5 สิ่งที่เลิกทำ แล้วชีวิตพุ่งแบบติดสปีด (เวอร์ชันที่ไม่มีใครยอมบอกกันตรงๆ)

การพยายาม “เพิ่ม” อะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นหรือเก่งขึ้น บางทีมันก็น่าเหนื่อยนะคะ แต่เชื่อไหมว่าเคล็ดลับของคนที่ใช้ชีวิตแบบลื่นไหลจริงๆ คือการรู้จัก “คัดออก” ค่ะ ยิ่งเราตัดสิ่งที่ถ่วงพลังงานออกไปได้มากเท่าไหร่ พื้นที่ว่างสำหรับโอกาสใหม่ๆ ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น

วันนี้เลยสรุป 5 นิสัยที่ถ้าเลิกทำได้เมื่อไหร่ ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแบบทันตาเห็นมาฝากกันค่ะ

 

5 สิ่งที่เลิกทำ แล้วชีวิตพุ่งแบบติดสปีด (เวอร์ชันที่ไม่มีใครยอมบอกกันตรงๆ)

เลิกขอโทษพร่ำเพรื่อในเรื่องที่ไม่ใช่ความผิด

หลายคนติดนิสัยชอบพูดคำว่าขอโทษเป็นคำติดปาก ไม่ว่าจะเดินเบียดคนอื่นนิดหน่อย หรือแม้แต่การตอบแชทช้าเพราะติดงาน ซึ่งจริงๆ แล้วการขอโทษพร่ำเพรื่อมันเป็นการลดความน่าเชื่อถือในตัวเองลงแบบไม่รู้ตัวค่ะ ลองเปลี่ยนจากการพูดคำว่าขอโทษมาเป็นการใช้คำว่า “ขอบคุณ” แทนดูนะคะ เช่น จากเดิมที่บอกว่า “ขอโทษที่ตอบช้า” ให้เปลี่ยนเป็น “ขอบคุณที่รอ” หรือจาก “ขอโทษที่รบกวน” เป็น “ขอบคุณที่สละเวลาให้” การเปลี่ยนวิธีพูดแบบนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ดูมีความมั่นใจ เป็นมืออาชีพ และช่วยสร้างพลังงานบวกได้มากกว่าการมานั่งรับคำขอโทษซ้ำๆ ค่ะ

 

เลิกนิสัยต้องรอให้พร้อมถึงจะกล้าเริ่ม

หนึ่งในกับดักที่น่ากลัวที่สุดคือการรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงจะยอมลงมือทำค่ะ เพราะในความเป็นจริงความพร้อมที่แท้จริงไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ มีแต่การเริ่มทำทั้งที่ยังไม่พร้อมแล้วไปปรับจูนเอาหน้างานทั้งนั้น คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขาไม่ได้เก่งกว่าเรานะคะ แต่เขาแค่เริ่มก่อนเราเท่านั้นเอง การมัวแต่นั่งวางแผนในกระดาษโดยไม่ลงมือทำจริงมันคือการเสียเวลาไปเปล่าๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กฎทำออกไปก่อนดีกว่ารอให้สมบูรณ์แบบดูนะคะ ผิดพลาดตรงไหนก็แค่แก้ไข การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงจะทำให้เก่งขึ้นไวกว่าการนั่งอ่านทฤษฎีอยู่เฉยๆ แน่นอนค่ะ

 

เลิกเปรียบเทียบเบื้องหลังของเรากับเบื้องหน้าของคนอื่น

ในยุคที่ทุกคนโชว์แต่ภาพความสำเร็จบนโซเชียลมีเดีย มันง่ายมากที่เราจะเผลอเอาชีวิตที่กำลังเหนื่อยล้าหรือพังๆ ของเราไปเทียบกับภาพที่คนอื่นคัดมาโชว์แล้ว ซึ่งนั่นคือการบั่นทอนกำลังใจตัวเองที่ไร้ประโยชน์ที่สุดค่ะ ทุกคนมีจังหวะชีวิตที่ไม่เท่ากัน สิ่งที่เราเห็นบนหน้าฟีดมันคือแค่ส่วนน้อยของชีวิตเขาเท่านั้น ส่วนพาร์ทที่เขาต้องสู้ต้องเหนื่อย เขาไม่ได้เอามาโชว์ให้เราเห็น เพราะฉะนั้นเลิกเอาไม้บรรทัดคนอื่นมาวัดความสำเร็จของตัวเองได้แล้วค่ะ โฟกัสแค่ว่าวันนี้เราดีกว่าตัวเองเมื่อวานหรือยัง แค่นั้นก็พอแล้วจริงๆ

 

เลิกแบกความคาดหวังของทุกคนไว้บนบ่า

การเป็นคนที่มีน้ำใจเป็นเรื่องดีค่ะ แต่การพยายามเป็นคนที่ปฏิเสธใครไม่เป็นเพื่อตอบตกลงกับทุกคำขอเพียงเพราะกลัวคนอื่นจะไม่ชอบเรา นั่นคือจุดเริ่มต้นของอาการภาวะหมดไฟค่ะ เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ และมันไม่ใช่หน้าที่ของเราด้วย การรู้จักปฏิเสธ หรือการพูดคำว่า “ไม่” กับเรื่องที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักในชีวิต คือการรู้จักรักษาพลังงานของตัวเองเอาไว้ใช้กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ค่ะ เมื่อเริ่มมีขอบเขตที่ชัดเจนคนรอบข้างจะเริ่มเกรงใจและให้เกียรติเวลาของเรามากขึ้น และเราเองก็จะมีเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ เสียที

 

เลิกเก็บความสัมพันธ์ที่บั่นทอนพลังงานเอาไว้เพียงเพราะเสียดายเวลา

หลายคนยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนที่เจอกันทีไรก็นินทา หรือสังคมที่ไม่ได้ช่วยให้เติบโต เพียงเพราะคำว่าคบกันมานาน แต่เชื่อเถอะค่ะว่าการฝืนอยู่ต่อมันคือการเสียเวลาในอนาคตไปมากกว่าเดิม การรู้จักคัดกรองสังคมรอบตัว คือทักษะที่สำคัญมากในการใช้ชีวิตค่ะ ถ้าที่ไหนอยู่แล้วรู้สึกว่าพลังงานลดลง หรือต้องพยายามปั้นหน้าเพื่อให้เข้าพวกได้ นั่นอาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าถึงเวลาที่ต้องมูฟออนแล้วค่ะ การเดินออกมาไม่ได้แปลว่าใจร้าย แต่แปลว่าเรารักตัวเองมากพอที่จะเลือกอยู่ในที่ที่ซัพพอร์ตตัวตนของเราจริงๆ

 

– สุดท้ายแล้ว ชีวิตที่ลื่นไหลคือชีวิตที่เรากล้าเลือกและกล้าตัดค่ะ ลองเช็กดูนะคะว่าตอนนี้ยังมีอะไรที่ฉุดรั้งเราไว้อยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็แค่เลิกทำซะ แล้วจะพบว่าชีวิตมันง่ายและสนุกขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ อยากให้ลองเลือกไปปรับใช้ดูสักข้อสองข้อนะคะ แล้วมาดูกันว่าผลลัพธ์ที่ได้มันจะว้าวแค่ไหน ส่วนครั้งหน้าจะมีเรื่องอะไรมาแชร์กันอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

 


Toxic Traps! 4 วิธีรับมือเพื่อนร่วมงานพลังลบ เมื่อออฟฟิศเลือกคนไม่ได้ แต่เราเลือกวิธีรับมือได้

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

28 วันที่ผ่านมา… เสียเวลาไปกับ “เรื่องที่ไม่ใช่” กี่ครั้งพอหรือยัง?

■ รักนะแต่ขอสเปซหน่อย – 5 วิธีจูนความสัมพันธ์วัยทำงาน ให้ไปต่อได้แบบไม่เสียตัวตน

Parichat
Parichat
ถ้าเขียนแล้วชอบ ก็แปลว่าใช่ -

Related Post