ใครที่อยู่เมืองไทยแล้วบ่นว่าแดดร้อนมาก… ก็ถูกแล้วนะ เพราะเราอยู่ในเขตร้อนชื้น แสงแดดจ้าตลอดปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่ดัชนี UV พุ่งสูงติดระดับ Extreme แทบทุกวัน แต่ชีวิตเราก็ยังต้องดำเนินต่อ ต้องออกไปทำงาน ไปร้านกาแฟที่เล็งไว้ หรือแค่เดินจากที่จอดรถเข้าออฟฟิศ ซึ่งระยะทางสั้นๆ แค่นี้แหละ คือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ผิวพังแบบไม่รู้ตัว ข่าวดีคือการ ป้องกันผิวจากแดด ทำได้ง่ายกว่าที่คิดถ้ารู้วิธีและทำอย่างสม่ำเสมอ Inzpy รวบรวมทุกอย่างที่ต้องรู้มาไว้ครบจบในที่เดียวแล้ว ตั้งแต่ทำความเข้าใจแสงแดดไปจนถึงทริกที่คนเมืองใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันแบบไม่ต้องกลัวหน้าพัง
แสงแดดทำร้ายผิวเราอย่างไรบ้าง? (รู้จักศัตรูให้ลึกกว่าเดิม)
ก่อนจะเริ่มป้องกัน เราต้องรู้ก่อนว่าแสงแดดที่เราเห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้น่ากลัวเท่ารังสียูวี (UV) ที่มองไม่เห็นแต่แอบกัดกินผิวเราตลอดเวลา โดยรังสีที่เราต้องรับมือหลักๆ มีสองประเภท:
รังสี UVB คือตัวการที่ทำให้ผิวไหม้แดด และเกิดจุดด่างดำแบบเฉียบพลัน รังสีนี้จะทำร้ายผิวชั้นนอกโดยตรง ถ้าวันไหนออกไปเดินตลาดนัดตอนเที่ยงแล้วรู้สึกแสบผิว นั่นแหละค่ะฝีมือ UVB ส่วน รังสี UVA น่ากลัวกว่าหลายเท่า เพราะมันมีอำนาจทะลุทะลวงสูงมาก ทะลุกระจกออฟฟิศ ทะลุหน้าต่างรถยนต์ และลงไปทำลายโครงสร้างคอลลาเจนใต้ผิวแบบเงียบๆ ทำให้ผิวหย่อนคล้อย ดูแก่ก่อนวัย และเป็นต้นเหตุของฝ้า กระ ที่รักษายากสุดๆ สรุปง่ายๆ คือ กันแดดที่ดีต้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ถ้าขาดอันใดอันหนึ่ง ผิวก็ยังเสี่ยงพังอยู่ดีนะ!
SPF และ PA คืออะไร อ่านค่าให้เป็นผิวก็รอด
หลายคนเลือกกันแดดแค่ดูว่า “เลขสูงสุด” แต่จริงๆ แล้วมีรายละเอียดที่ต้องรู้เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ SPF (Sun Protection Factor) คือค่าที่บอกว่ากันแดดตัวนั้นป้องกันรังสี UVB ได้กี่เท่าของผิวปกติ สำหรับเมืองไทยที่แดดแรงแบบนี้ แนะนำ SPF30 ขึ้นไปเป็นพื้นฐาน แต่ถ้าต้องออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อยๆ แนะนำให้ขยับไปที่ SPF50+ จะอุ่นใจกว่า
ส่วน PA (Protection Grade of UVA) คือค่าป้องกันรังสี UVA ยิ่งเครื่องหมาย + เยอะ ยิ่งปกป้องได้มาก สำหรับสาวออฟฟิศที่อยากหน้าใสไปนานๆ ต้อง PA+++ ขึ้นไปเท่านั้นเพื่อสู้กับการเกิดฝ้าและริ้วรอย ข้อควรจำที่หลายคนพลาดคือ SPF สูงไม่ได้แปลว่าทาครั้งเดียวแล้วอยู่ได้ทั้งวัน เพราะประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อเจอเหงื่อและการเสียดสีระหว่างวัน ดังนั้น วิธีใช้กันแดด ที่ถูกต้องคือการเติมความปกป้องให้ผิวสม่ำเสมอ
เลือกกันแดดให้ตรงสภาพผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
หนึ่งในเหตุผลที่คนไม่อยากทากันแดดคือ “ความเหนียว” หรือ “ทาแล้วหน้าลอย” ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเลือกเนื้อสัมผัสที่ใช่:
-
ผิวมัน / ผิวผสม: ควรใช้ SPF50+ PA++++ สูตร Oil-Free หรือเนื้อ Fluid/Gel ที่ซึมไว ไม่ทิ้งความมันวาวจนหน้าเยิ้มระหว่างวัน
-
ผิวแห้ง / ผิวขาดน้ำ: มองหากันแดดที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ เนื้อโลชั่นหรือเนื้อครีมจะช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำและกันแดดได้ดีขึ้น
-
ผิวบอบบาง / แพ้ง่าย: เน้นกลุ่ม Mineral Sunscreen (Physical Sunscreen) ที่ใช้ Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide เพราะจะไม่ดูดซับความร้อนเข้าสู่ผิวและลดโอกาสระคายเคือง
-
สายเมคอัพ: แนะนำให้ใช้กันแดดเนื้อเบาลงก่อนแต่งหน้า และพกกันแดดแบบแท่งหรือสเปรย์ไว้ทาทับระหว่างวันโดยไม่ทำให้เครื่องสำอางเป็นคราบ
5 วิธีป้องกันผิวจากแดดแบบจริงจัง สำหรับคนต้องออกจากบ้านทุกวัน
01. ทากันแดดก่อนออกจากบ้านทุกวัน — ไม่มีข้อยกเว้น ทากันแดดอย่างน้อย 15–20 นาทีก่อนออกแดด เพื่อให้สารกันแดดเซ็ตตัวจับกับผิวได้สนิท ปริมาณที่เพียงพอสำหรับหน้าคือประมาณ 2 นิ้วมือ (อย่าประหยัด!) และอย่าลืมทาที่คอ หลังมือ และต้นแขนด้วย แม้วันที่ฟ้าครึ้มหรือนั่งทำงานติดริมหน้าต่างก็ยังต้องทา เพราะรังสี UVA มันตามไปหลอกหลอนเราได้ทุกที่จริงๆ
02. ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง ทริกสำคัญที่คนมักมองข้าม ประสิทธิภาพกันแดดจะลดลงตามเวลาและความร้อน สำหรับคนที่ต้องออกไปกินข้าวกลางวันข้างนอก แนะนำให้พกกันแดดแบบแท่งหรือแบบสเปรย์ติดกระเป๋าไว้ เพื่อทาซ้ำได้สะดวกโดยไม่รบกวนเมคอัพ การทาซ้ำช่วงเที่ยงคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะแดดตอนกลางวันคือช่วงที่รังสี UV พุ่งสูงที่สุดของวัน
03. ใช้อุปกรณ์เสริมช่วยสกรีนแสง กันแดดอย่างเดียวบางครั้งก็ต้านทานแดดเมืองไทยไม่ไหว การพกร่มที่เคลือบสารกัน UV ใส่หมวก หรือสวมแว่นกันแดด UV400 ช่วยลดการสัมผัสรังสีได้มากถึง 50–80% การพกร่มสวยๆ สักคันถือเป็นการลงทุนที่คุ้มมากสำหรับผิวในระยะยาวและช่วยลดความร้อนของร่างกายได้ด้วย
04. เติมความชุ่มชื้นให้ผิวทุกวัน ผิวที่ขาดน้ำจะไวต่อแสงแดดและเกิดอาการไหม้ได้ง่ายกว่าปกติ หลักการง่ายๆ คือลงมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ผิวอิ่มน้ำก่อนแล้วค่อยตามด้วย กันแดดทาหน้า เพื่อให้ผิวมีเกราะป้องกันที่แข็งแรง ผิวที่สุขภาพดีจะมีกลไกปกป้องตัวเองจากความร้อนได้ดีกว่าผิวที่แห้งกร้าน
05. ฟื้นฟูผิวหลังโดนแดด (After-Sun Care) การดูแลไม่ได้จบแค่ตอนกลางวัน ตอนกลางคืนคือเวลาทองที่ผิวจะซ่อมแซมตัวเอง แนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้หรือวิตามินซีเพื่อปลอบประโลมและสู้กับความหมองคล้ำ และที่สำคัญที่สุดคือต้องล้างหน้าให้สะอาดด้วยคลีนซิ่งเพื่อไม่ให้กันแดดอุดตันรูขุมจนกลายเป็นสิวตามมา
เรื่องจริงของกันแดดที่หลายคนยังเข้าใจผิด
อยู่ในอาคารทั้งวัน ไม่เห็นแดดเลย ไม่ต้องทาก็ได้? ผิดค่ะ! รังสี UVA ทะลุกระจกเข้ามาได้แบบสบายๆ แถมแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ปล่อยรังสี UV ออกมาเช่นกัน การเลือก กันแดดสำหรับคนเมือง ที่เนื้อเบาสบายจึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดสำหรับสายออฟฟิศ
กันแดดแพงๆ ต้องดีกว่าของถูกเสมอไป? ไม่จริงเสมอไปค่ะ หัวใจสำคัญไม่ใช่ยี่ห้อหรือราคา แต่คือค่า SPF และ PA ที่ต้องถึงตามมาตรฐาน และที่สำคัญคือต้องเลือกเนื้อที่เหมาะกับผิวเราจริงๆ กันแดดราคาน่ารักที่เราหยิบทาได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องเสียดาย คือการป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว
ทากันแดดแล้วหน้าพัง เป็นสิวอุดตันตลอด? ลองเปลี่ยนมาใช้สูตร Non-comedogenic หรือสูตรน้ำ (Water-based) ที่เนื้อเบาบางกว่าเดิม และอย่าลืมขั้นตอนการล้างหน้าให้สะอาดด้วย Double Cleansing เพราะส่วนใหญ่สิวไม่ได้เกิดจากตัวกันแดด แต่เกิดจากการล้างออกไม่เกลี้ยงจนสะสมในรูขุมขนค่ะ
ผิวดีสู้แดดได้ ถ้าเริ่มวันนี้
ไม่มีใครหยุดแดดเมืองไทยได้ แต่เราหยุดความเสียหายที่จะเกิดกับผิวได้ถ้าดูแลอย่างถูกต้อง วิธีทากันแดด ให้ได้ผลจริงคือความสม่ำเสมอ กันแดด + ทาซ้ำ + อุปกรณ์เสริม และฟื้นฟูผิวตอนกลางคืน สี่ข้อนี้ถ้าทำได้ครบ รับรองว่าผิวจะดูดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการไปตามเลเซอร์รักษาฝ้าหรือริ้วรอยในอนาคตแน่นอนค่ะ
Inzpy รวมไอเดียทรงผมสงกรานต์! 6 ทรงล็อกแน่น เปียกน้ำแค่ไหนก็ยังสวยเป๊ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ








