เคยไหมคะ อยากดูหนังเรื่องหนึ่งมากๆ แต่พอจะชวนเพื่อน เวลาก็ไม่ตรงกันสักที คนนั้นว่างวันธรรมดา คนนี้สะดวกเสาร์อาทิตย์ อีกคนบอกว่า “รอลงสตรีมมิงก็ได้” สุดท้ายจากที่อยากดูมาก กลายเป็นไม่ได้ดูไปเลยแบบงงๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราอาจไม่ต้องรอใครก็ได้ค่ะ
การไปดูหนังคนเดียวอาจฟังดูเขินนิดหนึ่งสำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง บางคนกลัวคนมอง บางคนกลัวนั่งคนเดียวแล้วดูแปลก แต่ถ้าคิดดีๆ กิจกรรมนี้ทำคนเดียวได้ง่ายมาก เลือกหนังเอง เลือกรอบเอง เลือกที่นั่งเอง ไม่ต้องปรับเวลาให้ใคร และไม่ต้องอธิบายว่าทำไมถึงอยากดูเรื่องนี้ นี่แหละคือมู้ดของ Solo Movie Date ที่ทำให้หลายคนลองแล้วรู้สึกว่า “เออ เราไม่ได้แปลกนะ แค่พาตัวเองไปดูหนังเรื่องที่อยากดูเอง”
ทำไมเราต้องรอใครว่างก่อน ถึงจะได้ดูหนังเรื่องที่อยากดู?

หลายคนยังติดภาพว่าการทำอะไรคนเดียวต้องดูเหงา โดยเฉพาะกิจกรรมอย่างกินข้าว ดูหนัง หรือไปคาเฟ่ แต่จริงๆ แล้วการดูหนังคนเดียวไม่ได้แปลว่าไม่มีใครไปด้วยเสมอไป บางทีมันอาจแปลว่าเราเลือกเวลาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างลงตัวก่อน ลองคิดง่ายๆ ในโรงหนังทุกคนก็นั่งดูจอเดียวกันอยู่แล้วค่ะ ต่อให้ไปกับเพื่อน เราก็ไม่ได้คุยกันตอนหนังฉายอยู่ดี สิ่งที่ต่างกันจริงๆ อาจมีแค่ช่วงก่อนเข้าโรงกับหลังหนังจบเท่านั้นเอง เพราะแบบนี้การไปคนเดียวเลยไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด แถมบางครั้งยังสบายกว่า เพราะไม่ต้องคอยถามว่าอีกคนอยากกินอะไร อยากนั่งตรงไหน หรือหนังเรื่องนี้โอเคไหม
ความดีของมันคือเราได้ตัดสินใจจากความอยากของตัวเองล้วนๆ อยากดูหนังรักก็ไป อยากดูหนังดราม่าก็เลือก อยากดูหนังที่เพื่อนไม่อินแต่เราสนใจก็ไม่ต้องรอคำอนุมัติจากใคร แค่นี้ก็ทำให้วันธรรมดารู้สึกเป็นของเรามากขึ้นแล้วค่ะ
ไปดูหนังคนเดียว อาจง่ายกว่าการนัดเพื่อนทั้งแก๊ง
หลายครั้งเราไม่ได้ไม่มีเวลา แต่เราเสียเวลาไปกับการรอให้ทุกคนพร้อม อยากดูหนังต้องรอเพื่อน อยากกินร้านนี้ต้องหาแก๊ง อยากออกไปไหนต้องถามตารางคนอื่น พอรอไปเรื่อยๆ สิ่งที่อยากทำก็เลื่อนออกไปแบบไม่มีวันชัดเจน การไปดูหนังคนเดียวเลยให้ความรู้สึกแบบ “เออใช่ ทำแบบนี้ก็ได้นี่นา”
เพราะมันตัดขั้นตอนวุ่นๆ ออกไปเยอะมาก แค่ดูรอบหนัง เลือกที่นั่ง แล้วพาตัวเองไปถึงโรงก็จบ ไม่ต้องถามซ้ำ ไม่ต้องปรับแผน ไม่ต้องรอคำตอบในแชต และไม่ต้องทำให้กิจกรรมเล็กๆ กลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการหลายคน
อีกอย่างที่น่าสนใจคือ เราจะได้ดูหนังในช่วงที่ยังอยากดูอยู่จริงๆ ไม่ใช่รอจนหนังใกล้ออกจากโรง หรือหมดอารมณ์อยากดูไปก่อน บางเรื่องถ้าได้ดูในโรงตอนที่ยังอินกับมันอยู่ ประสบการณ์จะต่างจากการรอดูที่บ้านพอสมควร ทั้งจอใหญ่ เสียงดี และความรู้สึกที่ได้อยู่กับหนังแบบเต็มๆ โดยไม่โดนแจ้งเตือนขัดตลอดเวลา
หนังบางเรื่อง เราอาจแค่อยากดูด้วยความรู้สึกของตัวเอง
ข้อดีที่เห็นชัดมากของ Solo Movie Date คือเราได้เลือกหนังตาม Mood ของตัวเองจริงๆ วันไหนอยากหัวเราะก็เลือกคอมเมดี้ วันไหนอยากดูอะไรภาพสวยก็เลือกหนังที่งานภาพดี วันไหนอยากอินกับเรื่องความสัมพันธ์ก็เลือกโรแมนติกหรือดราม่าไปเลย โดยไม่ต้องกลัวว่าอีกคนจะเบื่อหรือไม่เข้าใจ บางทีการเลือกหนังเองแบบไม่ต้องปรึกษาใคร ทำให้เรากลับมาได้ยินความอยากของตัวเองชัดขึ้นนิดหนึ่งค่ะ วันนี้อยากดูอะไร วันนี้อยากนั่งรอบไหน วันนี้อยากกลับบ้านเลยหรือแวะกินอะไรก่อน ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจเล็กๆ ที่เราไม่ต้องแบ่งให้ใคร
อาจจะฟังดูธรรมดา แต่สำหรับวันที่ต้องตามใจงาน ตามใจตารางคนอื่น หรือคอยตอบข้อความทั้งวัน การได้เลือกอะไรเองแบบนี้ก็รู้สึกดีอยู่เหมือนกัน และไม่ต้องทำให้มันดูยิ่งใหญ่อะไรเลยค่ะ แค่ดูหนังเรื่องที่อยากดูในเวลาที่เราเลือกเอง ก็เป็นเวลาส่วนตัวที่ดีมากแล้ว
โรงหนังเป็นพื้นที่ที่เราไม่ต้องตอบใครสักพัก
ทุกวันนี้ชีวิตในเมืองมีเสียงเยอะมากทั้งเสียงงาน เสียงแชต เสียงแจ้งเตือน เสียงคนรอบตัว หรือแม้แต่เสียงในหัวตัวเอง ที่คอยคิดเรื่องต่อไปตลอดเวลา พอเข้าโรงหนัง ไฟดับ มือถือถูกเก็บ และเรามีแค่เรื่องตรงหน้าให้ตามไปเรื่อยๆ ตรงนี้แหละที่ทำให้การดูหนังในโรงยังมีเสน่ห์อยู่
ถึงเราจะดูหนังที่บ้านได้ แต่ที่บ้านเราหยุดหนังได้ ลุกไปทำอย่างอื่นได้ หยิบมือถือขึ้นมาได้ หรือเปิดดูไปตอบแชตไปได้ แต่ในโรงหนัง เราเหมือนถูกกันออกจากความวุ่นวายสักพักแบบไม่ต้องใช้ความพยายามมาก บางที Self-Care ก็ไม่ได้ต้องเป็นกิจกรรมที่ดูพิเศษเสมอไป แค่มีเวลาสองชั่วโมงที่ไม่มีใครต้องการคำตอบจากเรา ก็พอทำให้หัวโล่งขึ้นได้แล้ว
และตรงนี้ไม่ได้แปลว่าการดูหนังคนเดียวจะทำให้ปัญหาหายไปนะคะ แต่มันช่วยสร้างช่องว่างเล็กๆ ระหว่างเรากับวันที่เต็มไปด้วยเรื่องต้องคิด สำหรับบางคน แค่ได้เงียบสักพักโดยไม่ต้องคุยกับใคร ก็เป็นช่วงเวลาที่คุ้มมากแล้ว
ดูหนังคนเดียวครั้งแรก เริ่มแบบชิลๆ ไม่ต้องกดดันตัวเอง
ถ้ายังไม่เคยดูหนังคนเดียวครั้งแรกแล้วรู้สึกเขิน ลองเริ่มจากรอบที่คนไม่แน่นมากก็ได้ค่ะ เช่น รอบบ่ายวันธรรมดา หรือรอบที่ไม่ใช่วันเปิดตัวหนังใหญ่ เลือกโรงที่เดินทางง่าย จองที่นั่งที่เรารู้สึกสบายใจ จะริมทางเดินหรือแถวกลางก็แล้วแต่ชอบ อีกทริกคือเลือกหนังที่อยากดูจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดูเพราะกลัวตกเทรนด์ เพราะถ้าเราอินกับหนังตั้งแต่แรก ความเกร็งจะหายไปเร็วมาก พอไฟดับ หนังเริ่ม เราจะลืมไปเองว่ามาคนเดียว และพอหนังจบแล้วเดินออกจากโรง อาจมีโมเมนต์แบบ “ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่” เกิดขึ้นจริงๆ
ถ้ากลัวช่วงก่อนหนังเริ่มจะเคว้งๆ ก็ไม่ต้องไปถึงเร็วเกินไปค่ะ เผื่อเวลาแค่พอดี ซื้อเครื่องดื่ม เข้าห้องน้ำ แล้วเดินเข้าโรงแบบสบายๆ พอหนังจบจะกลับบ้านเลย หรือแวะกินอะไรต่อก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเดตกับตัวเองที่ต้องเพอร์เฟกต์ แค่เป็นช่วงเวลาที่เราเลือกเองก็พอ
บางวันเราไม่ได้ต้องการอะไรเยอะ แค่อยากนั่งดูหนังเงียบๆ
การไปดูหนังคนเดียวไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นทันที และไม่จำเป็นต้องทำให้มันดูเป็นกิจกรรมเปลี่ยนชีวิตขนาดนั้นค่ะ แต่มันดีตรงที่ทำง่าย ใช้เวลาไม่มาก และทำให้เราได้ขยับออกจากวงจรเดิมๆ แบบไม่ต้องรอใคร
บางวันเราอาจไม่ได้ต้องการคำแนะนำ ไม่ได้ต้องการบทสนทนายาวๆ แค่อยากนั่งเงียบๆ ดูหนังสักเรื่อง แล้วให้ตัวเองได้อยู่กับอะไรที่ไม่ใช่งาน ไม่ใช่แชต ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรับผิดชอบตลอดเวลา ถ้าช่วงนี้มีหนังที่อยากดู แต่ยังไม่มีใครว่างไปด้วย ลองไปเองสักรอบก็ได้ค่ะ อาจจะพบว่าไม่ได้เขินอย่างที่คิด และบางทีการทำอะไรคนเดียวบ้างก็ไม่ได้เหงาเท่าไหร่ แต่มันคือการบอกตัวเองว่า “อยากทำก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอให้ใครว่างพร้อมกันเสมอไป”
ไปดูหนังคนเดียวแล้วรู้สึกดี ไม่เห็นแปลกตรงไหน
ท้ายที่สุดแล้ว การไปดูหนังคนเดียวไม่ได้พิเศษเพราะมันดูเท่ หรือดูเหมือนเราดูแลตัวเองได้ดีกว่าใคร แต่มันดีตรงที่เราได้เลือกเวลา เลือกหนัง เลือกที่นั่ง และเลือกจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมที่สุดก่อน
ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยตารางของคนอื่น งาน แชต และเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ การมีเวลาสั้นๆ ที่เราตัดสินใจเพื่อตัวเองอาจสำคัญกว่าที่คิดค่ะ ถ้ายังไม่เคยลอง Solo Movie Date สักครั้ง ลองเริ่มจากหนังที่อยากดูจริงๆ รอบที่เดินทางง่าย และโรงที่ทำให้เราสบายใจ อาจจะพบว่าการดูหนังคนเดียวไม่ได้เหงาอย่างที่เคยคิด แต่เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ทำแล้วรู้สึกว่า เฮ้อ เราไม่ได้แปลกนะ แค่เลือกใช้เวลาของตัวเองในแบบที่เราอยากใช้ก็เท่านั้นเอง
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ








