กลับบ้านต่างจังหวัด แต่ทำไมไม่มีความสุข? ความรู้สึกที่คนทำงานในกรุงเทพฯ หลายคนอาจกำลังเจออยู่

บางครั้งการได้กลับบ้านต่างจังหวัดก็ควรเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกดีใช่ไหมคะ ได้เจอครอบครัว ได้กินของที่คุ้นเคย ได้กลับไปอยู่ในที่ที่เคยเป็น comfort zone ของตัวเอง แต่พอเอาเข้าจริง หลายคนที่เข้ามาเป็นคนทำงานกรุงเทพ กลับรู้สึกอีกแบบ

ยิ่งโตขึ้น ยิ่งทำงาน ยิ่งใช้ชีวิตอีกเมืองหนึ่งนานๆ ความรู้สึกเวลา “กลับบ้าน” มันอาจไม่เหมือนเดิม บางคนกลับไปแล้วอึดอัด บางคนรู้สึกเหงา บางคนไม่ได้มีปัญหากับใครเลย แต่ก็ไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิดไว้เหมือนกัน

ที่สำคัญคือ พอรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาเรามักแอบถามตัวเองว่า “เราเป็นอะไรหรือเปล่า” “ทำไมคนอื่นดูแฮปปี้เวลาได้กลับบ้าน แต่เรากลับเฉยๆ หรือบางทียังอยากกลับกรุงเทพฯ มากกว่า” ความจริงคือ ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมแบบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นลูกที่ไม่ดี ไม่ได้แปลว่าคุณไม่รักบ้าน และไม่ได้แปลว่าคุณแปลกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

ทำไมบางคนกลับบ้านแล้วถึงไม่มีความสุข

 

เมื่อบ้านยังเป็นบ้าน แต่ตัวเราไม่เหมือนเดิมแล้ว

สิ่งที่หลายคนเจอคือ บ้านยังอยู่ที่เดิม คนในบ้านยังเป็นคนเดิม แต่คนที่เปลี่ยนไปคือตัวเราเอง ชีวิตในกรุงเทพฯ ทำให้เราโตขึ้นในอีกแบบหนึ่ง เรามี routine ของตัวเอง มีจังหวะชีวิตของตัวเอง มี พื้นที่ส่วนตัว มีวิธีคิดใหม่ๆ และมีโลกที่กว้างขึ้นแบบที่เมื่อก่อนอาจไม่เคยมี พอกลับบ้าน เราเลยเหมือนต้องสลับตัวตนกลับไปเป็นคนเดิม ทั้งที่ข้างในเราไม่เหมือนเดิมแล้ว

บางคนเคยชินกับการอยู่คนเดียว พอกลับบ้านที่มีคนถามตลอดว่าไปไหน กินอะไร เมื่อไหร่จะกลับ กี่โมงจะนอน ก็อาจรู้สึกแน่นๆ แบบบอกไม่ถูก บางคนเคยชินกับการตัดสินใจเอง พอกลับไปอยู่ในบรรยากาศเดิมที่ทุกคนมีความเห็นกับชีวิตเรา ก็เลยเริ่มเหนื่อย นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลยค่ะ มันคือผลจากการที่เราเติบโต และกำลังพยายามหาจุดบาลานซ์ระหว่าง “บ้านที่จากมา” กับ “ชีวิตที่สร้างขึ้นใหม่”

ทำไมบางคนกลับบ้านแล้วถึงไม่มีความสุข

ความรู้สึกนี้มีหลายชั้นมากกว่าที่คิด และไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียว

1. บ้านไม่ใช่ที่พักใจเหมือนเมื่อก่อน

สำหรับบางคน บ้านเคยเป็น safe place ตอนยังเด็ก แต่พอโตขึ้น เราอาจเริ่มเห็น dynamics ในบ้านชัดขึ้น ทั้งเรื่องการสื่อสาร ความคาดหวัง หรือบรรยากาศบางอย่างที่ทำให้เหนื่อยโดยไม่รู้ตัว บางบ้านไม่ได้ทะเลาะกัน ไม่ได้มีดราม่าใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้มีพื้นที่ให้เรารู้สึกสบายใจจริงๆ จนเกิดความรู้สึกว่า บ้านไม่ใช่ที่พักใจ แบบที่ควรจะเป็น

2. ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ง่ายเหมือนเดิม

ยิ่งโต ความสัมพันธ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น บางครั้งการกลับบ้านไม่ได้แปลว่าเราจะได้พัก แต่เหมือนกลับไปเจอคำถามเดิมๆ เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องอนาคต เรื่องความรัก หรือเรื่องที่เรายังไม่พร้อมตอบ บางคนโดนเปรียบเทียบ บางคนต้องรับบทลูกที่ต้องโอเคตลอด บางคนแค่ได้ยินประโยคเล็กๆ ก็หมดแรงแล้ว แบบนี้ก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกไม่อยากกลับ หรือกลับไปแล้วไม่ค่อยมีความสุข

3. เราผูกชีวิตไว้กับอีกเมืองหนึ่งแล้ว

พอใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ไปนานๆ เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นแค่ที่ทำงาน แต่มันกลายเป็นที่ที่เราจัดวางตัวเองใหม่ มีเพื่อน มีมุมโปรด มีร้านประจำ มีชีวิตที่เป็นเวอร์ชันปัจจุบันของเรา พอกลับบ้านต่างจังหวัด บางคนเลยรู้สึกเหมือนตัวเอง “หลุดจาก flow” ของชีวิตไปชั่วคราว จนเกิด ความเหงา แบบแปลกๆ ทั้งที่รอบตัวก็มีคนอยู่เต็มไปหมด

4. วันหยุดยาวไม่ได้แปลว่าจะได้พักจริง

หลายคนรอหยุดยาวเพื่อกลับบ้าน แต่พอกลับไปจริงกลับเหนื่อยกว่าเดิม ต้องเจอทั้งการเดินทาง ตารางญาติ งานบ้าน กิจกรรมครอบครัว หรือแรงกดดันเล็กๆ ที่สะสมจนหมดพลัง เลยไม่แปลกเลยที่บางคนกลับจากบ้านมาแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ชาร์จพลัง เท่าไร กลับกันอาจยิ่งเพลียกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

ถ้ากำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่คุณคนเดียว

ถ้ากำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่คุณคนเดียว มีคนจำนวนมากที่รู้สึกคล้ายกัน แต่อาจไม่ค่อยมีใครพูดตรงๆ เพราะมันดูเหมือนเป็นความรู้สึกที่ “พูดยาก” เหมือนถ้าบอกว่าไม่ค่อยมีความสุขเวลาได้กลับบ้าน จะดูเป็นคนอกตัญญูหรือเปล่า จะดูใจร้ายไหม

แต่ความจริงคือ การรักครอบครัว กับ การเหนื่อยเวลาอยู่บ้าน สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ค่ะ คุณยังรักคนที่บ้านได้ และก็ยังรู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน มันไม่ได้ขัดกันเลย การยอมรับความจริงข้อนี้กับตัวเอง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเบาขึ้นมาก เพราะอย่างน้อยเราจะหยุดโทษตัวเองสักที

แล้วจะรับมือยังไงดี ถ้ารู้ตัวว่ากลับบ้านแล้วใจไม่ค่อยโอเค

  • อย่าฝืนว่าต้องมีความสุข: เลิกกดดันตัวเองว่าการกลับบ้านต้องเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเสมอไป ถ้าวันนี้คุณกลับบ้านแล้วรู้สึกเฉยๆ เหนื่อยๆ หรืออยากอยู่เงียบๆ มากกว่าออกไปเจอญาติทุกคน ความรู้สึกนั้นโอเคมาก ไม่ต้องรีบแก้ ไม่ต้องรีบทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นทันที

  • ตั้งขอบเขตเล็กๆ ให้ตัวเอง: ถ้ารู้ว่าการอยู่กับคนเยอะๆ นานๆ ทำให้หมดแรง ก็อาจจัดเวลาให้ตัวเองได้พักบ้าง เช่น ขออยู่ห้องสักพัก ออกไปซื้อกาแฟคนเดียว หรือมีช่วงที่ได้อยู่เงียบๆ กับตัวเอง การมีพื้นที่เล็กๆ แบบนี้ช่วยให้ใจเราไม่แน่นเกินไป และยังทำให้การใช้เวลากับครอบครัวไหวขึ้นด้วย

  • แยกให้ออกว่าอะไรทำให้เหนื่อยจริง: ลองถามตัวเองตรงๆ ว่า สิ่งที่ทำให้ไม่โอเคคืออะไรแน่ เป็นเพราะคำถามบางอย่าง? เป็นเพราะไม่มีพื้นที่ส่วนตัว? เป็นเพราะเราแค่เหนื่อยจากการเดินทาง? พอเห็นต้นเหตุชัดขึ้น เราจะเริ่มหาทางรับมือได้ตรงจุดมากขึ้น แทนที่จะเหมารวมว่าการกลับบ้านทั้งหมดคือเรื่องแย่

  • ไม่ต้องกลับทุกครั้งก็ได้ ถ้ายังไม่พร้อม: อันนี้อาจฟังยาก แต่จริงมาก บางครั้ง วิธีรับมือ ที่ดีที่สุดไม่ใช่ฝืนกลับทุกครั้งตามความคาดหวังของทุกคน ถ้าช่วงไหนงานหนักมาก ใจไม่พร้อม หรือรู้ว่ากลับไปแล้วจะยิ่งหมดแรง การเลือกพักอยู่ที่เดิมก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลย คุณยังรักบ้านได้ แม้จะไม่ได้กลับทุกครั้ง

  • สร้างความหมายใหม่ของคำว่า “กลับบ้าน”: บางทีเราอาจไม่ต้องบังคับให้การกลับบ้านต้องเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่ค่อยๆ สร้างรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับตัวเราตอนนี้ เช่น กลับไปสั้นลง เลือกช่วงที่คนไม่เยอะ หรือวางแผนให้มีเวลาของตัวเองอยู่ในทริปนั้นด้วย

 

ความรักกับความสบายใจ ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป

มีหลายอย่างที่เราเพิ่งเข้าใจตอนโต หนึ่งในนั้นคือ “บ้าน” อาจไม่ได้ทำหน้าที่เดิมกับเราตลอดไป บางคนยังกลับบ้านแล้วชาร์จพลังได้เต็มที่ บางคนกลับบ้านแล้วรักเหมือนเดิมแต่ไม่ได้สบายใจเหมือนเดิมแล้ว และทั้งสองแบบก็เป็นเรื่องปกติพอๆ กัน การยอมรับว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้แปลว่าเราห่างจากบ้าน แต่แปลว่าเรากำลังเรียนรู้จะอยู่กับความรู้สึกหลายแบบที่โตขึ้นตามชีวิต

สรุปง่ายๆ คือ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กลับบ้านต่างจังหวัดแล้วไม่ได้มีความสุข ไม่ได้รู้สึกอบอุ่น หรือไม่ได้รู้สึกว่ามันมีความหมายเท่าเมื่อก่อน ขอบอกเลยว่าคุณไม่ได้รู้สึกอยู่คนเดียว ความรู้สึกนี้ปกติมากสำหรับหลายคนที่เป็นคนทำงานกรุงเทพ และกำลังใช้ชีวิตอยู่ระหว่างสองโลก โลกหนึ่งคือบ้านที่คุ้นเคย แต่อีกโลกคือชีวิตจริงที่เราสร้างขึ้นเองในทุกวัน สิ่งสำคัญไม่ใช่การบังคับให้ตัวเองต้องรู้สึกดี แต่คือการค่อยๆ เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับใจเรา และเลือกดูแลตัวเองแบบที่เหมาะกับชีวิตตอนนี้ บางทีการโตขึ้น อาจไม่ได้ทำให้เรารักบ้านน้อยลง แค่มันทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ความรักกับความสบายใจ ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป


หรือปีนี้ BKK Ghost Town จะไม่เกิดขึ้นแล้ว? เมื่อค่าน้ำมันสูงขึ้นทำให้หลายคนเริ่มคิดหนัก “กับการกลับบ้านในปีนี้”

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

■ Handle ให้เป็น! เจอเพื่อนร่วมงานสาย ‘หักหน้า’ กลางที่ประชุมเพราะอะไร? เจาะพฤติกรรม Toxic ในออฟฟิศ พร้อมวิธีรับมือ

■ INZPY Guide: ส่องราคาตั๋วเครื่องบินช่วง Summer ไปที่ไหนต้องเตรียมงบเท่าไหร่

Parichat
Parichat
ถ้าเขียนแล้วชอบ ก็แปลว่าใช่ -

Related Post