เพื่อนร่วมงานสายโยนงาน รับมือยังไงไม่ให้กลายเป็นคนแบก

เคยไหม… จากงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง กลายเป็นว่าผ่านไปไม่กี่วันมีงานของคนอื่นมาอยู่บนโต๊ะเพิ่มอีก 2-3 อย่างแบบงง ๆ

แรก ๆ อาจรู้สึกว่าไม่เป็นไร ช่วยกันได้ก็ช่วย แต่พอเกิดขึ้นบ่อยเข้า จากการช่วยเหลือกันในทีมก็เริ่มกลายเป็นการรับภาระแทนคนอื่นโดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายงานล้น คนเหนื่อย และกลายเป็นเราที่ต้องคอยเก็บงานให้ทุกครั้ง

การทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเป็นคนที่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องปกติเช่นกัน ถ้ากำลังเจอสถานการณ์แบบนี้ ลองค่อย ๆ ปรับวิธีรับมือดู อาจช่วยให้ทำงานได้สบายใจขึ้นโดยไม่ต้องเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

1

แยกให้ออกก่อนว่า “ขอความช่วยเหลือ” หรือ “โยนงาน”

ไม่ใช่ทุกครั้งที่มีคนมาขอให้ช่วยจะเป็นการโยนงาน บางครั้งเพื่อนร่วมงานอาจติดปัญหาจริง ๆ หรือมีภาระเร่งด่วนที่ต้องการแรงสนับสนุนจากทีม

แต่ถ้าเริ่มสังเกตเห็นแพตเทิร์นเดิม ๆ เช่น งานเดิมถูกส่งต่อมาให้ทำแทนเป็นประจำ คนเดิมหายไปทุกครั้งที่ถึงขั้นตอนยาก หรือสุดท้ายเราต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งหมด นั่นอาจไม่ใช่การขอความช่วยเหลือแล้ว แต่เป็นการผลักภาระให้คนอื่นมากกว่า

การแยกสองอย่างนี้ให้ออก จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรช่วยแค่ไหนและเมื่อไร

2

อย่าตอบรับทันทีเพราะเกรงใจ

หลายคนกลายเป็นคนแบกโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะติดนิสัยตอบว่า “ได้” ก่อนคิดเสมอ

พอมีคนมาขอความช่วยเหลือ ลองให้เวลาตัวเองสักนิดก่อนตอบรับ อาจเช็กตารางงานหรือประเมินภาระที่มีอยู่ก่อนว่าไหวจริงไหม

ประโยคง่าย ๆ อย่าง

“ขอเช็กงานของเราก่อนนะ”
“ตอนนี้มีเดดไลน์อยู่หลายตัว เดี๋ยวขอดูเวลาก่อน”

ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีน้ำใจ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม

3

ช่วยได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำแทนทั้งหมด

หลายครั้งคนที่ชอบช่วยเหลือมักเผลอรับงานทั้งก้อนเข้ามาโดยอัตโนมัติ แทนที่จะรับมาทำเองทั้งหมด ลองเปลี่ยนเป็นช่วยเฉพาะส่วนที่จำเป็น เช่น ช่วยดูไอเดีย ช่วยตรวจงาน หรือช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหา

วิธีนี้ยังคงรักษาบรรยากาศการทำงานที่ดีไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้เราต้องกลายเป็นเจ้าของงานแทนคนอื่น

4

สื่อสารเรื่องขอบเขตให้ชัด

หลายคนกลัวว่าการปฏิเสธจะทำให้ดูใจร้ายหรือทำงานด้วยยาก แต่ในความเป็นจริง การสื่อสารอย่างสุภาพและตรงไปตรงมากลับช่วยลดปัญหาได้มากกว่า

หากมีงานที่เกินกำลังหรือไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราโดยตรง สามารถบอกได้อย่างตรงไปตรงมาว่า

“ตอนนี้งานของเราค่อนข้างเต็ม อาจช่วยรับงานนี้เพิ่มไม่ได้”
หรือ
“ส่วนนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของทีมคุณมากกว่า”

การมีขอบเขตไม่ได้ทำให้เราดูไม่เป็นทีมเวิร์ก แต่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเราก็มีภาระงานและเวลาที่ต้องบริหารเหมือนกัน

5

หยุดวัดคุณค่าของตัวเองจากการเป็นคนที่ช่วยทุกอย่าง

หลายคนติดอยู่ในบทบาท “คนพึ่งพาได้” จนรู้สึกว่าถ้าไม่ช่วยจะกลายเป็นคนไม่ดี แต่ความจริงแล้ว การเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องรับทุกอย่างไว้คนเดียว คนที่ทำงานอย่างมืออาชีพคือคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรช่วย เมื่อไรควรปฏิเสธ และเมื่อไรควรกระจายความรับผิดชอบให้เหมาะสม

การรักษาพลังงานและเวลาของตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน

 

การช่วยเหลือกันในที่ทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าช่วยจนตัวเองเหนื่อย ช่วยจนงานของตัวเองเสีย หรือช่วยจนกลายเป็นคนที่ต้องเก็บงานให้ทุกคนอยู่ตลอด อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนขอบเขตของตัวเองใหม่

เพราะการทำงานเป็นทีมที่ดี ไม่ได้หมายถึงการมีคนหนึ่งคนคอยแบกทุกอย่างไว้ แต่คือการที่ทุกคนรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง และพร้อมช่วยเหลือกันในเวลาที่เหมาะสม

บางครั้งคำว่า “ขอผ่านงานนี้นะ” ไม่ได้แปลว่าเราเห็นแก่ตัว แต่อาจเป็นประโยคที่ช่วยรักษาทั้งคุณภาพงาน สุขภาพใจ และพลังงานของเราในระยะยาวก็ได้ค่ะ

 


สายมัทฉะเซฟงบได้! 12 ร้านมัทฉะคนละครึ่งในแอปเดลิเวอรี่

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

COVA คาเฟ่ดังจากมิลาน เปิดสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ One Bangkok

ทำไม ENFP ถึงหายใจไม่ออก เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกควบคุม

Related Post