Home Blog Page 872

อวดภาพพรีเวดดิ้ง “หญิง รฐา” แปลงโฉมเป็นเจ้าหญิงจากการ์ตูน Disney

0

อวดภาพพรีเวดดิ้ง “หญิง รฐา” แปลงโฉมเป็นเจ้าหญิงจากการ์ตูน Disney

อวดภาพพรีเวดดิ้ง "หญิง รฐา"

อวดภาพพรีเวดดิ้ง “หญิง รฐา” แปลงโฉมเป็นเจ้าหญิงจากการ์ตูน Disney…หวานละมุน เหมือนหลุดออกมาจากโลกนิทาน ที่ก่อนหน้านี้ ควงแฟนหนุ่มถ่ายคู่ภาพพรีเวดดิ้งสุดน่ารัก อบอุ่นละมุนใจมาให้เราได้ชมเรื่อย ๆ เธอคอนเซ็ปต์คือ ‘ดิสนีส์’ ซึ่งก็มีหลากหลายลุคทั้งสไตล์การ์ตูน สไตล์เจ้าหญิง พร้อมเผยภาพในชมกันชัด ๆ บนช่องยูทูป The Couple YT และทางไอจี realyingrhatha เป็นภาพสวีตหวาน ๆ สวย ๆ ที่ทั้งคู่รังสรรค์ท่าโพสให้เป็นดั่งเจ้าหญิง-เจ้าชายจากการ์ตูนดิสนีย์เรื่องต่าง ๆ เสมือนหลุดออกมาตากโลกเทพนิยายจริง ๆ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาชื่นชมความงดงามของทั้งคู่กันรัว ๆ

หลังถูกขอแต่งงานไปเมื่อ 2 ปีก่อน และเข้าพิธีหมั้นเมื่อพฤษภาคม ปีที่แล้ว ล่าสุดวันนี้ 19 พ.ค. เป็นวันเข้าพิธีฉลองมงคลสมรสของ “หญิง รฐา โพธิ์งาม” กับ “ตุลย์ ตุลยเทพ เอื้อวิทยา” บอกเลยว่างานนี้ไม่ธรรมดา เรารอชมภาพบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและอบอุ่น ความประทับใจสวย ๆ กันได้เลย

และก่อนที่จะภาพความประทับใจจะเผยออกมาให้เราได้ชื่นชมความงดงามของทั้งคู่กัน เดี๋ยววันนี้ Inzpy จะพาทุกคนย้อนไปชมภาพความน่ารัก ๆ ภาพพรีเวดดิ้งของเจ้าหญิงและเจ้าชายคู่นี้กันก่อนดีกว่า พร้อมแล้วก็ไปชมกัน !

beauty and the beast

อวดภาพพรีเวดดิ้ง "หญิง รฐา"

งดงามถอดแบบเจ้าหญิงเจ้าชายในการ์ตูนเลยทีเดียวกับภาพแรก ในธีม “beauty and the beast” โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เจ้าหญิงเบลล์และเจ้าชายอสูรของเรากำลังยืนเต้นรำกันอย่างมีความสุข ไม่เหมือนตรงไหนเอาปากกามาวงสิคะพส ชุดเอย ทรงผมเอย ฟีลลิ่งเอย เหมือนหลุดออกมาจากโลกนิทาน

Snow White

อวดภาพพรีเวดดิ้ง "หญิง รฐา"

มาต่อกันที่ธีม “Snow White” เจ้าหญิงสโนไวท์กับเจ้าชายรูปงาม ชุดสวยมากแม่ มาในชุดสีขาวสุดอลังการ พร้อมถือผลแอปเปิลในมือ แถมยังมีเจ้าชายในชีวิตจริงมายืนกอดอยู่ด้านหลังอีก น่าอิจฉาสุดสุ๊ดดดดด

Sleeping Beauty

อวดภาพพรีเวดดิ้ง "หญิง รฐา"

เจ้าหญิงออโรร่าตัวจริงออกมาแล้ว เหมือนมากแม่หญิง นอนหลับรอคอยเจ้าชายมาจุมพิตให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล สวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไงกันเลยทีเดียว แต่เอาเป็นว่าแม่สวยมาก งดงามเหมือนเจ้าหญิงที่สุด

The Little Mermaid

นางเงือกตัวน้อยก็มา เจ้าหญิงแอเรียลกับเจ้าชายอีริค นางเงือกน้อยตามหาเจ้าชายเจอจนได้พบรักแท้ของเธอจนได้ ถ้าเติมหางอีกนิดนะ เหมือนเลย 100% เป็นเมอร์เมดเต็มตัว

Aladdin-Jasmine

มาต่อกันที่เจ้าหญิงจัสมินกับเจ้าชายอะลาดิน ชุดที่แม่หญิงใส่น่ารักมากเลยนะคะ เจ้าชายก็เหมือนมาก เสื้อตัวเดียวกันหรือเปล่าเอ่ย แอบเข้าไปในโลกการ์ตูนแล้วหยิบออกมาใส่หรือเปล่าเอ่ย น่ารักน่าใจสุด ๆ

Pocahontas

ปิดท้ายกันด้วยเจ้าหญิงโพคาฮอนทัส กับ จอห์น สมิธ ที่ตกหลุมรักกันท่ามกลางความขัดแย้ง แต่ความรักความผูกพันก็ทำให้ทั้งคู่ลงเอยกันได้ ทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชายสวยมากจริง ๆ

เป็นยังไงกันบ้างคะกับภาพพรีเวดดิ้งความน่ารักของ “หญิง รฐา” และ แฟนหนุ่ม “ตุลย์ ตุลยเทพ” ที่ได้รังสรรค์ท่าโพสและแปลงโฉมเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงจากการ์ตูน Disney หวานละมุน น่ารักสุด ๆ และเร็ว ๆ นี้ เตรียมรอชมภาพความประทับใจในงานพิธีมงคลสมรสที่จะจัดขึ้นในวันนี้กันได้เลยนะคะ Inzpy จะมาอัปเดตให้ทุกคนชมกันอย่างแน่นอน อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราด้วยน้าาาา 🙂

ข้อควรระวัง ในการเที่ยว “ทะเล” ช่วงหน้าฝน

ช่วงหน้าฝน ทุกคนจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า เป็นช่วงที่ ทะเล มีคลื่นลมแรง ช่วงมรสุม ประมาณเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม สำหรับทะเลฝั่งอ่าวไทยตอนบน อาจจะเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่อย่างทะเลอันดามัน หรืออ่าวไทยตอนล่าง จะเป็นช่วงที่มีคลื่นค่อนข้างสูง เราจึงรวบรวมข้อควรระวัง หากจะเที่ยวทะเลกันในช่วงนี้มาฝากค่ะ

คลื่นลม ทะเล ช่วงหน้าฝน

ข้อควรระวัง เที่ยวทะเล ทะเล ช่วงหน้าฝน หน้ามรสุม

ช่วงหน้ามรสุมในเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ช่วงนี้จะมีคลื่นลมทะเลค่อนข้างสูงโดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามัน หากจะไปเที่ยวทะเลกันช่วงนี้ แนะนำว่าเที่ยวที่ทะเลฝั่งอ่าวไทยกันดีกว่าค่ะ ยังพอเที่ยวได้ แต่ฝั่งทะเลอันดามัน ถึงว่านำทะเลจะใส แต่ถ้าเป็นช่วงมรสุม บอกเลยว่าน้ำจะค่อนข้างขุ่น และมีคลื่นสูง จนบางทีก็ไม่สารมารถลงเล่นน้ำได้เลย แถมฟ้าก็ครึ้มหมอง ถ่ายรูปก็ไม่สวย นั่งเรือก็อันตราย ไปถึงก็อาจจะได้เดินแค่บนหาด ถ้าฝนไม่ตก หากจะลงเล่นน้ำช่วงมรสุมโดยเฉพาะเด็ก ๆ ไม่ควรให้คาดสายตาโดยเด็ดขาดนะคะ

สัตว์มีพิษใต้ทะเล หรือตามหาด

ข้อควรระวัง เที่ยวทะเล ทะเล ช่วงหน้าฝน หน้ามรสุม

ช่วงหน้าฝน หรือหน้ามรสุมจะเป็นช่วงที่มีแมลงต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะด้วยอากาศที่ร้อนชื้น บวกกับแดดน้อย อย่างในทะเล ทุกคนจะรู้กันดีกว่าน้ำจะค่อนข้างขุ่น และถ้าไม่แดด หรือแดดแรงไม่พอขณะลงเล่นน้ำส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาว่า โดน แตนทะเล กัดได้ บางคนที่แพ้จะมีตุ่มแดง ๆ ขึ้นเป็นวงกว้างและคันมาก ใช้เวลารักษานานกว่าจะหาย พวกแมงกระพรุนบางชนิดก็อันตรายค่ะ บางทีมีตัวเล็ก ๆ ที่เราไม่ทันระวัง โดนแล้วปวดแสบปวดร้อนได้เลย แนะนำให้เลือกใส่เป็นเสื้อขาวยาว กางขายาว หรือเวทสูท อาจจะดูไม่สวย แต่ปลอดภัยกว่าค่ะ บนหาดก็เช่นกัน พวกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ตามทราย อย่าง ริ้นทะเล กัดเป็นตุ่มแดงคันได้เช่นกัน หากจะนั่งที่ริมหาด แนะนำว่าให้ปูรองด้วยเสื่อทึบ หรือผ้าก่อนค่ะ

วิธีแก้ไขหากโดนแตนทะเล หรือริ้นทะเลกัด แล้วเกิดอาการแพ้ อันดับแรกเลย หากพบว่าขึ้นตุ่มแดงคัน แนะนำว่าห้ามเกาเด็ดขาดค่ะ แล้วรีบทานยาแก้แพ้ ใช้ยาหม่องแก้พิษแมลงทาตรงบริเวณที่เกิดตุ่ม หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ทันที

Rip Currents Beach

ข้อควรระวัง เที่ยวทะเล ทะเล ช่วงหน้าฝน หน้ามรสุม
Credit Picture: Wikipedia

อันนี้หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้สักเท่าไหร่ว่า Rip Currents Beach คืออะไร แต่ถ้าหากเกิดมันอันตรายกว่าที่เราคิดค่ะ มันเป็นเหมือนช่องน้ำที่ไหลสวนทางกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง หากดูตามภาพจะเห็นว่า คลื่นทะเลที่ซัดฝั่งจะต่อกันทอดยาวตลอดเส้น แต่หากเกิดมีบางช่วงที่คลื่นหายไป หรือไหลย้อนกลับระหว่างนั้น มันจะกลายเป็น ทะเลดูดค่ะ สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่ใช่ช่วงมรสุม ความอันตรายของมันก็คือ หากดูดแรงมาก เราอาจหลุดไปอยู่ตรงช่วงน้ำลึก หรือไหลไปโดนพวกหิน ปะการังจนได้รับบาดเจ็บ ต่อให้ว่ายน้ำแข็งก็ยังอันตรายอยู่ดีค่ะ หากเห็นแบบนี้แล้วควรเลี่ยงออกมา และเตือนคนอื่นไม่ให้เข้าใกล้บริเวณจุดนั้นค่ะ

แต่ถ้าหากคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้โดยไม่รู้ตัว แนะนำว่าให้ว่ายน้ำออกไปทางด้านซ้าย หรือด้านขวาของของกระแสน้ำ ไม่ควรว่ายทวนกระแสกลับไปยังช่องเดิมค่ะ ก็จะช่วยให้หลุดพ้นจากเขต Rip Currents Beach ได้ง่ายขึ้น

นั่งเรือข้ามเกาะ นั่งเรือเล็กข้าม ทะเล ช่วงหน้าฝน

แน่นอนว่าช่วงมรสุมแบบนี้น้ำทะเลจะมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตรเลยทีเดียวค่ะ หากจำเป็นต้องนั่งเรือใด ๆ ก็แล้วแต่แนะนำว่าควรสวมใส่ชูชีพตลอดการเดินเรือ ข้อนี้สำคัญมาก ๆ นะคะ ถึงแม้ต่อให้ไม่ใช่หน้ามรสุมก็ควรสวมใส่ตลอดการเดินอยู่ดีค่ะ เพราะถ้าหากพลาดตกลงไป หรือเกิดพลัดตกเรือโดยไม่ได้ตั้งใจ ชูชีพจะช่วยชีวิตเราได้มากเลยล่ะค่ะ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใต้ทะเลจะมีกระแสน้ำไหลผ่านแรงขนาดไหน คนว่ายน้ำแข็ง แต่เจอคลื่นสูงเข้าไปก็ยากที่จะว่ายน้ำได้ค่ะ น้ำทะเลไม่เหมือนน้ำนิ่ง ๆ ในสระว่ายน้ำ กันไว้ก่อนดีที่สุดค่ะ

ข้อควรระวัง เที่ยวทะเล ทะเล ช่วงหน้าฝน หน้ามรสุม
Credit Picture: www.hatyaifocus.com

แนะนำกรณีจะลงเล่นน้ำนะคะ โดยปกติเราจะเห็นว่าบางรีสอร์ตจะมีธงผ้าปักตามชายหาด ที่เป็นธงสีแดงบ้าง สีเหลืองบ้าง ธงเหล่านี้ใช้บอกอะไร มาทำความเข้าใจกันค่ะ

ธงสีแดง การปักธงสีแดงไว้ตรงชายหาด แสดงว่าขณะนั้นบริเวณที่ปักธงเป็นเขตอันตราย ไม่ควรลงเล่นน้ำ หรือห้ามลงเล่นน้ำเด็ดขาด ยิ่งปักธงแดงสองธงยิ่งมีความอันตรายมาก
ธงสีเหลือง ที่ปักบริเวณชายหาด เป็นการเตือนว่า ถ้าหากลงเล่นน้ำ ควรเล่นด้วยความระมัดระวัง
ธงสีเขียว สามารถลงเล่นน้ำได้ค่ะ

ก่อนจะเล่นน้ำกันก็อย่าเช็คบริเวณโดยรอบบนหาดกันก่อนนะคะ ว่าบริเวณนั้นสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย เพราะฉะนั้นการป้องกันตัว หรือเลือกเที่ยวให้ตรงตามฤดูกาลเพื่อความปลอดภัย และยังได้เห็นทะเลสวย ๆ แบบไม่มีบ้งด้วยค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อควรระวังที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะที่เราเที่ยว ทะเล ช่วงหน้าฝน อย่างทะเลไทยก็จะมีฝั่งอ่าวไทยตอนบนที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีนะคะ อย่างพัทยา สัตหีบ หัวหิน เป็นต้น แต่ถ้าอยากเที่ยวทะเลอันดามันสวย ๆ แนะนำว่าช่วงปลายเดือนตุลาคม ยาวไปจนถึงเดือนเมษายน จะเป็นช่วงที่ทะเลสวยมาก ๆ ช่วงระหว่างนี้เราก็หาที่อื่นเที่ยวรอกันไปก่อนเนอะ หาที่เที่ยว ที่พักเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ Inzpy Travel

เที่ยวเกาะล้าน เที่ยวได้ตลอดทั้งปี คลิกเลย

ขนมจีน เส้นหลากสี ที่ รัชน์ขนมจีน

ร้านอาหารจานเดียวอย่างขนมจีนเส้นสด ที่สามารถทำออกมาได้หลากหลายรูปแบบ เป็นสีสันของการทานขนมจีนเลยก็ว่าได้ ที่ รัชน์ขนมจีน เป็นร้านขนมจีนที่มีน้ำยาให้เลือกแทบทุกชนิด ของทุกภาคเลย แถมเส้นขนมจีนแบบบีบสด ๆ กันทุกเช้า มาเป็นจับเล็ก ๆ พอดีคำ หลากหลายสีสัน

รัชน์ขนมจีน

ตัวเส้นขนมจีนมีสีสันสวยงาม หลากหลายสี อย่างสีของแครอท ใบเตย อัญชัน เป็นต้น เนื้อเส้นขนมจีนนุ่มมาก จับมาเล็ก ๆ ทำให้มีความสนุกสนานในการทานอาหาร และสามารถเลือกทานกับน้ำยาที่มีมากถึง 7 ชนิด ในรูปยังเป็น ขนมจีนซาวน้ำ ที่หาทานที่ไหนไม่ค่อยได้แล้ว มีความหวาน มัน ของกะทิ และสับปะรด ที่โรยด้วยหน้ากุ้ง ที่เหมือนกับข้าวเหนียวหน้ากุ้ง หน้าสังขยา แบบนั้นเลย จานนี้ราคา 60 บาท ส่วนขนมจีนมาเป็นตะกร้า ราคาตะกร้าละ 20 บาท

รัชน์ขนมจีน

น้ำยาที่วางไว้โชว์ให้เห็นเด่นชัด ทั้งหมด 7 หม้อด้วยกัน เรียกว่ามาครบทั้งประเทศเลย อย่างแกงไตปลา น้ำยาใต้ จากภาคใต้ ที่มีรสชาติเผ็ด เค็ม หอมเครื่องแกง ส่วนน้ำพริก กับน้ำเงี้ยว ที่มาจากภาคเหนือ รสชาติไม่ค่อยเผ็ด แต่เด็ดเลยทีเดียว ส่วนน้ำยาป่า ทางภาคอีสานเป็นผู้ส่งเข้าประกวด ก็มีความแซ่บอย่าบอกใคร น้ำยากะทิ หรือแกงเขียวหวาน เรียกว่าทานได้ทั้งครอบครัวเลย มีความหอม เข้มของกะทิแตกมันอย่างดี

ผักก็จัดเตรียมไว้ให้ตักกันได้ มีผักแทบทุกชนิดที่ใส่ลงในขนมจีนแล้วเพิ่มรสชาติ ยังมีหยวกกล้วยซอย รสชาติดีเลยเวลาใส่กับน้ำยาป่า ทางร้านรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ผิดด้วยผ้าขาวบาง กันแมลงวัน และคงความสดของผักอยู่ตลอดเวลา ตักให้พอกับที่รับประทานกันนะ จะได้ไม่เหลือทิ้งขว้าง

ร้าน รัชน์ ขนมจีน ได้รับรางวัลมากมาย และมีรายการมาถ่ายทำความบรรเจิดของความคิดอยู่เรื่อย ๆ เป็นร้านใหญ่ กว้างขว้าง ที่ลูกค้าเข้าออก หาที่นั่งสบาย ลองพูดคุยกับทางคุณพ่อที่เกษียณ แล้วก็ออกมาทำร้านอาหาร อยู่กันแบบครอบครัว ที่ช่วยกัน นอกจากขนมจีน ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ประเภทข้าวผัด ผัดกระเพรา หรือผัดไทย อีกด้วย เพื่อน ๆ ลองแวะมาชิมได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลย

รัชน์ ขนมจีน 4 ภาค
หมู่6 ซอย เมืองทองธานี ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี 11120
พิกัด: Google Map จอดรถหน้าร้าน
เปิด เวลา 08.00 – 17.00 น. (ปิดวันอาทิตย์)
ระดับราคา: ฿฿
เบอร์ติดต่อ: 0806408811
Facebook: https://www.facebook.com/ruchkanomjeen/

ค่าเฟ่เปิดใหม่: 2475 ขนมเบื้องเสวย

“IT’S THE SHIP” เทศกาลที่จะพาคุณล่องเรือท่องโลกเมตาเวิร์ส

0

“IT’S THE SHIP” เทศกาลที่จะพาคุณล่องเรือท่องโลกเมตาเวิร์ส

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by It’s The Ship (@itstheship)

วันนี้มีโครงการ NFT ดี ๆ มาให้ติดตามกันครับ IT’S THE SHIP เทศกาลพาดอย(หยอกครับ)ทางทะเลครั้งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ท่องทะเลมาแล้วเจ็ดสมุทรนับตั้งแต่ปี 2557 และเตรียมออกเดินทางท่องโลกเมตาเวิร์สหลังห่างหายไปนานสามปี โดยจะเป็นเทศกาลดนตรีครั้งแรกของเอเชียที่ผสมผสานเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ากับประสบการณ์เทศกาลอันสมจริง โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นเจ้าภาพต้อนรับศิลปินใหญ่ระดับโลกบนเรือสำราญนานาชาติระดับ 5 ดาวมาแล้ว

การเปลี่ยนแปลงอนาคตนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่คอลเลกชันเอ็นเอฟที (NFT) แรกของอิทส์ เดอะ ชิป อย่าง “ดั๊กดร็อป” (DuckDrop) เอ็นเอฟทีดั๊กแต่ละเหรียญแสดงถึงตัวละครหรือบุคลิกที่แตกต่างกันในเทศกาลดนตรีอิทส์ เดอะ ชิป

โดยดั๊กหรือเป็ดแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะ ทำให้เข้าถึงประสบการณ์ในชีวิตจริงที่เงินซื้อไม่ได้ตามที่อิทส์ เดอะ ชิป วางแผนไว้ตลอดทั้งปี

ดั๊กเอ็นเอฟทีมาพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิโดยสารเรือฟรี ส่วนลดตลอดชีพ สิทธิเข้าหลังเวที และที่น่าสนใจที่สุดคือสิทธิในการโหวต ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ถือดั๊กดร็อปแสดงความคิดเห็นของตนเองได้เมื่อร่วมเทศกาลอิทส์ เดอะ ชิป ในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษแรก ๆ สำหรับผู้ถือดั๊ก เอ็นเอฟทีทุกคน โดยคอลเลกชันเจเนซิส (Genesis) จะเปิดให้จับจองชุดแรกได้ในจำนวน 888 ดั๊ก โดยจะมีการผลิตออกมาทั้งหมด 8,888 ดั๊กถึงปี 2567

เป้าหมายระยะยาวของดั๊กดร็อปคือการพัฒนาชุมชนอิทส์ เดอะ ชิปให้กลายเป็นระบบนิเวศที่เจริญรุ่งเรืองซึ่งมุ่งเน้นไปที่เทศกาลดนตรี ขยายประสบการณ์ และรวบรวมผู้คนที่มีความคิดเหมือนกันเอาไว้ โดยซามีรา เดวิดสัน (Samira Davidson) หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “เรากำลังนำผู้คนมารวมตัวกันและสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงและเทศกาลดนตรี ด้วยการปล่อยเอ็นเอฟทีออกมา ด้วยความหวังว่าจะทำให้เราใกล้ชิดกับแฟน ๆ มากขึ้น เราสัญญาว่านี่จะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในหลาย ๆ ประสบการณ์ในอนาคต หนึ่งในอรรถประโยชน์สำคัญที่ดั๊กดร้อปนำเสนอนั้นคือประสบการณ์ในชีวิตจริงอันแสนยอดเยี่ยมที่มอบให้กับผู้ถือครองทุกคน”

สำหรับเอ็นเอฟทีคอลเลกชันแรกอย่างเจเนซิสนั้น จะมีไข่ 888 ฟองสำหรับการผลิตโทเคน ผู้ถือดั๊กดร็อปจะได้เห็นการฟักไข่และวิวัฒนาการบนบล็อกเชนจนกระทั่งกลายเป็นเป็ดที่มีเอกลักษณ์ โดยมีคุณลักษณะพื้นฐาน 4 แบบ ดั๊กดร็อป เอ็นเอฟที จะวางจำหน่ายบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการหรือตลาดรองผ่านโอเพนซี (OpenSea) และเมื่อเปิดตัวคอลเลคชันเจเนซิสไปแล้ว ราคาของโทเคนจะเพิ่มขึ้นเพราะปริมาณโทเคนโดยรวมลดลงและมีเป็ดมากขึ้น อิทส์ เดอะ ชิป วางแผนที่จะร่วมมือกับศิลปินและแบรนด์เอ็นเอฟทีที่มีชื่อเสียงสำหรับคอลเลกชันต่อ ๆ ไป

ชมวิดีโอการประกาศเรื่องดั๊กดร็อปอย่างเป็นทางการได้ที่นี่ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ที่

www.itstheship.com
www.instagram.com/itstheship
www.twitter.com/itstheshipasia
www.facebook.com/itstheship

 

“IT’S THE SHIP”
cr.Kapook.com

เกี่ยวกับไลฟ์สเคป กรุ๊ป

ไลฟ์สเคป กรุ๊ป (LIVESCAPE GROUP) เป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีรางวัลการันตี โดยตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่เบื้องหลังผลงานความบันเทิงใหญ่ ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่งานอีเวนต์และเทศกาลต่าง ๆ ในด้านไลฟ์สไตล์ หลังเกิดโรคระบาด ไลฟ์สเคป กรุ๊ปได้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ รวมถึงเดินหน้าผลักดันให้ผลงานความบันเทิงของบริษัทรองรับกับอนาคตข้างหน้า โดยการพัฒนาจาก Web2 เป็น Web3 ปัจจุบันไลฟ์สเคป กรุ๊ป มีสำนักงานตั้งอยู่ในมาเลเซีย สิงคโปร์ และจาการ์ตา

เกี่ยวกับอิทส์ เดอะ ชิป

IT’S THE SHIP เป็นเทศกาลทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ล่องผ่านสิงคโปร์ จีน และเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2557 ด้วยชุมชนเพื่อนร่วมเรือ 300,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก อิทส์ เดอะ ชิปพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นการเดินทางสู่โลกเมตาเวิร์สหลังห่างหายไปสามปี อิทส์ เดอะ ชิปตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อบล็อกเชนมากที่สุดในเอเชีย

 

รูปภาพ – https://mma.prnewswire.com/media/1814359/image_825314_18200113.jpg

ที่มา: พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

อัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ ทาง LINE ฟรี
Add friend ที่ ID : @inzpy (มี@นำ)เพิ่มเพื่อนบทความน่าสนใจ : PLAY TO EARN เกมที่ทำเงินให้ จริงเหรอ!?

แนะนำพิกัดชม “นาขั้นบันได” หน้าฝนนี้ไปฟินด้วยกัน

แนะนำพิกัดชม “นาขั้นบันได” หน้าฝนนี้ไปฟินด้วยกัน

นาขั้นบันได เป็นสถานที่เที่ยวที่สวยงามมาก ๆ ในช่วงหน้าฝน โดยแต่ละที่นั้นจะเริ่มฤดูทำนาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยปกติจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ไปจนถึงพฤศจิกายน ซึ่งนาข้าวจะมีความสวยงามแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ในช่วงที่เพิ่งเริ่มปลูกข้าวก็จะได้ภาพนาข้าวที่เป็นต้นอ่อนเล็ก ๆ สะท้อนกับผิวน้ำ ในระยะกลางก็จะได้นาข้าวสีเขียวสดชื่นเต็มทุ่งนา ช่วงปลายฤดูกาลก่อนเก็บเกี่ยว ภาพทุ่งนาก็จะเป็นสีเหลืองทอง วันนี้เราได้รวบรวมเอาพิกัดชม นาขั้นบันได มาฝากเพื่อน ๆ กัน ใครชอบช่วงไหน ก็เลือกกันได้ตามความชอบเลยค่ะ

บ้านแม่กลางหลวง เชียงใหม่

ที่นี่เป็นหมู่บ้านของชนเผ่าปกาเกอะญอ ความสวยงามและโดดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ก็คือนาขั้นบันไดที่กว้างสุดสายตา ซึ่งซ่อนอยู่ในหุบเขา เป็นสีเขียวสดชื่นในช่วงหน้าฝน และหากมาในช่วงปลายฝนต้นหนาว ก็จะได้เห็นนาขั้นบันไดสีเหลืองทอง ที่สวยงามไม่แพ้กันเลยค่ะ หรือหากใครต้องการที่จะมาพักผ่อนหย่อนใจแบบสโลว์ไลฟ์ ข้ามคืน ที่นี่ก็มีโฮมสเตย์เอาไว้ให้บริการ แต่มีจำนวนไม่มากนะคะ ต้องจองกันแบบล่วงหน้ายาว ๆ เลยค่ะ
นอกจากการปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านที่นี่ยังมีอาชีพปลูกกาแฟเป็นหลักอีกด้วย สำหรับคนรักกาแฟอย่าลืมแวะมาชิมกาแฟที่หอมกรุ่นของที่นี่กันนะคะ จิบกาแฟอุ่น ๆ รับลมหนาว พร้อมด้วยวิวสวย ๆ เป็นอะไรที่ฟินมาก ๆ เลยค่ะ
พิกัด : https://goo.gl/maps/XkVYxT6tWnUds1AY7

บ้านแม่ลาน้อย แม่ฮ่องสอน

นาขั้นบันได

โครงการหลวงแม่ลาน้อย เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ และอบอุ่นไปด้วยวิถีชีวิตที่งดงามของชาวเขา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน ถึงตุลาคม จะเป็นช่วงเวลาของการปลูกข้าว นักท่องเที่ยวจะได้ชมความสวยงามของนาข้าวขั้นบันได ภายในพื้นที่ของโครงการตลอดสองข้างทาง รวมทั้งชมแปลงผักปลอดสารพิษ ที่ปลูกตลอดทั้งปีอีกด้วยค่ะ
พิกัด : https://goo.gl/maps/teJ8zoHK5qtxPatGA

บ้านป่าบงเปียง เชียงใหม่

นาขั้นบันได

ที่บ้านป่าบงเปียง เป็นพื้นที่ที่มีนาขั้นบันไดที่สวยมาก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองไทย ถ้าหากเดินทางมาในช่วงเดือนกันยายน จะได้เห็นทุ่งนาขั้นบันได สีเขียวสดชื่น กว้างสุดสายตา มีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวสลับซับซ้อน เป็นวิวที่สวยงามมาก ๆ ในช่วงเช้าเราสามารถมาชมทะเลหมอกแบบฟุ้ง ๆ ที่ลอยคลอเคลียไปกับทุ่งนาสีเขียว เวลาที่แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา จะเห็นภาพที่สวยงามชวนฝันมาก ๆ เลยค่ะ
พิกัด : https://goo.gl/maps/gQDarDyRwxq1x8BJ8

บ้านผาหมอน เชียงใหม่

นาขั้นบันได

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวปกาเกอะญอ เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา ซึ่งชาวชุมชนปกาเกอะญอนั้น มีภูมิปัญญาในการทำนาขั้นบันไดในพื้นที่ที่สูงชัน จนนาขั้นบันไดนี้กลายเป็นความสวยงาม นอกจากความเขียว สดชื่นของนาขั้นบันไดแล้ว นาข้าวของที่นี่ยังมีแปลงดอกไม้เมืองหนาว ปลูกอยู่บริเวณกลางนาข้าวอีกด้วยค่ะ นอกจากมาชมความสวยงามของนาขั้นบันไดแล้ว ที่นี่ก็เหมาะแก่การมาเรียนรู้วิถีชุมชน ที่ผูกพันธ์กับธรรมชาติ เน้นความสงบ เรียบง่าย
พิกัด : https://goo.gl/maps/r7H7Dm4kxuNkz6nDA

บ้านเวร น่าน

นาขั้นบันไดบ้านเวร เป็นจุดท่องเที่ยวหน้าฝนที่ห้ามพลาดเด็ดขาด โดยชาวบ้านจะเริ่มปลูกข้าวกันในช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป หากใครชอบทุ่งนาสีเขียวสดชื่นก็แนะนำให้เริ่มมาเที่ยวได้ตั้งแต่ช่วงนี้ แต่หากใครชอบทุ่งนาสีเหลืองทองก็แนะนำเป็นช่วงปลายหน้าฝนประมาณเดือนตุลาคมค่ะ นาขั้นบันไดที่บ้านเวรนี้ เป็นวิวที่กว้างไกลสุดสายตามาก ๆ นาขาวสีเขียว ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา พร้อมอากาศที่เย็นสบาย สดชื่น ยิ่งหากได้มาพักผ่อนที่โฮมสเตย์ที่นี่อีกล่ะก็ เป็นความรู้สึกดีที่คุ้มค่า เกินบรรยายเลยค่ะ
พิกัด : https://goo.gl/maps/1GdqU91Z8zchQMi86

วันนี้เราได้นำจุดชมวิวนาขั้นบันไดมาฝากเพื่อน ๆ กันทั้งหมด 5 ที่นะคะ แต่ถ้าใครยังไม่ถูกใจ ยังอยากหาที่เที่ยวหน้าฝนอื่น ๆ เพิ่มเติม ก็สามารถไปอ่านบทความแนะนำที่เที่ยวหน้าฝนได้ที่นี่เลยค่ะ หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ

เพลงใหม่ Ritalinn บอกเลยว่าโคตรพังค์

0

ไม่เคยหยุดความจี๊ดจ๊าดให้แฟนเพลงต้องผิดหวังเลยจริง ๆ สำหรับ เพลงใหม่ Ritalinn ” ที่ยังคงมีกลิ่นอายของดนตรีอีโม/ป๊อปพังก์ และเนื้อหาเพลงยังคงความเป็นสไตล์ของพวกเขาเองมาโดยตลอด

ล่าสุด Ritalinnเพิ่มพีคกว่าเดิม ด้วยการสลัดคราบปรับลุคจากเด็กชุดดำกลายมาเป็นแฟชั่นที่โดดเด่นด้วยสีสันจี๊ดจ๊าดเพื่อให้เข้ากับซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด ” เสียเวลา ” ช่วยเพิ่มรสชาติของเพลง และยังคงพรีเซนต์ความเป็นตัวเองกับเนื้อหาพูดถึงความรักที่ทุ่มเทแล้วยังดีไม่พอ

ก็ขอมูฟออนเพื่อตัวเองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาจะดีกว่า ซาบซ่าลงตัว ทั้งดนตรีและเนื้อหา รับรองคุณภาพการทำงานจากค่าย Vom Records อีกเช่นเคย

เพลงใหม่ Ritalinn

เสียเวลา เพลงใหม่ Ritalinn กับค่าย Vom Records

อย่างทีเคยเล่าไปครับว่า ก่อนหน้านี้ทางวงกัค่าย ได้เคยทำการตลาด ในเชิงดราม่า (หรือเราคิดกันไปเองก็ไม่รู้) โดยการที่ Facebook Fanpage ของวงได้โพสต์ว่า อยู่มานาน เสียเวลา พร้อมกับแท็คหาทางค่าย Vom Records ซึ่งทางเพจ Headbangkok นำเรื่องนี้ไปลงไว้ แล้วทางค่ายก็มาคอมเม้นท์ว่า อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็แยกย้าย

ก่อนที่จะมีการเฉลยภายหลังว่าเป็นการโปรโมทเพลง ทางวงจะปล่อยทีเซอร์เพลงใหม่ที่ชื่อว่า “เสียเวลา” ในช่วงเย็นของวันนั้น ซึ่งหากใครยังไม่ได้ดูก็ดูซะ!

โดยสมากชิกของวงอย่าง  เฟิร์น-นันธิภาคย์ สินสิวะมงคล, อาร์ต-คงกฤษ คล้ายแดง, โจ-ปราโมทย์ แก้วจันทร์ และ บอล-พงษ์ดนัย นัยนานนท์ สลัดคราบปรับลุคเด็กชุดดำ มาแต่งตัวสีสันสุดจี๊ด เพิ่มรสชาติของเพลง รับรองคุณภาพการทำงานจากค่าย Vom Records อีกเช่นเคย โดยทางวงได้กล่าวว่า

“อยากเปลี่ยนอะไรเดิม ๆ ที่เคยทำไว้ เพราะปกติที่บ้านก็มีแต่ชุดดำเต็มตู้เสื้อผ้า และผมว่าเปลี่ยนมามีสีสันบ้างก็น่าจะมันส์ดี เหมาะกับเพลงนี้ด้วย เพราะมันมีความสดใส กว่าเพลงก่อน ๆ

ส่วนดนตรีของพวกเรายังคงเหมือนเดิม อัดแน่นด้วยมันส์ แต่คราวนี้ เราทำแบบเบสิคป๊อปพังกฺที่เราชอบเลย มันเลยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะเราเล่นดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่อายุ 15-16 ก็เคยชินกับมันครับและสนุก ดนตรียังคงจัดจ้านโดด ๆ เหมือนเดิมครับ

ส่วนไอเดียของผมเขียนมาจากการที่เราจะต้องไปเสียเวลา รัก หรือ ทุ่มเท ให้กับอะไร ๆ ที่มันทำให้เราไม่เป็นตัวเอง มันเหมือนไม่มีทางเดินต่อได้ ก็เลยคิดว่ามันเสียเวลา เพราะคน ๆ นึงยังเป็นตัวเค้าอยู่ เป็นคนเดิมอยู่ ควรมีความสุขกับเป้าหมายชีวิตที่ต้องไปต่อ ฉะนั้น จะมีความรัก หรือมีความสัมพันธ์แบบไหน ก็ควรจะต้องไปด้วยกันได้ มันเลยเกิดคำว่า ‘เสียเวลาชีวิต’ เอามาแต่งเพลงครับ

ผมก็อยากให้ทุกคนรักตัวเอง และใช้เหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่ายครับ เรื่อง ‘มูฟออน” เป็นการเคารพความคิดซึ่งกันและกันครับ แต่เอาที่ตัวเองมีความสุขพอครับ

ก็ขอฝากเพลง ‘เสียเวลา’ ของพวกเราไรทาลิน ด้วยครับ จังหวะสนุก ๆ และ แฝงแง่คิดดี ๆ ไว้ หวังว่าทุกคนที่ได้ฟังจะชอบเหมือนพวกเราครับ”

รับชม MV เพลง “เสียเวลา” ได้ทาง Youtube : Vom Records และฟังเพลงได้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง

ติดตามข่าวสารได้ทาง : FB/ IG /TIKTOK : Vom Records และ Ritalinn

“ไม่อยากจะต้องไปเสียเวลารักเธอ เพราะชีวิตของฉันมันไม่ได้เป็นของใคร!!!”

 

แนะนำ 5 ทรงแว่นตา ที่เหมาะกับสาวรูปหน้ากลม

เห็นหัวข้อมาแบบนี้ สาว ๆ ที่มีใบหน้ารูปทรงกลม อย่าพึ่งหงุดหงิด โมโหหรือน้อยใจไปนะคะ เราไม่ได้ตั้งใจจะบูลลี่ใครเลยนะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีรูปหน้าแบบไหน ถ้ามั่นใจซะอย่างก็สามารถใส่แว่นตา ได้ทุกแบบทุกทรงเลยล่ะ ขึ้นอยู่กับความชอบและสไตล์ ว่าแบบไหนที่จะถูกจริตของสาว ๆ นั่นเอง แต่ในฐานะที่เราเป็น Inzpy แรงบันดาลใจของเหล่าแฟชั่นนิสต้า และเพื่อเป็นการเสริมโครงหน้าของสาว ๆ ให้ดูดียิ่งขึ้นแบบสุดปังปุริเย่ การเลือกทรงและกรอบแว่นตาก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเหมือนกัน วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำ 5 ทรงแว่นตา ที่เหมาะกับสาวรูปหน้ากลม เอาไว้เป็นไอเดียให้สาว ๆ เสริมลุคกันให้สุด แล้วไปหยุดที่ความปัง! ตามไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

cr.photo ; pinterest
แว่นตาทรง Cat-eye

เริ่มต้นกันที่แว่นตาทรงโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวซ่าตามชื่ออย่าง แว่นตาทรง Cat-eye โดยกรอบแว่นตาจะมีลักษณะเรียวโค้งคล้ายรูปหยดน้ำ ทำมุมยกสูงเชิดขึ้นที่ปลายด้านบน ซึ่งหลากหลายแบรนด์ทำตัวเลนส์ออกมาให้สาว ๆ เลือกที่มีทั้งแบบทรงกลมและทรงเหลี่ยม แต่สำหรับสาวรูปหน้ากลม เราขอแนะนำให้เลือกแว่นตาทรง Cat-eye ที่เลนส์เป็นทรงเหลี่ยม เป็นเทคนิคในการสร้างภาพลวงตา ช่วยเบรกและลดความกลมมนของใบหน้าลงไปได้แบบเนียน ๆ เชื่อเถอะค่ะว่า เอาไอเดียนี้ไปลองทำตามเวลาเลือกซื้อแว่นตาแล้วจะติดใจ สามารถใส่แว่นตากันได้อย่างมั่นใจมากขึ้นอย่างแน่นอน

cr.photo ; pinterest
แว่นตาทรงเหลี่ยม

มาต่อกันที่แว่นตาทรงเหลี่ยมที่ให้ลุคที่ทั้งเท่ทั้งคูล โดยกรอบแว่นตาจะมีลักษณะเป็นทรงที่มีทั้งแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมจัตุรัสขึ้นอยู่กับการออกแบบดีไซน์ของแต่ละแบรนด์ ยิ่งไปกว่านั้นบางแบบยังเป็นแบบเรียวบางที่ให้กลิ่นอายแบบ Futuristic ได้อารมณ์สตรีทแวร์ สไตล์เด็กแนวสุดต๊าช นอกจากความเท่ของแว่นตาทรงนี้แล้ว แว่นตาทรงแบบนี้ยังสามารถเข้ามาช่วยชีวิตของเหล่าสาวรูปหน้ากลมได้อีกด้วย เพราะถึงแม้สาว ๆ จะมีใบหน้ากลม หรือแก้มที่อวบอิ่ม เหลี่ยมมุมของแว่นสามารถเข้ามาช่วยปรับรูปหน้าของเราให้ดูเล็กและเรียวยาวขึ้นได้ในพริบตาเลยล่ะ

ทรงแว่นตา
cr.photo ; pinterest
แว่นตาทรง Upswept

มาถึงแว่นตาอีกแบบ ที่เหมาะกับสาวหน้ากลม เป็นแว่นตาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับแว่นตาทรง Cat-eye แต่แค่คล้ายนะคะ ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ ๆ โดยแว่นทรงนี้จะมีลักษณะที่เกือบจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่มีส่วนโค้งเล็กน้อยพอกรุบกริบเป็นดีไซน์บริเวณเหนือช่วงแก้ม และถึงแม้จะมีลักษณะปลายแหลมคล้ายทรง Cat-eye แต่ไม่ได้มีความเชิดโค้งสูงเท่า ถึงจะเป็นแว่นตาคล้ายทรงกลมที่อาจจะเพิ่มความโค้งมนให้กับใบหน้า แต่เอฟเฟกที่ได้กลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพราะแว่นทรงนี้จะช่วยทำให้ใบหน้าของสาว ๆ ดูเรียวยาวขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่งเลยล่ะ

ทรงแว่นตา
cr.photo ; pinterest
แว่นตาทรง Wayfarer

มาถึงแว่นตาทรงยอดฮิตตลอดกาล สุดคลาสสิกอย่างแว่นตาทรง Wayfarer ที่ถ้าใครที่นึกภาพไม่ออกให้นึกถึงทรงแว่นตาสุดไอคอนิกยอดนิยมจาก Ray-Ban ที่เหมาะจะเลือกให้เป็นแว่นกันแดดก็ได้ แว่นสายตาก็ดี บอกเลยว่าเลือกใส่ทรงนี้ยังไงก็รอด เพราะเป็นทรงแว่นตาที่เข้ากับรูปหน้าทุกรูปแบบใส่ยังไงก็ดูดีมีสไตล์ และก็นับว่าเป็นหนึ่งในแว่นตาอีกทรงหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับคนที่มีใบหน้าทรงกลมเป็นอย่างมาก เพราะเหลี่ยมมุมของกรอบแว่นจะช่วยหลอกตาทำให้เหมือนรูปหน้าของเราถูกยืดให้เรียวยาวขึ้นได้อีกด้วย

ทรงแว่นตา
cr.photo ; pinterest
แว่นตาทรงเรขาคณิต

ปี 2022 แล้ว จะให้มามัวแต่ใส่แว่นตาทรงกลม แว่นตาทรงเหลี่ยมมันก็จะธรรมดาไปหน่อยเนอะ สำหรับชาวแฟชั่นนิสต้า วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำแว่นตากรอบทรงเรขาคณิต รูปทรงแปลกตาให้สาว ๆ ได้เอาไปเป็นไอเดียไปลองชอปแว่นมาใส่ตามกันดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทรงหกเหลี่ยม หรือทรงแปดเหลี่ยม ใครชอบ ใครถูกจริต ถูกใจแบบไหนก็จัดไปอย่าให้เสีย เพราะหัวใจสำคัญกฎเหล็กของสาว ๆ ที่มีใบหน้ากลมก็คือ ต้องพยายามเลือกแว่นตาทรงเหลี่ยมนั่นเอง แล้วยิ่งแว่นตาแบบนี้ที่มีหลายเหลี่ยมมุม ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มสมดุลให้กับรูปหน้าของเราได้ยังไงล่ะ แถมแว่นตาแบบนี้มักจะมาพร้อมดีไซน์ที่แปลกใหม่สะดุดตาและสีสันสดใสมีชีวิตชีวา ลองไปเสริมลุคเพิ่มสไตล์ของตัวเองกันดูนะคะ

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน กับ 5 ทรงแว่นตา ที่เหมาะกับสาวรูปหน้ากลม ที่เราเอามาฝากทุกคนกันในวันนี้ หวังว่าวันนี้เราจะสามารถช่วยเป็นแรงบันดาลใจและไอเดียให้สาว ๆ ตัดสินใจเลือกแว่นกันแดดที่เหมาะกับใบหน้าของตัวเองได้ง่ายมากขึ้นนะคะ อย่าลืมติดตามว่าคราวหน้าเราจะเอาไอเทมปัง ๆ รวมถึงไอเดีย และแรงบันดาลใจแบบไหนมาฝากทุกคนกันอีก รอติดตามนะคะ

อัปเดต สะพานข้ามแม่น้ำแคว

จุดเช็คอินเมื่อมาเที่ยวเมืองกาญจนบุรี ที่ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ จะต้องมากก็คือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสะพานที่กองทัพญี่ปุ่น นำเชลยศึกสงครามมาสร้าง เป็นสะพานเหล็กรูปทรงโค้ง ส่วนที่โดนระเบิดและสร้างใหม่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวมาแบบบางตา และคนไทยมากันประปราย

ระยะทางของสะพานเหล็กสีดำนี้ประมาณ 500 เมตร ที่ให้นักท่องเที่ยวได้เดินข้ามไป ข้ามมา เพื่อถ่ายรูปเล่นได้ โดยมีจุดพักยื่นออกไปให้ถ่ายรูป และเป็นจุดหลบรถไฟ ขณะที่กำลังเดินทางผ่านข้ามสะพานนี้ เป็นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกถึงประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เป็นอย่างดี

หากเดินข้ามไปถึงอีกฝั่ง เมื่อสิ้นสุดโครงสะพานเหล็กสีดำแล้ว ก็จะพบกับสถานนี สะพานแควใหญ่ เป็นสถานีเล็ก ๆ ที่คงความเป็นชานชาลาไม้ ที่ใช้ไม้หมอนรถไฟมาสร้าง ทำเป็นที่นั่ง และทำซุ้มสำหรับนายสถานีคอยโบก ดูมีความคลาสสิก เป็นมุมถ่ายรูปที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง

แม่ค้า พ่อค้าตรงจุดจอดรถยังไม่ค่อยจอแจ มีร้านน้ำ ร้านข้าวโพดปิ้ง กับแผงขายฉลากกินแบ่งรัฐบาล เพียงไม่กี่ร้าน เราเลยซื้อข้าวโพดปิ้งมาเป็นนางแบบสำหรับการถ่าย สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในรอบนี้ ซึ่งปกติสะพานนี้จะแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย แต่วันนี้พอมีชาวญี่ปุ่น กับชาวยุโรปอยู่บ้าง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางข้าวโพดปิ้งเลยเด่นอยู่คนเดียว

สำหรับการมา สะพานข้ามแม่น้ำแคว ไม่มีการเก็บค่าเดินผ่าน ให้เดินผ่าน ถ่ายรูป เช็คอินได้เลย หรือจะรอซื้อตัวรถไฟ นั่งเล่น ก็ลองติดต่อเจ้าหน้าที่ดู แต่ที่ต้องเสียคือ ค่าจอดรถ 30 บาท ที่อยู่ขวามือ ถัดจากสะพานไปไม่กี่เมตร เป็นลานโล่ง มีหลังคาบังแดด จอดได้ประมาณ 40 คันได้ แต่ถ้าใครต้องการทานอาหารริมน้ำ ก็จอดที่จอดรถของทางร้านได้เลย แถวนี้มีร้านอยู่ 2-3 ร้าน ที่เป็นแพริมน้ำ บรรยากาศดีมากในเวลาพระอาทิตย์ตกดิน

ถัดมาอีกหน่อยเดียว ก็มีร้านที่กำลังตกแต่ง เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นร้านขนาดใหญ่มาก ที่ดูสวยงาม แต่งสไตล์ทรอปิคอล (Tropical Style) ที่มีลานจอดรถกว้างใหญ่มาก เป็นร้านที่น่ามาเช็คอินก่อนใครเพื่อนเลย สำหรับเพื่อน ๆ ที่จะมา สะพานข้ามแม่น้ำแควโดยรถยนต์ส่วนตัว ลองดูที่จอดรถที่ใกล้ที่สุดตามด้านล่างนี้เลย

ลานจอดรถ สะพานข้ามแม่น้ำแคว
พิกัด: ลานจอดรถ
อัตราค่าจอด: 30 บาท

ร้านอาหารแนะนำ: 5 ร้านอาหาร

ตามรอย “อาหารสิงคโปร์” จากอดีตสู่ปัจจุบัน พร้อมชวนชิมร้านอาหารโลคอลสุดเด็ดที่คุณอาจยังไม่รู้

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งในด้านการค้าการลงทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม คุณภาพชีวิตของผู้คนที่นี่ก็สูงติดอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกให้มาร่วมสัมผัสมหานครที่มีถนนสะอาดตา มีต้นไม้ใหญ่ และสวนที่สวยแทรกอยู่ในทุกจุดของมุมเมือง รวมทั้งสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าจากอดีตและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อยู่คู่กันอย่างกลมกลืน และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชาวสิงคโปร์ต่างภาคภูมิใจ และนักเที่ยวไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงนั่นก็คือ “อาหารสิงคโปร์” ทางการท่องเที่ยวสิงคโปร์จึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้  รวมทั้งวิวัฒนาการของอาหารสิงคโปร์ในหลากแง่หลายมุม และชวนชิม 4 ร้านสุดอันซีนที่มีการประยุกต์อาหารท้องถิ่นจนกลายเป็น “อาหารสิงคโปร์สมัยใหม่ Modern Singaporean (Mod-Sin) Cuisine” เรื่องราวจะเป็นอย่างไร และมีร้านอาหารใดที่ห้ามพลาดบ้างติดตามกันให้น้ำลายสอได้เลย

 

จุดเริ่มต้นของ “อาหารสิงคโปร์”

เครดิตภาพ seasonedpioneers.com

การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยของประเทศสิงคโปร์สมัย เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์

หากจะกล่าวถึงต้นกำเนิดของ “อาหารสิงคโปร์” นั้นควรที่จะท้าวความไปตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งประเทศสิงคโปร์หรือราว ค.ศ.1819 มีการอพยพของชาวมลายูและชาวอินเดียเข้ามาอยู่ในสิงคโปร์ และได้นำเอาอาหารพื้นถิ่นเข้ามาด้วยเช่น ลักซา (Laksa) และข้าวหมกบริยานี (Biryani) จากนั้นในยุคที่สิงคโปร์เป็นเมืองท่าที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเครือจักรภพ(อังกฤษ)ได้เข้ามาปกครองสิงคโปร์ มีการแต่งตั้งให้เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Bingley Raffles) เป็นผู้บริหารอาณานิคมเมืองสิงคโปร์ โดยหนึ่งในนโยบายการปกครองในสมัยนั้นคือการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัย และเปิดรับผู้อพยพจากหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกรากและอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ทั้งชาวมาเลย์ ชาวอินเดีย ชาวจีน ชาวอาหรับ และชาวตะวันตก ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมอาหารกลายเป็นอาหารสิงคโปร์ที่ยังคงมีกลิ่นอายของรากเหง้าเดิมแต่ปรับเปลี่ยนไปอย่างมีมิติ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมอาหารสิงคโปร์มาจวบจนปัจจุบัน

 

จากหาบเร่สู่ Hawker Center

หาบเร่แผงลอยลอยในอดีต และศูนย์อาหาร Lau Pa Sat ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

โดยในช่วงกลางของยุค 1800s อาหารสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะถูกนำวางขายในลักษณะฮอว์เกอร์ (Hawker) หรือ หาบเร่แผงลอย ซึ่งเป็นแผงขายอาหารริมทางที่จำหน่ายอาหารหลากหลายประเภท โดยพ่อค้าแม่ค้าจะตั้งแผงลอยริมถนนด้วยรถเข็นหรือจักรยาน และเสิร์ฟอาหารราคาถูกหรืออาหารจานด่วนแก่คนทำงาน และผู้ที่ไม่ได้ทำอาหารที่บ้าน แม้ว่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยริมถนนจะจัดหาอาหารราคาถูกและรวดเร็วให้กับผู้อพยพชาวสิงคโปร์ในยุคแรกๆ แต่แผงลอยเหล่านี้ไม่ถูกสุขลักษณะและการสุขาภิบาล ในปี ค.ศ. 1960 รัฐบาลสิงคโปร์จึงเริ่มบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับเพิ่มเติมสำหรับพ่อค้าเร่ริมถนนให้ย้ายไปตั้งยังร้านค้าที่ถาวรมากขึ้น พร้อมกับการก่อสร้างศูนย์อาหาร (Hawker Center) ทั่วประเทศ จนทุกวันนี้ศูนย์อาหารจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับการรับประทานอาหารนอกบ้านของชาวสิงคโปร์ เนื่องจากทั้งสะดวก มีประเภทของอาหารให้ได้เลือกมากมายและราคาไม่แพง โดยศูนย์อาหารฮอว์เกอร์ ที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยว อาทิ ศูนย์อาหารแม็กซ์เวล (Maxwell Food Center) นิวตัน ฟู้ด (Newton Food) โดยเฉพาะเลาปาสัท (Lau Pa Sat) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ด้วยรูปทรงอาคารที่สวยสะดุดตา และได้รับการประกาศเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติในปี ค.ศ.1973

ในปี ค.ศ. 2018 วัฒนธรรมการขายอาหารแบบฮอว์เกอร์ (Hawker Culture) ของสิงคโปร์ได้รับการเสนอชื่อโดยคณะกรรมการมรดกแห่งชาติของสิงคโปร์ (Singapore’s National Heritage Board) สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสมาคมพ่อค้าแห่งสิงคโปร์ เพื่อจารึกไว้ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งตัวแทนของ UNESCO ได้บรรยายถึงศูนย์อาหารว่าเป็น “ศูนย์กลางของการรับประทานอาหารในชุมชน ที่ผู้คนจากหลากหลายที่มารวมตัวกันและแบ่งปันประสบการณ์การรับประทานอาหารเช้า กลางวันและเย็นร่วมกัน”

 

 “ซือ ชาร์”  เสน่ห์อาหารแบบเรียบง่ายที่แฝงด้วยเทคนิคอันซับซ้อน

เครดิตภาพ asianfoodnetwork.com

เมนูกระเบนย่างราดซอสพริกซัมบัล

ซือชาร์ (Zi Char) เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่าผัดและทอด เป็นคำที่ชาวสิงคโปร์มักใช้เรียกอาหารตระกูล ผัดและทอดประเภทอาหารตามสั่งที่หาทานได้ตามร้านอาหารท้องถิ่นหรือศูนย์อาหารฮอกเกอร์ทั่วไปในสิงคโปร์ โดยมีเทคนิคการทำแบบจีนที่ซับซ้อนกว่าอาหารตามสั่งทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หรูหราเหมือนภัตตาคารใหญ่ๆ อีกทั้งยัง มีความแปลกใหม่ หลากหลาย ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมอาหารชนิดต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์  จึงทำให้ซือชาร์เป็นอาหารที่มีอัตลักษณ์สูง เช่น เมนูกระเบนย่างราดซอสพริกซัมบัล (Sambal Stingray) ที่มีรูปแบบการทำอาหารแบบจีน แต่ผสมผสานรสชาติแบบมาเลย์ อินเดีย และเปอรานากันเข้าด้วยกัน  โดยอาหารซือชาร์ที่สิงคโปร์มีราคาย่อมเยา อร่อย และหาทานได้ทั่วไป

 

2 ร้านอาหารซือ ชาร์ ถ้าคุณพลาดถือว่าผิด

ร้านซิน ฮอย ไซ (Sin Hoi Sai)

บรรยากาศภายนอกและเมนูซิกเนเจอร์ของร้านซิน ฮอย ไซ

ร้านซิน ฮอย ไซ (Sin Hoi Sai) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1978 โดยมาดามแยป ซอร์ กิม (Yap Sor Khim) ร้านมีทั้งหมด 2 สาขา ซึ่งสาขาแรกอยู่ที่ย่านกาตง (Katong) และสาขาที่สองอยู่ที่ย่านเตียง บาห์รู (Tiong Bahru) ให้บริการอาหารซือชาร์ โดยใช้วัตถุดิบจากทะเลที่สดใหม่ในท้องถิ่น ทั้งปลากะพง ปูศรีลังกาขนาดยักษ์ และหอยหลอด ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุที่สดใหม่ได้ด้วยตัวเอง เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารชั้นเลิศ โดยมีเมนูแนะนำอย่าง  ปูผัดพริก และหอยหลอดผัดกระเทียม ซึ่งบรรยากาศภายในของร้านนั้นจะเรียบง่ายสบายๆ เสมือนทานข้าวกับคนในครอบครัว หรือถ้าอยากจะสังสรรค์ก็สามารถนั่งเอาท์ดอร์รับบรรยากาศภายนอกร้านได้เช่นกัน สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่ชอบทานอาหารทะเลสดใหม่และต้องการร้านที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเสมือนทานอยู่ที่บ้านอย่ารอช้าสำรองที่นั่งได้เลยหรือจะให้จัดส่งแบบเดลิเวอรีได้ที่ Link

ร้านเอเจ อา เม็ง (JB Ah Meng)

บรรยากาศภายนอกและเมนูซิกเนเจอร์ของร้านเอเจ อา เม็ง

ถ้าจะกล่าวว่าร้านเอเจ อา เม็ง (JB Ah Meng) เป็นร้านอาหารซือชาร์ระดับตำนานคงไม่ผิดนัก เนื่องด้วยชื่อเสียงขจรขจายและรสชาติอันล้ำลึกทำให้มีเชฟระดับตำนานอย่าง กอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay) และเชฟแอนโทนี บูร์เดน (Anthony Bourdain) ต้องมาลองลิ้มชิมรสอาหาร และตกหลุมรักในอาหารซือชาร์ ซึ่งถูกรังสรรค์โดยเจ้าของร้านคุณหวัง เฟิง  (Wang Feng) ในวัย 53 ปี ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำอาหารมากว่า 30 ปี โดยมีเมนูที่ดังระดับโลกอย่าง ปูศรีลังกาผัดพริกไทยขาว (White Pepper Crab) เส้นหมี่แพนเค้ก (San Lou Bee Hoon) และหอยตลับผัดพริกกระเทียม (Garlic Chilli Lala Clam) สำหรับนักท่องเที่ยวไทยสามารถสำรองโต๊ะเพื่อลิ้มลองความอร่อยระดับตำนานได้ที่ Link

 

Mod-Sin เมื่ออาหารท้องถิ่นสิงคโปร์ถูกยกระดับสู่สมัยใหม่

เครดิตภาพ herworld.com

เมนูอาหารสิงคโปร์สมัยใหม่

‘เมื่อเวลาเปลี่ยน อาหารก็เปลี่ยน’ ถือเป็นวลีที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เมื่ออาหารในฮอว์กเกอร์และอาหารสูตรต้นตำรับมากมายถูกยกระดับขึ้นจนกลายเป็น Mod-Sin หรือ อาหารสมัยใหม่ของสิงคโปร์ (Modern Singaporean Cuisine) ที่ยังคงรากเหง้าของวัฒนธรรมอาหารเดิมไวและมีการผสมผสาน โดยเน้นที่การดัดแปลงอาหารท้องถิ่นให้ออกมาในรูปแบบที่แปลกใหม่น่าลิ้มลองจนกลายมาเป็นอาหารฟิวชันสไตล์ Mod-Sin ที่มีการบัญญัติศัพท์เมื่อปี ค.ศ. 2005 จะมีร้านไหนน่าลิ้มลองลองบ้างร่วมสำรวจไปกับโลกของอาหาร Mod-Sin กัน

 

2 ร้านอาหาร Mod-Sin ที่ไม่ควรพลาด

ร้านลาเบอรินท์ (Labyrinth)

บรรยากาศภายในและเมนูซิกเนเจอร์ของร้านลาเบอรินท์

ร้านลาเบอรินท์ (Labyrinth) เป็นร้านอาหาร Mod-Sin แบบไฟน์ไดนิ่ง ที่นำเอาความคิดสร้างสรรค์ของเชฟแอลจี ฮาน (LG Han) ที่สามารถรังสรรค์เมนูอาหารสิงคโปร์ท้องถิ่นให้ฉีกออกจากกรอบขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมอาหารแบบเดิมจนกลายเป็นอาหารในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ แต่ยังคงรักษารสชาติแบบต้นตำรับได้อย่างครบถ้วน อาทิ ข้าวมันไก่ที่ถูกแปลงโฉมเป็นเกี๊ยวซ่าเนื้อนุ่ม ปูผัดพริกสิงคโปร์ที่ถูกแปลงกายเป็นไอศกรีมรสเข้มข้น บะหมี่หมูที่ทำขึ้นจากเส้นปลาหมึกและหอยเชลล์ หรือ ขนมปังสังขยาไข่ลวกที่เปลี่ยนสังขยาเป็นไอศกรีมและใช้ไข่คาเวียร์แทน ยิ่งเพิ่มความสนุกสนานและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่ผู้ที่รับประทานแบบไม่รู้เบื่อ ซึ่งทางร้านได้รับรางวัลดาวมิชลิน 1 ดวง และติดอันดับที่ 40 ของร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย รางวัลการันตีแน่นขนาดนี้จะรอช้าอยู่ไยตรวจสอบเมนูอาหารและสำรองโต๊ะได้ที่ Link

ร้านเอ็นจอย อีทติ้ง เฮ้าท์ (Enjoy Eating House)

บรรยากาศภายในและเมนูซิกเนเจอร์ของร้านเอ็นจอย อีทติ้ง เฮ้าท์

เอ็นจอย อีทติ้ง เฮ้าท์ เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารในสไตล์ Mod-Sin โดยเชฟรุ่นใหม่อย่างโจเอล ออง (Joel Ong) โดยเน้นไปที่การนำเอาอาหารท้องถิ่นและซือชาร์มาใส่กิมมิคเพิ่มเติมให้กลายเป็นเมนูใหม่ที่ยังคงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แต่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และเมนูซิกเนเจอร์ที่ต้องทานก็คือเมนูบะหมี่ขาหมูสูตรคุณย่า (Te Kah Been Hoon) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากขาหมูตุ๋นหม้อใหญ่ที่คุณย่าเคยทำให้ทานนำมาผสมผสานกับบะหมี่ที่ผัดจนหอมกลิ่นกระทะ (Wok Hei) ทำให้เมนูนี้กลายเป็นเมนูธรรมดาที่แสนพิเศษ นอกจากนี้ยังมีเมนูกุ้งผัดซอสพริก ที่เกิดจากความคิดของเชฟที่อยากดัดแปลงอาหารซือชาร์แบบซิกเนเจอร์อย่างปูผัดพริกที่อร่อยเหลือเชื่อ แต่เวลาทานอาจจะมีความเลอะเทอะ ด้วยการนำกุ้งมาใช้แทนทำให้ทานง่ายขึ้น เมื่อนำมาบวกกับซอสพริกสูตรของเชฟเองก็กลายเป็นจานที่สมบูรณ์แบบ และตบท้ายด้วย Chendol Pannacotta เมนูที่นำเอาเชนดอลหรือลอดช่องแบบสิงคโปร์มาท็อปบนแพนนาคอตต้าแบบอิตาเลี่ยน ทำให้ของหวานเมนูนี้โดดเด่นขึ้น สามารถสำรองโต๊ะเพื่อลิ้มลองความอร่อยได้ที่ Link

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกร็ดความรู้อันเล็กน้อยของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาหารสิงคโปร์ที่การท่องเที่ยวสิงคโปร์อยากแบ่งปันให้นักท่องเที่ยวชาวไทยได้ตามรอยประวัติศาสตร์อาหารของชาติสิงคโปร์ สำหรับครั้งหน้าการท่องเที่ยวยังคงจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิงคโปร์ที่อัดแน่นมานำเสนออีกเช่นเคยสามารถติดตามได้ที่ http://www.visitsingapore.com และ https://www.facebook.com/VisitSingaporeTH

# # #

เกี่ยวกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์

การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) เป็นหน่วยงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชั้นนำในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักในภาคการบริการของสิงคโปร์ ด้วยการสร้างพันธมิตรกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรม และชุมชน ส่งผลให้การท่องเที่ยวสิงคโปร์สร้างให้สิงคโปร์เกิดภูมิทัศน์การท่องเที่ยวที่โดดเด่นและหลากหลาย การท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้เปิดตัวแบรนด์แคมเปญใหม่ ภายใต้แนวคิด “Passion Made Possible: ทุกความชอบที่ใช่ เป็นไปได้ที่สิงคโปร์” เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับสิงคโปร์ในฐานะจุดมุ่งหมายอันมีชีวิตชีวาที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ปลดปล่อยและแสดง passion ของตนเองได้อย่างเต็มที่ ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stb.gov.sg  และ www.visitsingapore.com  หรือติดตามผ่านทวิตเตอร์ได้ที่ @STB_sg (https://twitter.com/stb_sg)

อ้างอิง
https://www.seasonedpioneers.com/a-history-of-singapore-cuisine/
https://en.wikipedia.org/wiki/Singaporean_cuisine
https://www.jointtravel.com/restaurant/hawker-centres-food-courts-in-singapore.html/
http://www.jeerapan.com/th/main/content.php?page=grid3&category=21&id=200
https://www.visitsingapore.com/th_th/see-do-singapore/architecture/historical/lau-pa-sat/
https://guide.michelin.com/en/article/dining-out/what-is-cze-char
https://samrapkhonthais.wordpress.com/2014/11/14/satay-bee-hoon/
https://danielfooddiary.com/2017/01/14/jbahmengsg/
https://www.visitsingapore.com/th_th/editorials/modern-twist-to-local-dining/
https://www.restaurantlabyrinth.com/interior?pgid=klywfihh-a8c9cbdb-5025-4801-bec7-5e75711ffe98
https://guide.michelin.com/th/th/singapore-region/singapore/restaurant/sin-hoi-sai-tiong-bahru
https://www.restaurantlabyrinth.com/about
https://www.xinhuathai.com/life-cul/30389_20190902
https://eatbook.sg/mod-sin/
https://sethlui.com/enjoy-eating-house-and-bar-local-dishes-wok-hei-singapore/

นิทรรศการศิลปะ โดยสุดยอดเหล่านักออกแบบมากฝีมือ!

 นิทรรศการศิลปะ โดยสุดยอดเหล่านักออกแบบมากฝีมือ!

“X-Discipline: designers who make art” อีกหนึ่ง นิทรรศการศิลปะ ที่รังสรรค์โดยนักออกแบบมากฝีมือของไทย ที่จะมานำเสนอให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างงานศิลปะและงานออกแบบนั้นคืออะไร?

ซึ่งคำถามเทือกนี้  หนึ่งในนักออกแบบผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 อย่าง ชาร์ลส์ อีมส์ (Charles Eames) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “งานออกแบบเป็นการแสดงออกของประโยชน์ใช้สอย มันอาจถูกยกให้เป็นงานศิลปะได้ในภายหลัง (ถ้ามันมีดีพอ)”

สำหรับวงการออกแบบร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน คำกล่าวนี้ดูจะเข้าเค้าเอาการ ด้วยความที่ศิลปิน และนักออกแบบในยุคร่วมสมัยหลายคนมองว่าปัจจุบันนั้นไม่มีพรมแดนระหว่างงานศิลปะและงานออกแบบอีกต่อไป

และแม้จะมีบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า หัวใจสำคัญที่สุดของงานออกแบบคือฟังก์ชัน หรือประโยชน์ใช้สอย และหัวใจสำคัญที่สุดของศิลปะคือสุนทรียะ หรือความงาม แต่ในความเป็นจริงเราก็ต่างเคยพบเห็นงานศิลปะที่มีฟังก์ชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะร่วมสมัย, หรืองานออกแบบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสุนทรียะและความงามเกินหน้าประโยชน์ใช้สอย

นิทรรศการศิลปะ

ซึ่งงานออกแบบในลักษณะนี้วิวัฒนาการมาจากงานออกแบบชั้นสูง (High design) และเริ่มเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980s งานออกแบบชั้นสูงเช่นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานออกแบบที่เราพบเห็นและใช้สอยในชีวิตประจำวัน ที่เน้นประโยชน์ใช้งานสูง จนเราไม่อาจรู้หรือละเลยที่จะใส่ใจว่าใครเป็นผู้ออกแบบผลงานเหล่านั้น

ในทางตรงกันข้าม งานออกแบบชั้นสูงนั้นลดทอนความเคร่งเครียดจริงจังของประโยชน์ใช้สอย และหันมามุ่งเน้นในสุนทรียะความสวยงามทางกายภาพ และรูปลักษณ์อันเปี่ยมรัศมี (aura) ของตัวงาน จนแทบจะกลายเป็นวัตถุบูชา หรือของสะสมไปแทน หนำซ้ำยังมุ่งเชิดชูอัจฉริยภาพ และนำเสนอภาพลักษณ์อันเรืองรองของนักออกแบบราวกับเป็นศิลปินเอก หรือซูเปอร์สตาร์ก็ไม่ปาน

ในปัจจุบัน ศิลปินหรือนักออกแบบต่างร่วมกันลบเลือนขอบเขตระหว่างศิลปะและงานออกแบบ ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้งสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกัน

โดยนักออกแบบร่วมสมัยหลายคน ต่างก็ใส่ความงาม เพิ่มความหมาย คุณค่า เนื้อหาที่นอกเหนือไปจากประโยชน์ใช้สอยลงในผลงานของพวกเขา ส่วนในวงการศิลปะเอง ศิลปินร่วมสมัยหลายคนก็ต่างล้วนแล้วแต่สอดแทรกฟังก์ชันหรือประโยชน์ใช้สอยลงในผลงานศิลปะของพวกเขากันถ้วนหน้า

นิทรรศการศิลปะ

สิ่งที่ยอกย้อนก็คือ ในขณะที่ศิลปินในยุคหัวก้าวหน้า (Avant-garde) และศิลปินร่วมสมัย มุ่งลดทอนความงามหรือสุนทรียะ และแทรกคุณสมบัติของงานออกแบบหรือพาณิชย์ศิลป์ อย่างประโยชน์ใช้สอย หรือแม้การผลิตซ้ำแบบอุตสาหกรรมเข้าไว้ในงานศิลปะ หากแต่นักออกแบบกลับใส่สุนทรียะ ความงาม คุณค่า ความสูงส่ง หรือแม้แต่ลดจำนวนการผลิตต่อหน่วยลงจนกลายเป็นจำนวนจำกัด (หรือมีเพียงชิ้นเดียวในโลก) โดยใส่ใจกับรายละเอียดและให้ความสำคัญกับผลงานแต่ละชิ้นอย่างประณีตคล้ายกับการทำงานศิลปะ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างศิลปะและงานออกแบบเลือนรางลงทุกที ๆ และเราคงจะตอบคำถามข้างต้นได้ยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถึงแม้เราจะหาคำตอบไม่ได้ ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องผิดบาปอะไร เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรืองานออกแบบ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างสรรค์ออกมาจากมันสมองและสองมือของมนุษย์เหมือน ๆ กัน

ดังนั้นนิทรรศการ X-Discipline: designers who make art จึงเป็นสิ่งตอกย้ำความเลือนรางของเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างศิลปะและงานออกแบบ ด้วยผลงานของเหล่านักออกแบบที่ข้ามสายการทำงานมาสู่พรมแดนของศิลปะได้น่าสนใจ สำหรับกลุ่มนักออกแบบที่ตบเท้าเข้ามาฉายกึ๋นในครั้งนี้ได้แก่

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นิทรรศการศิลปะ

นักเล่าเรื่องร่วมสมัยแห่งวงการออกแบบ กับผลงานที่หยิบเอาวัตถุแห่งความเป็นไทยแบบกึ่งสำเร็จรูปที่เราชินตาอย่างหุ่นไหว้ไม้แกะสลักด้วยมือ ที่มักจะทำหน้าที่ต้อนรับแขกตามร้านอาหาร ร้านนวด และสถานบันเทิงของไทยที่ต้องการความเป็นไทยแบบเข้าใจง่าย เปี่ยมไปด้วยสิริมงคล มาตั้งคำถามเชิงเสียดสีถึงการคอรัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณวัตถุของภาครัฐได้อย่างแสบสันคันคะเยอ

thingsmatter

นิทรรศการศิลปะ

สองนักออกแบบแห่งสตูดิโอศิลปะและดีไซน์ร่วมสมัย กับผลงานที่หยิบเอารสนิยมท้องถิ่นที่เราพบเห็นตามท้องถนนหนทางในชนบทของประเทศไทยอย่าง หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์หลากสีสัน ที่ประดับตามต้นไม้ข้างทางหรืองานรื่นเริงเฉลิมฉลองมาเปลี่ยนเป็นผลงานประติมากรรมจลน์ (Ki-netic sculpture) ในพื้นที่แกลเลอรี เพื่อเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ของผู้ชมจากที่คุ้นเคย

วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

นิทรรศการศิลปะ

ศิลปิน/นักออกแบบร่วมสมัยชาวไทย ผู้มีผลงานในเป็นที่รู้จักในระดับสากล กับผลงานที่ใช้วัตถุในธรรมชาติอย่าง “ดิน” ผ่านกระบวนการเผาและเคลือบสี Cobalt และเทคนิคการเขียนสีบนเคลือบแบบเบญจรงค์ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของการผสมผสานการสรรเสริญความงามของธรรมชาติ และการเลือกใช้ธรรมชาติอย่างเหมาะสม เข้ากับประวัติศาตร์การออกแบบงานดินเผาของไทยในอดีต ที่สะท้อนถึงบริบททางสังคม การเมือง

อุดม อุดมศรีอนันต์ และ วิไลลักษณ์ อุดมศรีอนันต์

คู่รักศิลปิน/นักออกแบบและครีเอทีฟชาวไทย ผู้เปี่ยมประสบการณ์ กับผลงานที่แสดงสภาวะคู่แห่งความสัมพันธ์ ที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง ระหว่างอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันพรั่งพรูผ่านวัตถุสะสมนานาชนิดในตู้เก็บความทรงจำ (Shadow boxes) กับความสุขุมสงบนิ่งของวัตถุที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ

ปิยะวัฒน์ พัฒนภักดี

นิทรรศการศิลปะ

นักออกแบบชาวไทยผู้เคยทำงานในแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของโลก กับผลงานที่สำแดงจิตวิญญาณแห่งแฟชั่นอันอิสรเสรี ไร้กรอบและกฎเกณฑ์ใด ๆ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่เคยสัมผัสภาพชีวิตอันเปี่ยมสีสันจัดจ้าน ของผู้คนบนท้องถนนในยามราตรีในมหานครนิวยอร์ก

 

Trimode Studio

นิทรรศการศิลปะ

สามนักออกแบบเลือดใหม่แห่งวงการดีไซน์ กับผลงานที่ถ่ายทอดความรู้สึกเพื่อบันทึกเรื่องราวที่มีต่อ “ระยะ” ในช่วงภาวการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งระยะของความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคน คนต่อวัตถุ หรือ คนต่อสถานที่ ด้วยการเปลี่ยนสถานภาพของวัตถุอุตสาหกรรมที่ไร้ความรู้สึกให้กลายเป็นศิลปวัตถุที่เปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก

เอกรัตน์ วงษ์จริต

นักออกแบบชาวไทยผู้เป็นที่รู้จักในระดับสากล กับผลงานที่จินตนาการถึงอนาคตอันห่างไกลนับพันปีข้างหน้า ที่เปลี่ยนสถานะของขยะและข้าวของเหลือใช้อันไร้ค่าในวันนี้ ให้กลายเป็นศิลปวัตถุ หรือแม้แต่สมบัติอันทรงคุณค่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้ด้วยพลังอำนาจของกาลเวลา

ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์

นักออกแบบผู้คร่ำหวอดในวงการดีไซน์ กับผลงานศิลปะจัดวาง ที่หยิบเอาจินตนาการ ความรู้สึกนึกคิด รวมถึงประสบการณ์ ความหลงใหล การศึกษาเรียนรู้ และการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเขามาประมวลผลผ่านระบบอัลกอริทึมส่วนตัว จนกลายเป็นภาพแทนตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า “เรากินอะไร เราก็เป็นแบบนั้น” สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ถูกแสดงออกผ่านศิลปะวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์จำลอง หรืออันที่จริง พิพิธภัณฑ์แห่งจิตใจ (Museum of mind) ของเขานั่นเอง

ร่วมลองลิ้มชิมลาง พรมแดนแห่งการทับซ้อนระหว่างงานศิลปะและงานออกแบบ ได้ในนิทรรศการ X-Discipline: designers who make art ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2565 (จันทร์ – เสาร์, 10:00 – 17:00 น) ณ Main Hall Xspace Gallery สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 06-6073-2332 หรือคลิก xspace.gallery

Cr. Photo : xspace.gallery

อัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ ทาง LINE ฟรี
Add friend ที่ ID : @inzpy (มี@นำ)เพิ่มเพื่อน

บทความน่าสนใจ : สิงห์ เอสเตท แง้มรายได้ พร้อมกลยุทธ์สร้างความหลากหลายใน 4 กลุ่มธุรกิจ