ช่วงนี้ไม่แปลกเลยถ้าจะรู้สึกว่าใจมันตึงกว่าปกติ เพราะหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันไปหมด ทั้งงาน ทั้งข่าว ทั้งเรื่องรอบตัวที่ชวนให้สมองเปิดโหมดกังวลอยู่ตลอดเวลา บางวันเหมือนไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรเป็นพิเศษ แต่ก็รู้สึกล้า หัวหนัก คิดอะไรไม่ค่อยออก หรือหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าความเครียดสะสมกำลังค่อยๆ กินพลังเราอยู่แบบเงียบๆ
หลายคนมักคิดว่าเดี๋ยวคงหายเอง แต่เอาจริงถ้าปล่อยไว้นานจากแค่รู้สึกตึงๆ อาจกลายเป็นนอนไม่หลับ สมาธิหลุด งานไม่เดิน หรือหมดแรงแบบไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน เพราะงั้นเรื่องนี้ไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะช่วงที่อะไรหลายอย่างชวนให้ใจไม่ค่อยนิ่ง
การเริ่มจัดการความเครียดตั้งแต่ตอนที่ยังพอไหว จะช่วยได้มากกว่ารอให้ร่างพังหรือใจตันไปก่อน

บางทีเราไม่ได้แค่เหนื่อย แต่กำลังเครียดอยู่
ปัญหาคือหลายคนไม่ค่อยรู้ตัวว่าตัวเองเครียด เพราะมันไม่ได้มาแบบ dramatic ตลอด บางทีมาแค่ในรูปของการนอนครบแต่ยังเพลีย หัวตื้อทั้งวัน ขี้หงุดหงิด ตอบแชตช้าลง หรืออยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรค้างในหัวตลอดเวลา อาการแบบนี้แหละที่มักเป็นจุดเริ่มของอาการเครียด
โดยเฉพาะคนที่เครียดจากงานอยู่แล้ว พอเจอแรงกดดันจากเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามาอีก ใจก็มักรับไม่ไหวแบบไม่ทันตั้งตัว บางคนยังทำงานได้ ยังใช้ชีวิตได้ แต่ข้างในคือเริ่มล้าแล้ว ซึ่งความน่ากลัวของมันคือ เราอาจชินกับความตึงนั้นจนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งที่จริงสมองเราต้องการ pause บ้างค่ะ
ถ้าหัวเริ่มตื้อให้หยุดก่อน อย่าฝืนคิดว่าไหลต่อได้อย่างเดียว
เวลาความเครียดขึ้นมาแรงๆ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ฝืนตัวเองให้ productive กว่าเดิม แต่คือหยุดสักแป๊บ แล้วดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันก่อน ลองวางมือถือ วางงาน หรือหยุดจากสิ่งที่กำลังไหลเข้าหัว แล้วหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ สักสองสามรอบ วิธีนี้ดูธรรมดาแต่ช่วยให้ร่างกายคลายความตึงลงได้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ของการรับมือความเครียด
ถ้ายังฟุ้งอยู่ ลองหันไปดูสิ่งรอบตัวแทน เช่น ตอนนี้เราเห็นอะไร ได้ยินเสียงอะไร หรือรู้สึกยังไงกับร่างกายตัวเองบ้าง วิธีแบบนี้ช่วยตัดวงจรคิดวนได้ดี เพราะหลายครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ใช่แค่ปัญหาตรงหน้า แต่คือการที่สมองวิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาโดยไม่ได้พักเลย การทำ grounding สั้นๆ จะช่วยรีเซ็ตระบบข้างในให้กลับมานิ่งขึ้นได้ค่ะ
ถ้าใจเริ่มล้า อย่าปล่อยให้ร่างกายรับภาระแทน
เวลาชีวิตยุ่ง สิ่งแรกที่พังมักเป็นเรื่องพื้นฐานมากอย่างนอนดึก กินไม่เป็นเวลา ดื่มกาแฟหนักกว่าเดิม หรือไถมือถือจนสมองไม่ได้พัก ซึ่งพอทำแบบนี้ต่อเนื่องความเครียดสะสมยิ่งลงลึกกว่าเดิม ร่างกายไม่รีเซ็ตใจก็ไม่เบาลงสักที
ถ้าอยากผ่อนคลายความเครียดแบบที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ลองเริ่มจากเรื่องที่ basic ที่สุดก่อนค่ะ เช่น นอนให้พอ กินข้าวให้ตรงเวลา ลุกเดินบ้างระหว่างวัน หรือพักสายตาจากหน้าจอเป็นช่วงๆ สิ่งพวกนี้ช่วยได้เยอะกว่าที่คิด เพราะพอร่างกายเริ่มโอเคขึ้น ใจก็มักจะสงบตามมาเองโดยอัตโนมัติ
งานเยอะไม่เท่ากับต้องแบกทุกอย่างพร้อมกัน
อีกอย่างที่ทำให้คนเครียดหนักคือการพยายามรับทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งตอบแชต เช็กเมล เคลียร์งาน และตามข่าว จนสมองไม่ได้โฟกัสอะไรจริงจัง ถ้ารู้ตัวว่าช่วงนี้เริ่มตึง ลองลดจำนวนเรื่องที่ต้องคิดพร้อมกันลงก่อน นี่เป็นวิธีรับมือความเครียดที่เห็นผลกว่าการฝืนทำทุกอย่างให้เสร็จในทีเดียว
อาจเริ่มจากเขียนออกมาว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง แล้วเลือกแค่เรื่องที่สำคัญจริงๆ ก่อน งานไหนรอได้ก็รอ งานไหนไม่ด่วนก็ไม่ต้องหยิบขึ้นมาคิดพร้อมกันหมด แค่ทำให้หัวไม่แน่นเกินไปก็ช่วยให้วันนั้นผ่านง่ายขึ้นเยอะแล้ว และถ้าเป็นคนที่เครียดจากงานบ่อย การตั้งขอบเขตให้ตัวเองบ้างก็สำคัญนะคะ เช่น ไม่เปิดแจ้งเตือนทุกแอป หรือกันเวลาพักให้ตัวเองจริงๆ แบบไม่มีเรื่องงานมาแทรก
ไม่ไหวก็บอก ไม่ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว
หลายคนติดนิสัยเงียบไว้ก่อน ทั้งที่จริงการพูดออกมาบ้างช่วยได้มาก ไม่ต้องเล่าให้สวย ไม่ต้องเรียบเรียงให้ดี แค่บอกคนที่ไว้ใจได้ว่าช่วงนี้เหนื่อยนะ หรือไม่ค่อยไหว แค่นี้ก็ช่วยลดแรงกดในหัวลงได้เยอะแล้ว การดูแลสุขภาพจิตบางทีก็เริ่มจากการยอมรับตรงๆ ว่าตอนนี้เราแบกเยอะเกินไป
แต่ถ้าความเครียดเริ่มหนักจนกระทบการนอน การกิน หรือทำให้รู้สึกว่าคุมตัวเองยากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ไม่ควรปล่อยไว้ค่ะ ควรหาคนช่วยคุยหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะการจัดการความเครียดไม่ได้แปลว่าเราต้องรับมือทุกอย่างด้วยตัวเองตลอดเวลา
อย่ารอให้ใจพังแล้วค่อยดูแลตัวเอง
ความเครียดไม่ได้มาแล้วหายไปเสมอ ถ้าไม่จัดการ มันอาจค้างอยู่ในร่างกายและอารมณ์นานกว่าที่คิด จากแค่เหนื่อยง่ายอาจกลายเป็นความเครียดสะสมที่กินทั้งพลัง งาน และความสัมพันธ์แบบไม่รู้ตัว เพราะงั้นถ้าวันนี้เริ่มรู้สึกว่าใจมันแน่น หัวมันล้า หรือทุกอย่างเริ่มหนักเกินไป ลองหยุดแล้วเช็กตัวเองสักนิดก็ยังดีค่ะ
ไม่ต้องแก้ชีวิตทั้งหมดในวันเดียว แค่เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่ทำได้จริงก่อน เช่น หายใจลึกๆ วางมือถือสักพัก หรือทักหาใครสักคน เท่านี้ก็ถือว่าคุณเริ่มรับมือความเครียดได้ดีมากแล้วค่ะ อย่างน้อยมันก็ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างค้างอยู่ในหัวต่อไปเรื่อยๆ จริงไหมคะ?
เมื่ออายุ 30 เราจะแข็งแกร่งกว่าที่คิด? – เลิกกลัว “เลขสาม” แล้วมาใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตัวเอง
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
■ หนีร้อนไปพึ่งเย็น! แจกพิกัด 6 มิวเซียมกรุงเทพฯ สเปซจึ้ง เดินเสพศิลป์ แถมได้คอนเทนต์








