แต่ไม่ว่ายังไงต่อให้เราจะมีรองเท้าเยอะแยะมากมายแค่ไหน เราก็ควรมีรองเท้าสุดแสนจะคลาสสิค 5 สไตล์ที่เราจะแนะนำกันต่อไปนี้ติดตู้กันไว้ด้วยนะ เพราะคุณจะได้ใช้มันแน่นอน

รองเท้าที่ควรมีติดตู้
Cr.Photo ; whowhatwear.co.uk, iamandco.com, society19.com
  1. รองเท้าผ้าใบ (Sneaker)

หลายคนหลงใหลรองเท้าผ้าใบเป็นอย่างมาก บางคนมีมากกว่า 2 คู่ ด้วยเหตุง่ายๆ คือใส่สบาย คล่องตัว ไม่ปวดเท้าเมื่อใส่เป็นเวลานานๆ เทียบกันกับรองเท้าส้นสูง และไม่ว่าจะจับมา Mix&Match กับไอเทมอะไรก็เข้ากันได้ง่ายไม่ดูแปลก สีที่นิยมกันมาก คือ สีขาว ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อะไรก็มักจะมีสีนี้เสมอ เพราะเป็นสีสุดคลาสสิค เข้าได้กับทุกสีของเสื้อผ้า หรืออาจจะใช้เบลคสีเสื้อผ้าที่ฉูดฉาดก็ทำได้ดี จึงทำให้สีขาวนั้นฮิตตลอดกาล รองเท้าผ้าใบมีติดตู้ไว้ได้ใช้ชัวร์ จะใส่ไปทำงาน หรือวันสบายๆ กับเพื่อนสาวก็เวิร์คเสมอ

รองเท้าที่ควรมีติดตู้
Cr.Photo ; stealthelook.com.br, lulalogy.com, bloglovin.com

2.รองเท้าส้นสูงสีพื้น (Pump)

รองเท้าที่ดูเป็นทางการไว้สำหรับใส่ทำงานหรืออกงานสวยๆ ผู้หญิงอย่างเราต้องมีติดตู้แน่นอน แต่ก่อนอื่นขอแนะนำส้นสูงแบบสีพื้นนะ ให้เป็นไอเทมเบสิคติดตู้ไว้ก่อน เพราะอะไรน่ะหรอ ? เพราะมันได้ใช้แน่นอนน่ะสิ ลองนึกภาพตามนะคะ เมื่อถึงเวลาที่เราต้องไปงานที่จำเป็นต้องเรียบร้อยเป็นทางการมากๆ หรือแม้กระทั้งงานเลี้ยงที่อยากได้ลุคเรียบหรูแต่ดูแพง ส้นสูงสีพื้นอย่าง สี เบจ ขาว ดำ หรือแม้กระทั้งสีชมพูอ่อน เนี้ยจะเป็นสิ่งแรกที่เรานึกถึง จะแมทช์กับเสื้อผ้าโทนสีอะไรก็ดูดี และเรียบร้อย ส่วนส้นสูงสีฉูดฉาดเก็บไว้ใช้ในงานที่ต้องการความโดดเด่น น่าจะดีกว่า

รองเท้าที่ควรมีติดตู้
Cr.Photo ; whowhatwear.co.uk, society19.com, hellomagazine.com

3.รองเท้าแตะรัดส้น (Sandals)

มาต่อกันที่รองเท้าแตะแบบรัดส้น (Sandals) หลายคนอาจจะงงว่าทำไมต้องมีรองเท้าแตะซ้ำซ้อน ในเมื่อเราก็มีรองเท้าแตะฟองน้ำใส่อยู่บ้านแล้วนี่ ก็เพราะว่ารองเท้าแตะแบบรัดส้นนั้นสามารถใส่ออกจากบ้านได้แบบดูมีสไตล์น่ะสิ เชื่อไหมว่ารองเท้าบ่งบอกถึงสไตล์และบุคลิกของคนที่สวมใส่ด้วยนะ เพราะฉะนั้นเราจะมองข้ามมันไปไม่ได้เด็ดขาด ถึงแม้ว่าเราอาจจะแค่ออกจากบ้านไม่ถึง 1 กิโลเมตรเพื่อไปซื้อกาแฟร้านที่ชอบ ก็ต้องดูดีหน่อยนะ และอีกสถานที่ที่เราจะนึกถึงรองเท้าแตะรัดส้น นั่นก็คือ ชายหาดสีขาวกับน้ำทะเลที่ครามใช่ไหมล่ะ เห็นไหมว่ายังไงก็ได้ใช้แน่นอน

รองเท้าที่ควรมีติดตู้
Cr.Photo ; whowhatwear.co.uk, Chic classic outfit, rankandstyle.com

4.รองเท้าส้นแบน (Flat Shoes)

รองเท้าส้นแบน หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า Flat Shoes ถ้าเราต้องใส่รองเท้าส้นสูงทุกวันเวลาทำงานอาจะทำให้เราปวดเท้าได้ เพราะฉะนั้นรองเท้าส้นแบนช่วยได้ค่ะ ลองหารองเท้าส้นแบนติดู้ไว้นะ ช่วยผ่อนคลายเท้าได้ดีเพื่อสุขภาพเท้าของเรา

รองเท้าที่ควรมีติดตู้
Cr.Photo ; statementaura.com, popsugar.com, fashionactivation.com

5.รองเท้าหนังหรือรองเท้าบูท (Boots)

ถ้าในตู้ของเรามีรองเท้าหนัง หรือบูทสุดคลาสสิคสักคู่มันก็น่าจะดีนะ ถึงแม้ว่าเมืองไทยคือเมืองร้อนแต่เราก็สามารถเลือกใส่บูทแบบข้อสั้นได้ เชื่อไหมว่ามันอัพลุคให้คุณดูดีขึ้นมาได้ง่ายๆ เลยล่ะ วันไหนอยากดูมีสไตล์แต่มีความแมนที่ไม่แคชชวลจนเกินไปนัก นี่แหละคือรองเท้าที่คุณตามหาเลย ถึงแม้ว่าคุณสมบัติของบูทนั้นจะคล้ายกับรองเท้าผ้าใบที่ไม่ว่าจะใส่กับกางเกงหรือกระโปรงก็ได้เสมอ แต่สไตล์ที่ออกมาไม่เหมือนกันนะ ถ้าอยากดูมีความเข้มและแมนๆ ขอให้เลือกหยิบบูทขึ้นมาใส่นะ

บทความที่คุณอาจสนใจ

ทรงผมแบบนี้เรียกว่า Wolf Cut ทรงผมยอดฮิตที่สุดแห่งปี

 

ชานมไข่มุก ไต้หวัน ร้านเด็ดโดนใจไปแล้วต้องลอง

ชานมไข่มุก ไต้หวัน ร้านเด็ดโดนใจไปแล้วต้องลอง

ชานมไข่มุก

ถ้าพูดถึงการเดินทางไปประเทศไต้หวันแล้ว นอกจากการไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม ไหว้พระขอพร กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมทำเมื่อไปถึงไต้หวัน นั่นก็คือการตะลุยชิมอาหารร้านดังนั่นเอง เนื่องจากที่ไต้หวันนั้นขึ้นชื่อเรื่องการมีอาหารอร่อยมากมายหลายร้านที่ชวนลองให้ไปชิมและที่สำคัญราคาไม่แพง ในบรรดาอาหารต่าง ๆ นั้นก็จะมีเมนูที่ขึ้นชื่อมาก ๆ ถ้าใครไปแล้วไม่ได้ลองทานก็เหมือนมาไม่ถึงนั่นก็คือ ชานมไข่มุก นั่นเองงงงง เอาหล่ะวันนี้เราจะพาทุกท่านมาทอลองกินชานมไข่มุกที่ขึ้นชื่อของที่นี่กัน แต่จะให้ชิมทุกร้านก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อาจจะท้องแตกกันซะก่อนเพราะเจ้าร้านชานมไข่มุกนี้มีมากมายหลายร้านนั่นเอง วันนี้เราจะคัดสรรเฉพาะร้านที่ถูกอกถูกใจคนไทยมาให้ได้รับชมและรับชิมกัน มีร้านไหนบ้างที่ติดโผ ตามไปดูกันนะคะ
Tips : สกุลเงินไต้หวันแพงกว่าไทยนิดเดียวนะคะ ประมาณ 1.1 NT= 1 บาท

 

TIGER SUGAR


ร้านนี้เรียกว่าเป็นร้านที่ดังมาก ๆ นะคะ มีหลายสาขาในไต้หวัน ปัจจุบันมีสาขาที่เมืองไทยแล้วด้วยค่ะ ไปลองทานแก้ขัดกันก่อนได้(แต่ราคาขายที่ไทยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการไปทานที่นู่นนะคะ) เมนูเด็ดของที่นี่คือ Brown Sugar Milk สนนราคาอยู่ที่ 55 NT ค่ะ จุดเด่นของเมนูนี้คือตัวไข่มุกน้ำตาลทรายแดงที่มีรสหวาน กับไข่มุกนุ่มอร่อยละมุนลิ้น เข้ากับนมสดที่มีรสชาติมัน ๆ ก่อนใส่นมลงไปจะมีการนำน้ำเชื่อมจากไข่มุกวน ๆ ใส่รอบแก้วก่อนถือเป็นจุดเด่นของเจ้านมไข่มุกของร้านนี้เลยทีเดียว

 

CHUN SUI TANG(ชุนสุ่ยถัง)


ร้านนี้ถือว่าเป็นต้นตำหรับแห่งชานมไข่มุกของไต้หวันเลยก็ว่าได้ เป็นร้านแรกที่มีการริเริ่มการขายชานมไข่มุกจนโด่งดัง สำหรับใครที่ชอบชานมที่มีรสชาติกำลังพอดีไม่หวานและเข้มข้นจนเกินไป ที่สำคัญหอมกลิ่นชามาก ๆ แนะนำร้านนี้เลยค่ะ ตัวไข่มุกจะไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป มีความหนึบหนับเคี้ยวสนุก ตัวชาจะแปลกกว่าที่อื่นคือมีการผสมเกล็ดน้ำแข็งเอาไว้ด้วยนะคะ ราคาแก้วละ 50 NT

 

XING FU TANG(ซิ่ง ฝู่ ถัง)

ชานมไข่มุก
ร้านนี้ผู้เขียนยกให้เป็นร้านอันดับหนึ่งในดวงใจเลยนะคะ สำหรับสายชานมไข่มุกที่ชอบรสชาดแบบเข้มข้นหวานมัน บอกเลยว่าจะต้องถูกใจมากๆ พิกัดร้านตั้งอยู่ที่ Gongguan Night Market เมนูเด็ดของที่นี่คือนมสดไข่มุก ตัวนมสดจะมีความเข้มข้น เมื่อเติมไข่มุก Brown Sugar ที่มีรสชาติหวานอร่อยเข้าไปแล้ว รสชาติเข้มข้นเข้ากันมากๆ ตัวไข่มุกจะเหมาะสำหรับสายที่ชอบไข่มุกนุ่มๆละมุนลิ้นนะคะ จุดเด่นของเจ้านมสดไข่มุกแก้วนี้ก็คือจะมีการลนไฟด้านบนก่อนปิดฝาเผื่อให้ได้กลิ่นหอมไหม้ๆของน้ำตาลทรายแดง ราคาก็ดีงามมากๆแค่ 40 NT เท่านั้นค่ะ แต่แก้วก็เล็กกว่าเจ้าอื่นๆนะคะ ตอนนี้ก็สามารถหาทานที่ไทยได้แล้วเช่นกัน ลองไปหามาทานกันดูค่ะ

 

Chen San Ding(ชานมไข่มุกร้านลุง)

ชานมไข่มุก
Cr.Pinterest

ที่ตั้งของร้านอยู่ที่ Gongguan Night Market ร้านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากๆในหมู่สาวกชานมไข่มุก สังเกตุง่ายๆที่ป้ายหน้าร้านจะเป็นรูปคุณลุงท่านหนึ่ง และมีคิวต่ออยู่ยาว ๆ นั่นแหละใช่เลยค่ะ ชานมของที่นี่จะเหมาะสำหรับสายที่ชอบหวานๆหน่อยนะคะ แต่สิ่งที่ถูกใจมากที่สุดนั่นก็คือตัวไข่มุกที่เคี่ยวผสมกับน้ำตาลทรายแดง มีความนุ่ม ละมุน อร่อยมากๆ สนนราคาอยู่ที่แก้วละ 40 NT ค่ะ เมนูเด็ดของร้านคือ นมสดไข่มุก เมนูนี้ไม่หวานมากนะคะนมสดเข้ากันดีกับเม็ดไข่มุกที่ออกหวานหอม อร่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ

 

85 °C DAILY

ชานมไข่มุก
เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีสาขาอยู่ทั่วไต้หวัน รสชาติของเจ้าชาตัวนี้จะมีความหวานอร่อยกำลังดีแต่ไม่เข้มข้นมาก เหมาะกับสายที่ไม่ชอบความเลี่ยน บวกกับไข่มุกน้ำตาลทรายแดงที่อร่อยหนึบหนับ เคี้ยวนุ่มกำลังดี ถือว่าลงตัวมาก ๆ ราคาแก้วละ 45 NT ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคามาก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดของแก้ที่ค่อนข้างใหญ่ นอกจากเครื่องดื่มอร่อย ๆ แล้ว ที่นี่ยังเป็นร้านให้นั่งทานมีเบเกอรี่อร่อย ๆ อีกด้วย

50 Lan

ชานมไข่มุก
Cr.Pinterest

ที่นี่เป็นร้านชานมอีกหนึ่งร้านที่มีสาขาอยู่ทั่วไต้หวัน เป็นชานมรสชาติกลางๆแต่ก็ถูกใจใครหลายๆคน ที่สำคัญสามารถเลือกขนาดไข่มุกและปรับระดับความหวานตามที่ชอบได้ ถือว่าเป็นชานมรสชาติดีที่มีความหอม กลมกล่อม ไม่เข้มข้นจนเกินไป ตัวไข่มุกจะค่อนข้างไปทางกรึบ ๆ ไม่นุ่มมาก เคี้ยวมันส์  ตัวไข่มุกจะไม่มีรสชาตินะคะเป็นไข่มุกแบบจืด ๆ

นอกจากชานมตามร้านดังต่าง ๆ แล้ว ภายในร้านสะดวกซื้อก็ยังมีชานมที่บรรจุขวดขายเอาไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อไปเป็นของฝากอีกด้วย ที่สำคัญคือรสชาติดีงามมาก ๆ ค่ะ หอม และหวานมันกำลังดี เหมาะแก่การเหมาไปฝากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ มีให้เลือกหลายรสชาติ ตัวที่เป็นที่นิยมคือรสออริจินอลขวดสีส้มอ่อนนะคะ ราคา 28 NT เตรียมกระเป๋าให้ว่างเข้าไว้แล้วเหมาเจ้าชาขวดนี้กลับไทยกันค่ะ

ชานมไข่มุก
Cr.Pinterest

พอหอมปากหอมคอกันไหมคะสำหรับร้านชานมหลาย ๆ ร้านที่เราแนะนำไป เรื่องรสชาติและความชอบของแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกันนะคะ เป็นการรีวิวจากรสชาติและความชอบของผู้เขียนเป็นหลักค่ะ ถ้าไปไต้หวันอย่าลืมไปตามรีวิวตะลุยทานกันให้ครบทุกร้านนะคะ


ไต้หวัน ทิพย์ ย่านคลองสามวา คลิก

 

เกาะติดรูปโฉมใหม่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ทันสมัยและใหญ่กว่าเดิม

เกาะติดรูปโฉมใหม่ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ทันสมัยและใหญ่กว่าเดิม

ตามติด ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กับการพลิกโฉมครั้งสำคัญ มุ่งเป้าสู่การเป็น “The Ultimate Inspiring World Class Event Platform for All” พร้อมขยายพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100,000 คน/วัน ชูศักยภาพศูนย์ประชุมใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยตั้งเป้าเปิดตัวขึ้นในเดือนกันยายน 2565

เกาะติดรูปโฉมใหม่

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ชวนติดตามไม่น้อย สำหรับข่าวการปรับรูปโฉมใหม่ของ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ซึ่งทางบริษัท เอ็น.ซี.ซี แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด อัดฉีดเงิน 15,000 ล้าน ขยายพื้นที่มากขึ้นถึง 5 เท่า โดยพื้นที่ทั้งหมดกว่า 280,000 ตารางเมตร แบ่งพื้นที่ 78,500 ตารางเมตร ไว้สำหรับรองรับการจัดการประชุมและนิทรรศการที่สะท้อนภาพลักษณ์ระดับเวิลด์คลาส ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีระดับโลก

ประกอบด้วยฮอลล์สำหรับการจัดนิทรรศการขนาดใหญ่ 2 ฮอลล์ พื้นที่รวมมากกว่า 45,000 ตารางเมตร ห้องสำหรับจัดประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ 2 ห้อง พื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางเมตร และห้องประชุมย่อยที่สามารถรองรับการประชุมได้กว่า 50 ห้อง พร้อมเพิ่มพื้นที่รีเทลและที่จอดรถภายในอาคารที่จุได้มากกว่า 2,700 คัน เพื่อเอื้อความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงาน

เกาะติดรูปโฉมใหม่

ทั้งนี้การออกแบบศูนย์ฯ สิริกิติ์ รูปโฉมใหม่ นอกจากจะถ่ายทอดให้ดูสวยงามตระการตา การดีไซน์ตัวอาคารยังมอบความรู้สึกที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ แม้อยู่ภายในอาคารก็สามารถรับแสงธรรมชาติ พร้อมกับมองเห็นวิวทะเลสาบ และพื้นที่สีเขียวใหม่ล่าสุดของสวนป่าเบญจกิติผ่านทางหน้าต่างและระเบียงได้อย่างเต็มตา

เกาะติดรูปโฉมใหม่

โดยทางด้าน นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า

“ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นหัวใจของการเริ่มต้นอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เป็นสถานที่ที่บันทึกเรื่องราวความทรงจำของงานประชุมและอีเวนต์สำคัญ ๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติกว่า 20,000 งาน ด้วยประสบการณ์มากกว่า 3 ทศวรรษ ประกอบกับบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ และมีความเป็นมืออาชีพ เราเชื่อมั่นว่าศูนย์ฯ สิริกิติ์ โฉมใหม่ จะสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า และรองรับการจัดงานได้ในทุกรูปแบบอย่างแน่นอน”

เกาะติดรูปโฉมใหม่

ทั้งนี้ทางศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยังมีการปรับเปลี่ยน Corporate Identity (CI) ใหม่ในรอบ 30 ปี โดยมีบริษัท Beourfriend Company Limited (BOF) มารับหน้าที่สร้างอัตลักษณ์ให้สอดคล้องกับการเป็นศูนย์การประชุมระดับเวิลด์คลาสที่รองรับวิถีแห่งอนาคต

ส่วนรูปโฉมของศูนย์ฯ สิริกิติ์ เมื่อแล้วเสร็จเรียบร้อยจะตระการตาและทันสมัยแค่ไหน… เชื่อว่ามีชาวไทยหลายคนให้ความสนใจไม่น้อย ดังนั้นหากมีความคืบหน้า เราจะรีบ… เกาะติดรูปโฉมใหม่ และนำข้อมูลมาอัพเดทให้ทราบกัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.qsncc.com/th

บทความน่าสนใจ : แบรนด์โซฟาหรู… หายใจได้! กับคอลเลคชั่นใหม่ 2021 

Baxter แบรนด์โซฟาหรู… หายใจได้! กับคอลเลคชั่นใหม่ 2021

Baxter แบรนด์โซฟาหรูหายใจได้! กับคอลเลคชั่นใหม่ 2021

Baxter

ชวนกันมาทำความรู้จักกับ Baxter แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก ที่เลื่องชื่อในอิตาลี โดยเฉพาะการผลิตโซฟาหนังสุดไฮเอนด์ ที่มีระดับราคาต่อชิ้นเหยียบล้าน! ปิดท้ายด้วยการส่องเฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นใหม่ (MILANO WORLDWIDE COLLECTION 2021) จากนักออกแบบชื่อดัง ซึ่งบอกเลยว่าหรูโดนใจ ตั้งวางในบ้านแล้วเด่นเด้งอย่างแน่นอน

ประวัติ

 Baxter เกิดจากตระกูล Bestetti ซึ่งสมาชิกทุกคนโลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว ก่อนที่ปี 1990 “Paolo Besteti” ได้จับมือกับ “Luigi Besteti” (ซึ่งเป็นลุงของเขาเอง) ก่อตั้งบริษัท Baxter เพื่อมุ่งสู่การผลิตโซฟาหนังระดับไฮเอนด์ขึ้นที่ประเทศอิตาลี กระทั่งเริ่มมีชื่อเสียงในระยะเวลาอันรวดเร็ว และกลายมาเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก

สำหรับจุดเด่นของแบรนด์ ทุกชิ้นออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง เน้นการคัดสรรวัสดุคุณภาพ โดยหนังของแบรนด์เป็นหนังแท้ชั้นดีที่คัดจากผิวหนังชั้นนอกของวัว ซึ่งเผยลวดลายงดงาม และรูขุมขนที่ช่วยให้เกิดการระบายความร้อนได้ดี (หรือเรียกว่าหนังหายใจได้นั่นเอง) รวมถึงให้ความสำคัญกับวิธีการผลิตที่ประณีตบรรจง แถมยึดหลักตามสรีรศาสตร์ เพื่อสร้างชิ้นงานที่ดีที่สุด เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน สะท้อนความคงทน และสวยเหนือกาลเวลา

Baxter
โซฟา ‘Clara’

MILANO WORLDWIDE COLLECTION 2021 

ส่วนคอลเลคชั่นใหม่ในปีนี้ ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากธรรมชาติ สถาปัตยกรรม งานศิลปะ และแฟชั่นที่นำมาขมวดความงามไว้ด้วยกันอย่างลงตัว รวมถึงกำหนดโทนเป็นสีธรรมชาติ พร้อมสะท้อนการออกแบบที่ช่วยให้พื้นที่ในบ้านดูเป็นกันเองและไร้ขีดจำกัดมากขึ้น

เช่น ผลงานของ “Christophe Delcourt” ที่ถ่ายทอด โซฟารุ่น ‘Clara’ ให้สามารถต่อกันได้หลากหลาย เพื่อสอดรับกับความต้องการของพื้นที่, โต๊ะกลางรุ่น ‘Fany’ ท็อปทำจากกระจกลวดลายสวย ขาทำจากหินอ่อน เติมความคลาสสิคด้วยการบุหนัง, เบาะรองนั่ง รุ่น Beki ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากทรวดทรงของหิน

 

 

Baxter
ชั้นแขวนผนัง Altea

ผลงานของ “Draga & Aurel” อาทิ อาร์มแชร์รุ่น ‘Barret’ ที่สะท้อนสไตล์ในยุค 70, ชั้นแขวนผนังรุ่น ‘Altea’ ที่ฉายศิลปะการทำหน้าบานได้งดงาม, กระจกกรอบทองเหลืองรุ่น Arles มาในรูปทรงเรียบหรู มอบกลิ่นอายคลาสสิคแกมร่วมสมัย และโซฟารุ่น ‘Brigette’ ซึ่งเผยการใช้โทนสีหนังวินเทจที่สวยงามแปลกตา

Baxter
โต๊ะ ‘Ellipse’

นอกจากนี้ยังมีผลงานอันน่าสนใจของ Federico Peri” กับการนำเสนอ ‘Ellipse’ โต๊ะหินดีไซน์แบบ free form ที่ทำให้ห้องดูมีเสน่ห์มากขึ้น

รวมถึงในคอลเลคชั่นนี้ยังมีผลงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น โต๊ะกลาง รุ่น ‘Pilar’ ทำจากวัสดุคอนกรีต ในขนาดที่แตกต่างกัน พรมรุ่น ‘Himani’ ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีเพียงแค่ 100 ผืนเท่านั้น ฯลฯ

หากใครกำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์หรู เพื่อมาเติมเต็มการตกแต่งบ้านในแบบเฉพาะตัว หรืออยากได้โซฟาคุณภาพระดับโลกสักชิ้น ลองแวะเข้าไปดูสินค้าและทำความรู้จักกับแบรนด์ Baxter ได้ที่โชว์รูม Seasons of Living (เอกมัย 20) เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น. โทร. 0 2715 0845 หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.seasonsofliving.com

บทความน่าสนใจ : จัดจบ เรื่องจัดเก็บ! กับฟังก์ชั่นเด็ดสำหรับห้องแต่งตัว

เที่ยว เวียดนามใต้ 3 วัน 3 เมือง ใช้งบไม่เกินหมื่น

เที่ยว เวียดนามใต้ 3 วัน 3 เมือง ใช้งบไม่เกินหมื่น

เวียดนามใต้

เวียดนามเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง และที่ที่เราเลือกไปคือ เวียดนามใต้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการไปเที่ยวครั้งนี้คือ ใช้เวลาบินไม่นาน เพียง 3 ชม. และได้ตั๋วเครื่องบินในราคาที่ถูกมาก เราจึงตัดสินใจจอง เราไปลุยแบบสองสาว กับเพื่อนอีกคน ในงบเพียงหลักพัน ไปเที่ยวได้ถึง 3 เมือง และเมืองที่เราเลือกไปคือ โฮจิมินห์ มุยเน่ และดาลัต (ขาไปจอง Air Asia ขากลับจอง Vietjet Airline)

ที่เวียดนามใช้ค่าเงิน VND (ดอง) 1000 ดอง ประมาณ 1.47 บาท แลกจากไทยไปเลยค่ะ ไปถึงจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาหาที่แลก

วันที่ 1 โฮจิมินห์

เวียดนามใต้

เรานั่งเครื่องมาถึงโฮจิมินห์ประมาณเกือบทุ่มแล้ว สิ่งแรกที่เราตามหาคือ ซิมมือถือค่ะ เราเลือกใช้บริการของค่าย mobifone เป็น 4G Simcard ดูเหมือนว่าคนจะใช้กันเยอะสุด ซึ่งได้มาในราคาไม่เกิน 300 บาท

เวียดนามใต้

หลังจากนั้นพอเดินออกมาจากสนามบินก็เริ่มค่ำแล้ว เราเดินทางไปที่พักด้วยรถเมล์ จากที่สอบถามคือค่าตั๋วคนละ 5000 ดอง เค้าบอกว่าเราต้องจ่ายค่าตั๋วรถเมล์ทั้งหมด 4 ใบ ก็งง ว่าไปแค่ 2 คน ทำไมต้องซื้อตั๋ว 4 ใบ สรุปมันคิดค่ากระเป๋าเดินทางเราอีกคนละใบ ถือว่ากินพื้นที่เพิ่มไป 2 ที่ โอ้โหวเลยแม่ โดนไปแล้วหนึ่ง

เวียดนามใต้

โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่ค่อนข้างดูวุ่นวายนะคะ ด้วยการจราจรที่แน่นไปหมด เสียงแตรรถนี่เป็นที่หนึ่ง ดังสนั่นทั้งคืนเลย แม้แต่บนฟุตบาทเอง ยังมีมอเตอร์ไซต์ที่วิ่งสันจรเต็มไปหมด คนกลัวการข้ามถนนอย่างเรานี่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งเลยค่า

เวียดนามใต้

จุดศูนย์รวมของสถานที่ยอดฮิตก็จะอยู่ตรง The Cafe Apartment ค่ะ ดูจากด้านหน้ามัน So Cute มากค่ะ แต่ว่าด้านในตัวอาคารจริง ๆ จะดูเก่าหน่อย โชคยังดีที่ยังมีลิฟท์ให้ขึ้นค่ะ 555+ ข้างในอพาร์ทเมนต์ก็เห็นว่ามีคุณลุง คุณป้า ที่ยังอาศัยกันอยู่นะคะ ไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟอย่างที่เห็นด้านหน้า ขึ้นไปจริง ๆ เดินวนขึ้นลงอยู่หลายรอบ เพราะเลือกร้านไม่ได้ สุดท้าย เราเข้าร้านที่มีชื่อว่า Thinker & Dreamer

ร้านนี้ก็ดูแนวๆไปอีกแบบค่ะ ร้านค่อนข้างวัยรุ่น อยากออกไปนั่งตรงระเบียงบ้าง แต่คิวไม่ว่างเลย 555+ ทุกคนแย่งกันออกไปนั่งกันหมด ยังมีอีกหลายร้านที่อยากจะเข้านะคะ แต่ว่าเรารู้สึกหิวกันมากกว่า เลยต้องออกไปเดินหาร้านอาหารทานที่อื่น

เราก็เดินเท้าไปเรื่อย ๆ แทบจะไม่มีร้านอาหารร้านไหนเปิดเลย เวลาก็เกือบจะ 3 ทุ่มแล้ว เดินไปเดินมา บังเอิญมาเจอร้านเฝอ ดูดีทีเดียวค่ะ เมนูก็ดูงงอยู่นะ ก็จิ้ม ๆ เอาค่ะ ใจก็กลัวโป๊ะ กลัวจะเจอ ไม่ใช้เนื้อหมู เนื้อวัว กลัวจะเป็นเนื้ออย่างอื่น 555+ เราคุยกับเพื่อนว่าร้านนี้บริการดีนะคะ มีผ้าเช็ดไม้เช็ดมือให้ด้วย จัดมาให้เป็นเซตเลย พอทานเสร็จ ถึงเวลาคิดเงินเท่านั้นแหละ ร้านคุณเค้าคิดค่าผ้าเช็ดมือไปด้วย โอ้โหววววว โดนไปอีกหนึ่ง อยากจะกรี๊ด กะว่าจะไม่พลาดแล้วนะ

เวียดนามใต้

แปะมาให้ดูค่ะ เราแทบไม่เห็นร้านนั่งดื่มเลย อันนี้คือบังเอิญเดินผ่านกลับไปที่พัก จะเห็นเป็นแค่ร้านริมถนน จะเหมือนร้านนั่งดื่มก็ไม่น่าใช่ ดูจากคนนั่งมีแต่เด็กๆทั้งนั้นเลย ฟิลเหมือนร้านชา ร้านนมมากกว่า เราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นร้านอะไร เลยเดินกลับที่พักกันเลย ไม่กล้าแวะ 555+

วันที่ 2 มุยเน่

เวียดนามใต้

เราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางไปยังมุยเน่ ด้วยรถบัสนอน มันเป็นเบาะที่ปรับเอนนอนจริง ๆ ทุกคน แบบไม่สามารถนั่งได้ ตอนขึ้นรถก็จะมีพนักงานมาแจกถุงสำหรับเก็บรองเท้าก่อนขึ้นรถ คือแต้มบุญดีมาก ที่ไม่มีกลิ่นรองเท้าระหว่างนั่งรถค่ะ เราใช้เวลาเดินทางจากโฮจิมินห์ไป มุยเน่ประมาณ 6-7 ชม. (ออก 7.00น. ถึงประมาณ 13.00น.) ตั๋วรถบัส ถ้าใครมีเวลาจำกัด แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าจะดีกว่าค่ะ เพราะไม่แน่ใจว่าถ้า Walk-in ไปซื้อที่หน้าบรษัทจะเต็มก่อนหรือเปล่า

เวียดนามใต้

ที่นี่เป็นที่ที่เราปักมุดมา เพื่อมาดู ทะเลทราย ก่อนรถของที่พักจะมารับเราตรงจุดลงรถ จะมีร้านที่ขายทัวร์เที่ยว มุยเน่ค่ะ หลักๆก็จะมีพาไปทัวร์ Fairy Stream, Fishing Village, White sand dune และ Red Sand dune ต้องย้ำบ่อย ๆ ว่า ราคาที่จองคือรวมทุกอย่างแล้ว ทั้งคันมีแค่ 6 ที่นั่ง ไม่มีจอยเพิ่ม ตกลงกันเรียบร้อยก็ทำการจองค่ะ เค้านัดเราไว้ 15.00น. เราก็รีบเข้าที่พัก และสั่งอาหารทานที่นั่นเลย

โรงแรมที่ไปพักชื่อว่า โรงแรม เมืองทัญ ฮอลิเดย์ มุยเน่ โฮเต็ล (Moung Thanh Holiday Mui Ne Hotel) มันสวยมาก สระคือเริ่ดมาก ถูกใจมาก เอาไป 10 กะโหลกเลย 55+ ที่นี่เราจองผ่าน Agoda มาค่ะ ราคาประมาณคืนละ 1400 บาท ตกคนละ 700 บาทเอง แถมที่นี่ยังติดกับ Windsurf Club ด้วยนะคะ ใครสายนี้คงชอบไม่เบาเลย

ห้องพักใหญ่มากแม่ นอนสองคน 555+ ในห้องมีเตียง 2 เตียง ควีนไซส์หนึ่งเตียง กับเตียง 3.5 ฟุต ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ อยากจะลงแช่อ่าง ลงไปว่ายน้ำที่สระ ถามว่ามีเวลามั้ย 555+ ขึ้นมาก็ต้องรีบเปลี่ยนชุด แล้วลงไปทานข้าว เพื่อเตรียมตัวออกไปทัวร์ต่อ

เวียดนามใต้

สำหรับที่ที่เราจะไปก็ตามแพลนเลยค่ะ ที่แรกคือ Fairy Stream ต่อด้วย Fishing Village และทีเด็ด ที่ทะเลทรายจุดสุดท้ายค่ะ โรงแรมไปส่งเราที่จุดซื้อทัวร์เพื่อไปต่อค่ะ รถที่เราได้จะเป็นรถจิ๊บ แล้วก็จะมีมาจอยมา 4 คน เป็นฝรั่งหมดเลยค่า ถนนหนทางที่นี่คือดีย์มาก ตลอดทางก็จะเห็นวิวทะเลผ่านอยู่ตลอดค่ะ สวยงาม อากาศดี

Fairy Stream

ที่แฟรี่ สตรีม ก็จะเป็นเหมือน แกรนด์แคนยอน ของเวียดนามค่ะ จะเป็นภูเขาหินทราย ลวดลายสวยงาม ทางเดินก็จะเหมือนลำธารเล็กๆมีน้ำไหลผ่านตลอดทาง ละคือชุดที่ใส่มานั้นคือกางเกงขาวค่า กว่าจะถึงทะเลทราย ไม่รู้จะเปื้อนหรือยัง แดดก็แรงพอประมาณ แต่ด้วยความเย็นของน้ำเลยทำให้รู้สึกไม่ร้อนค่ะ ถือว่าได้อยู่

Fishing Village

เวียดนามใต้

จริง ๆ ที่นี่ก็ไม่มีอะไรมากนะคะ เค้าก็พาเรามาดู เรือรูปทรงกลมแปลก ๆ ของชาวประมงที่นี่ ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนที่ไหน ที่เทียบหาดเรียงรายกันเยอะมาก พอมองลงไปจากด้านบนก็จะเห็นวิวเรือเวียดนาม ก็สวยไปอีกแบบค่ะ ส่วนด้านบน จะมีเป็นพวก กุ้ง หอย ปู ปลา ขายในราคาที่ถูกมาก ก็อยากซื้อนะ แต่พักโรงแรม ไม่รู้จะเอาไปทำอาหารยังไง

White Sand Dune

ทุกคน มาที่นี่เราต้องเสียเงินเพิ่มนะคะ รถจิ๊บที่พาเรามาไม่สามารถขึ้นไปได้ เราต้องเช่ารถจิ๊บใหม่ที่นี่อีกคัน หรือจะนั่ง ATV ขึ้นไปก็ได้ค่ะ เรามากัน 2 คน เลยเลือกนั่งแค่ ATV ขึ้นไป พี่เค้าขับโหดมาก ขึ้นมาแล้วเราจะได้ตั๋วสำหรับนั่งลงอีกรอบนะคะ ซึ่งจะลงกับ ATV คันไหนก็ได้ ก็ประมาณคนละ 300 บาทค่ะ

ทุกคนคือที่ทะเลทรายนี่มันแบบ ก็โอนะ โอโหววว ลมแรงแบบท่าน Zephyr ไปโกรธใครมา 555+ ผมที่ม้วนมานั้น เพิงหมด ถ่ายได้แค่กล้องมือถือ ไม่กล้าหยิบกล้องออกมาถ่ายเลย กลัวทรายเข้ากล้อง ทำไมไม่เหมือนที่เค้ารีวิวมา ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ 5555+ เราอยู่ที่นี่ชมวิวทิวทัศน์กันสักพักใหญ่ ๆ เห็นรถจิ๊บวิ่งขึ้นลงเยอะไปหมด อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังเรื่อง The Indiana Jones แบบนั้นเลยค่ะ เดี๋ยวเราไปดูกันต่อที่ Red Sand Dune กันบ้างว่าจะเป็นยังไง

Red Sand Dune

เค้าบอกว่าพระอาทิตย์ตกที่นี่สวยมาก แต่น่าเสียดายเรามาช้าไป พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปแล้ว แล้วเราก็เดินกันไม่ไหวแล้ว ได้แต่ยืนมองอยู่ไกลๆ และถ่ายรูปเล่นด้านล่าง ที่นี่เราโอเคกว่าที่ White Sand Dune นะคะ เพราะว่าไม่ค่อยมีลม ทรายก็จะสีแดงหน่อย ตามชื่อเลยค่ะ สวยดี และนี่ก็จบทริป มุยเน่ ที่เราอยากมา ท้ายสุดแล้วถึงแม้ลมจะแรง ถ่ายรูปลำบาก แต่ใน เวียดนามใต้ มุยเน่ก็เป็นที่ที่น่าประทับใจ ที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตก็ควรมาสัมผัสบรรยากาศค่ะ

อาหารเย็นที่มุยเน่

อาหารเย็นผิดคลาดไปมาก เรากะว่าจะเจอร้านอาหารทะเลถูก ๆ แต่คงจะค่ำเกินไป เราเดินออกจากที่พัก ตามทางไปเรื่อย ๆ เจอร้านไหนก็เดินเข้าร้านนั้นเลย เหลือที่เป็นทะเลไว้อยู่นิดหน่อย ก็ดูธรรมดานะคะ เสียใจตอนเจอที่ Fishing Village ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่รู้จะต้องเอาไปทำที่ไหน เมนูก็จะประมาณนี้ค่ะ แต่ราคาไม่แรง ถูกดีนะคะ หลังจากทานเสร็จก็รีบกลับไปพักผ่อนเพราะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางต่อ

วันที่ 3 ดาลัด

เวียดนามใต้

จากมุยเน่มา ดาลัด เราก็นั่งรถบัสมาค่ะ เป็นที่นั่งธรรมดา ก็ไม่แน่นะคะ ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. เราออกจากมุยเน่ประมาณ 9.00น. ก็จะถึงดาลัดประมาณบ่าย ๆ ดาลัดก็เป็นอีกเมืองที่เงียบสงบ และน่าไปมากค่ะ เหมาะสำหรับสาย slow Life อากาศดีต่อใจมาก ๆ

รถบัสก็จะเป็นประมาณนี้นะคะ เล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก ฝั่งละ 2 ที่นั่ง พองีบได้ ระหว่างทางที่นั่งมาประมาณ 2 ชม. ก็จะมีจุดพักรถ ที่นี่ก็จะมีพวก กาแฟโบราณ โอวันติน มาม่าขายนะคะ ใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 30 นาที ก่อนเดินทางต่อ ตรงนี้เราก็เห็นกลุ่มวัยรุ่นไทย มาเที่ยวกันเยอะพอสมควรค่ะ ส่วนมใหญ่จะมาเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ

Pi Hostel

หลังจากมาถึง เราก็ตรงดิ่งไปเช็คอินที่พักกันก่อนเลยค่ะ อยู่ที่ดาลัดรู้สึกเงินกองกลางเราเหลือกันค่อนข้างเยอะ เลยใช้วิธีเดินทางด้วย grab ค่ะ มาถึงที่พัก Pi Hostel ที่นี่เราจองผ่าน Air BNB ค่ะ ราคาประมาณคืนละ 790 บาท เป็นห้องแบบ Private ห้องนอนสำหรับ 2 คน ห้องน้ำในตัวค่ะ

ที่พักมีความน่ารักกรุบ ห้องน้ำเกือบจะ Open Air แล้วค่า 555+ วิวจากระเบียงที่มองไปสุดลูกหูลูกตา คือบ้านเมืองดาลัต วิวสวยมาก และจะบอกว่าที่นี่อากาศดีกว่าสองเมืองที่ไปมา ส่วนสถานที่เที่ยวเราก็มีสอบถามกับทางที่พัก ว่ามีที่ไหนแนะนำบ้าง แต่ที่เราปักหมุดมาก็จะมี สวนดอกไม้ไฮเดรนเยีย กับโบสถ์โดเมนเดมารี (โบสถ์สีชมพู) ไปดูกันเลยว่าเราไปที่ไหนกันบ้าง

Windmills Coffee

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จริงมั้ยคะ ก่อนเราจะไปท่องเมืองดาลัต ก็แวะหาอะไรทานกันก่อน จากที่พักเราเดินออกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอร้านดังที่ใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปเช็คอิน ที่ร้าน Windmills Coffee ข้างก็มีพวก Bakery กาแฟ มากมายหลายเมนู มีแซนวิช พิซซ่า ต่างๆ นานา ที่สำคัญคือ อร่อยนะคะ

และที่ดาลัดจะมีอาหารที่เป็น Street Food แบบคล้าย ๆ บาบีคิวด้วยนะคะ เหมือนร้านขายลูกชิ้นบ้านเราเลย แต่ดูหลากหลายกว่า

Crazy House

จุดแรกที่เรามาเที่ยวก็คือ บ้าน Crazy เดิมทีเป็นรีสอร์ทเก่า ที่มีการตกแต่งที่แปลกตามาก และแต่ละห้องก็จะแต่งไม่เหมือนกันเลยค่ะ ทำให้เป็นที่สนใจเหล่านักท่องเที่ยว จะมาพักที่นี่ต้องจองกันนานเลยทีเดียว ซึ่งตอนหลังก็ได้มาเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์ ให้คนที่สนใจอยากดูความแปลกเข้ามาชม เสียค่าเข้าไม่ถึง 100 บาทค่ะ ที่นี่ค่อนข้างกว้าง และมีจุดให้ชมหลากหลาย ก็ไม่เลวเลยนะคะ ที่จะแวะมาเที่ยวที่นี่

โบสถ์โดเมนเดมารี

โบสถ์โดเมนเดมารี หรือโบสถ์สีชมพู จะบอกว่าที่นี่ถ่ายรูปได้สวยทุกมุมเลยค่ะ แต่วันที่เรามา เหมือนจะมีกลุ่มนักเรียนมาทัศนศึกษากัน ทำให้คนค่อนข้างเยอะ เลยเก็บภาพมาได้นิดเดียว ที่นี่ร่มเย็นสบาย เงียบสงบ เหมาะกับการมาถ่ายรูปชิลๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ค่ะ

สวนไฮเดรนเยีย

ออกจากโบสถ์มาที่สวนดอกไม้ ก็ค่อนข้างไกลกันพอสมควรนะคะ แต่ก็เหมือนได้นั่งรถ กินลม ชมวิว เมืองดาลัดไปด้วย เมืองนี้ค่อนข้างมีความเป็นธรรมชาติอยู่เยอะมาก ไม่ค่อยมีรถแน่น ไม่แออัด ดูสบายตาไปหมด พอมาถึงสวน ก็ทำการซื้อตั๋วเข้าชมค่ะ มันงดงามมาก และแอบเห็นมีคู่รักมาถ่ายพรีเวดดิ้งด้วย น่ารักกรุบ มองไปจะเห็นสวนกว้างทอดยาวมากพอจะรับนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปได้หลากหลายมุมค่ะ สีสันสีฟ้าสวยงาม สดชื่นไม่เบา พอถึงช่วงเย็นอากาศที่นี่ก็เริ่มเย็นลงตามเวลา ได้ฟิลมาก นี่เวียดนาม หรือเกาหลีกันเนี่ย

ร้านกาแฟ – Up Cafe

ร้านกาแฟ Up Café ร้านกาแฟ 3 ชั้นบนเขา ติดถนนที่เรานั่งรถผ่านพอดี ถ้าขึ้นไปนั่งข้างบนจะมองเห็นวิวเมืองดาลัดได้อย่างสวยงามสุด ๆ บรรยากาศ และอากาศคือดีย์มากแม่ ตอนที่เรานั่งอยู่ อุณหภูมิประมาณ 19 องศา วางแผนมาดีมาก ที่เอาเสื้อโค้ทมา ทุกอย่างลงตัว ถือได้ว่า Perfect!

อาหารเย็นที่ดาลัด

เราพยายามจะหาร้านอาหารทานกันก่อนเข้าที่พัก ก็นั่งรถมาลงใกล้ที่พัก และลงเดินค่ะ เดินไปเรื่อย ๆ เข้าซอยมั่วไปหมด 555+ จนมาเจอร้านราเมง ที่ยังเปิดอยู่ ดีใจมาก เพราะหิวมาก ราเมงที่นี่เค้าทำออกมาได้ดีทีเดียวค่ะ อร่อยถูกปาก แล้วก็เป็นร้านที่วัยรุ่นมานั่งกันเยอะมาก นี่ต้องรอคิวเข้าร้านด้วยนะคะ เพราะคนเยอะจริง

เช้าวันกลับไทย

ก่อนจะกลับ เราก็แวะมาทานอาหารเช้าที่ร้าน An Café ค่ะ น่าจะเป็นร้านดังในย่านนี้ เพราะเป็นร้านที่ใหญ่ ติดริมถนน และคนมากันเยอะมาก ร้านดูมีความเป็นธรรมชาติ แยกเป็นหลายโซน คนมาถ่ายรูปกันเพรียบ เป็นอีกร้านที่ใครมาดาลัด ก็อย่าลืมมาเช็คอินที่นี่กันนะคะ อยู่ไม่ไกลจาก Pi Hostel ด้วย เดินมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

เวียดนามใต้

สรุปการเดินทาง และค่าใช้จ่ายในทริป เวียดนามใต้ ทั้งหมดแบบเป็นเลขกลม ๆ นะคะ
เรานั่งเครื่องมาลงที่ โฮจิมินห์ นั่งรถบัสนอน ไป มุยเน่ นั่งรถบัสไป ดาลัด และขึ้นเครื่องที่ดาลัด กลับไทยค่ะ
– ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ ประมาณคนละ 4,000 บาท ขาไปจองของ Air Asia ขากลับจอง Vietjet Airline
– จองค่าที่พักล่วงหน้าไป 3 ที่ ตกประมาณคนละ 1,600 บาท
– จองค่ารถบัส ไปมุยเน่ และไปดาลัด ไม่เกินคนละ 1,000 บาท
– ค่าอาหาร ค่าแท็กซี่ ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ เราแลกเงินไปก่อนแล้วคนละ 3,000 บาท เก็บไว้เป็นกองกลางค่ะ เงินที่แลกไปนั้น ยังเหลือพอที่จะซื้อของฝากได้ด้วยนะคะ

ตีเป็นเลขกลม ๆ สำหรับทริป 2 คน ตกคนละประมาณ 9,600 บาท

 

ดินแดนแห่งจุดเยือกแข็ง China Snow Town คลิกเลย

 

 

ไปเมืองกาญ ต้องแวะ THE VILLAGE FARM TO CAFÉ

ไปเมืองกาญ ต้องแวะ THE VILLAGE FARM TO CAFÉ

วันนี้เราขอพาคุณมากิน ดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศของหุบเขา พร้อมกับลิ้มรสอาหาร เครื่องดื่ม ที่คาเฟ่ภายในเครือของร้านอาหารคีรีมันตรา “THE VILLAGE FARM TO CAFÉ” คาเฟ่แห่งเดียวในจังหวัดกาญจนบุรี ที่พร้อมยกวัตถุดิบสดจากฟาร์มมาเสิร์ฟตรงหน้าคุณ

เข้ามาภายในตัวร้านจะรู้สึกถึงความอบอุ่น โปร่ง โล่ง สบาย เหมือนนั่งทานอาหารอยู่ที่บ้าน

บรรยากาศด้านหลังร้าน ที่รายล้อมด้วยทุ่งหญ้า และหุบเขา

คาเฟ่สไตล์โมเดิร์นแห่งนี้ รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ตกแต่งขึ้นภายใต้บรรยากาศอันแสนอบอุ่นสไตล์บ้านพักของครอบครัวที่อยู่ในฟาร์ม ผสมผสานเอาความโมเดิร์น เข้าไว้กับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ทำให้มีทั้งมุมถ่ายรูปเล่น มุมพักผ่อนที่ได้นั่งทอดสายตาไปกับวิวด้านหน้า พร้อมลิ้มรสชาติความอร่อยที่ทางร้านรังสสรค์ขึ้นจากวัตถุดิบคุณภาพ เพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ และรักความอร่อยโดยเฉพาะ

มุมของคากาแฟ

ตัวร้านเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมหลังคาจั่ว แบบเรือนกระจกคล้ายกับโรงนา 4 หลังติดกัน ด้านหน้ามีต้นแคคตัสตกแต่งไว้ พร้อมกับมีการเปิดโซนใหม่เป็นโรงเรือนแคคตัสไว้ให้ลูกค้าที่แวะเวียนเข้าไปทานอาหาร ได้ถ่ายรูปเท่ ๆ ชิค ๆ โพสต์ลงโซเชียล หรือใครถูกใจอยากจะซื้อเจ้าแคคตัสติดไม้ติดมือกลับบ้านไปก็ได้

ต้นแคคตัสในกระถางน้อย ๆ ที่ตกแต่งอยู่ทั่วทุกมุมภายในร้าน

อีกมุมที่คนแวะเวียนเข้ามาชม และชอบถ่ายภาพ

ภายในร้านกว้างขวางมีความโปร่ง โล่ง ตกแต่งทันสมัยแนวลอฟต์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งเล่นที่บ้าน แต่ละมุมประดับด้วยของกระจุกกระจิกน่ารักหลายมุม ทั้งดอกไม้แห้ง  ต้นกระบองเพชร และข้าวของเครื่องใช้ที่สื่อถึงความเป็นโรงนา ที่นั่งมีหลายแบบ ทั้งโซนห้องแอร์มีทั้งแบบโต๊ะ เก้าอี้  เก้าอี้ทรงสูง เก้าอี้อาร์มแชร์นุ่มสบาย และโซฟาขนาดเล็ก และที่นั่งข้างนอกแบบโอเพ่นแอร์ตกแต่งด้วยสวนกระถางลอยฟ้า สามารถมองเห็นวิวเขาภูเขาได้แบบชัดเจน

โซนเอาท์ดอร์ด้านหลัง เหมือนนั่งทานข้าวอยู่กลางสวน

อีกมุมนั่งเล่นที่ติดกับเรือนกระจกด้านหลังของร้าน

ทุกมุมกลายเป็นจุดถ่ายรูป เพราะเขามีต้นไม้ประดับไว้อย่างน่ารัก

โต๊ะยาวสำหรับใครที่แวะมาเป็นครอบครัว หรือแกงค์เพื่อน

เมนูอาหารและเครื่องดื่มที่เราอยากแนะนำ ก็นับเป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน เพราะเขาคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ที่สำคัญรสชาติอร่อยทุกเมนู

ข้าวไรซ์เบอรี่น้ำพริกอ่องไข่ออนเซ็น

เมนูนี้เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ที่อยากได้สารอาหารครบ 5 หมู่ เพราะข้าวสวยคือข้าวไรซ์เบอรี่หุงสุก เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกอ่องที่รสไม่จัดจ้านมาก ทานคู่กับไข่ออนเซ็น แล้วแนมด้วยผักสด และแคปหมู อิ่มอยู่ท้องตลอดวัน

ข้าวผัดปู

ข้าวหอมมะลิผัดคลุกกับเครื่องเคลาพร้อมใส่เนื้อปูชิ้นโตลงไป เสิร์ฟมาพร้อมผักสลัดสดจากฟาร์ม ก่อนทานบียมะนาวลงไปบนข้าวสักนิด ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น

ข้าวไข่ข้นต้มยำกุ้ง

จานนี้เหมาะสำหรับคนชอบรสจัดขึ้นมาอีกนิด แต่ยังหลงใหลในความเป็นฟิวชั่นอยู่หน่อยๆ ด้วยการนำไข่มาห่อตัวข้าว พร้อมราดต้มยำกุ้งที่มีน้ำขลุกขลิกลงไป ได้รสชาติแบบไทย ๆ อร่อยไปอีกแบบ

คาโบนาร่าคาเปลลินี่ไข่ออนเซ็น

จานนี้ต้องบอกว่าหน้าตา และกลิ่นชนะเลิศแบบขาดลอย เส้นสปาเก็ตตี้นุ่ม ๆ ที่ราดด้วยซอสคาโบนาร่าเข้มข้น สูตรที่ปรุงพิเศษเฉพาะของทางร้าน ทานพร้อมกับไข่ออนเซ็น อร่อยเด็ดอย่าบอกใคร

สลัดอกไก่นุ่ม

คนรักสุขภาพต้องร้อง เพราะผักสลัดเขาสดใหม่หวานกรอบ ทานพร้อมกับน้ำสลัด และอกไก่นุ่ม ๆ ทานเพลินจนอาจจะลืมทานข้าวได้เลย

พิซซ่าหน้าแซลมอน

แป้งพิซซ่า สไตล์อิตาเลี่ยน มาในรูปแบบบางกรอบ ที่ต้องบอกว่าหน้าแซลม่อนนี้เข้ากันสุด ๆ กับเมนูพิซซ่า

แคนตาลูปสดปั่น

มาถึงที่นี่จะไม่สั่งแคนตาลูปปั่นมาทานก็เหมือนมาไม่ถึง ทางร้านมีให้เลือกทั้งแบบปั่นใส่นม และไม่ใส่นม แก้วนี้เป็นแบบสดปั่น ไม่ผสมอะไรเพิ่มเติม ทำให้รู้สึกสดชื่น หวานแบบธรรมชาติ

ไอศครีมนมฮอคไกโดมันม่วง

อีกหนึ่งไฮไลท์ ที่แค่เห็นสีก็อยากสั่งแล้ว พอสั่งมาก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง เพราะหอมกลิ่นนมฮอคไกโด อร่อยเข้ากับวัฟเฟิลโคนที่สุด

สายหวานต้องห้ามพลาด เพราะแม้แต่ขนมเขายังทำเป็นรูปแคคตัส สวยทั้งรูป รสก็อร่อยไม่แพ้กัน

THE VILLAGE FARM TO CAFÉ  ตั้งอยู่บน ถ.กาญจนบุรี-ไทรโยค จ.กาญจนบุรี (ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 8 กิโลเมตร) ในพื้นที่เดียวกับร้านอาหารคีรีมันตรา เปิดให้บริการ : ทุกวันศุกร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 18.00 น. หรือโทรสอบรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 034 540 599 

ชานมไข่มุก

ชานมไข่มุก ไต้หวัน ร้านไหนเด็ดโดน คลิกเลย