ช่วงนี้คนทำร้านอาหารน่าจะรู้ดีว่า การขายอาหารไม่ได้มีแค่ทำเมนูให้น่ากินแล้วรอลูกค้าสั่งค่ะ เพราะต้นทุนหลายอย่างขยับขึ้นเรื่อยๆ ทั้งวัตถุดิบ ค่าไฟ ค่าแพ็กเกจจิง รวมถึงกำลังซื้อของลูกค้าที่ระวังมากขึ้น ส่วนฝั่งคนสั่งอาหารเอง หลายคนก็เริ่มคิดก่อนกดออเดอร์ว่า วันนี้จะสั่งดีไหม มีโปรไหม ค่าส่งเท่าไหร่ และร้านไหนคุ้มสุด
เพราะแบบนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เลยเป็นอีกเรื่องที่ทั้งร้านอาหารและคนสั่งอาหารควรตาม ล่าสุด GrabFood เปิดแคมเปญ GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อช่วยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ โดยลดค่าคอมมิชชัน หรือ GP เหลือ 9% พร้อมเสริมสิทธิประโยชน์หลายส่วน ทั้งโปรแกรมดันยอดขาย โค้ดส่วนลด สินเชื่อสำหรับร้านอาหาร และแคมเปญการตลาดบนแพลตฟอร์ม
พูดง่ายๆ คือ รอบนี้ไม่ได้มีแค่ลูกค้าที่ได้ส่วนลด แต่ร้านอาหารก็มีตัวช่วยเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะร้านที่อยากใช้ช่วงโครงการนี้ดึงออเดอร์ใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสให้คนเห็นร้านมากขึ้น
ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เกี่ยวกับร้านอาหารยังไง
สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยตาม โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เป็นหนึ่งในมาตรการที่ออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเศรษฐกิจซบเซา และช่วยลดภาระประชาชนจากผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ พอมีโครงการลักษณะนี้เข้ามา ร้านอาหารที่เข้าร่วมก็มีโอกาสเจอลูกค้าเพิ่มขึ้น เพราะคนมีแรงจูงใจในการใช้สิทธิ์มากขึ้น ในมุมของแพลตฟอร์มเดลิเวอรีอย่าง GrabFood การเข้ามาร่วมกับโครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เปิดให้ร้านรับออเดอร์ผ่านแอปเท่านั้น แต่ยังเติมสิทธิประโยชน์ให้ร้านที่เลือกเข้าร่วมกับ GrabFood ด้วย โดยข้อมูลจากแกร็บระบุว่า ร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมโครงการกับ GrabFood ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 จะได้รับค่า GP พิเศษเหลือ 9%
อันนี้เป็นจุดที่ร้านควรเช็กค่ะ เพราะค่า GP เป็นหนึ่งในต้นทุนของการขายผ่านแพลตฟอร์ม ถ้าลดลงในช่วงแคมเปญ ก็อาจช่วยให้ร้านมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนและวางโปรโมชันได้คล่องขึ้น
ร้านอาหารได้อะไรจากแคมเปญนี้

ไฮไลต์แรกคือ ค่า GP เหลือ 9% สำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการผ่าน GrabFood เหมาะกับร้านที่อยากดึงยอดขายช่วงกลางปี หรืออยากให้ลูกค้าใหม่ได้ลองสั่งร้านตัวเองมากขึ้น นอกจากนั้น แกร็บยังสนับสนุนแคมเปญดันยอดขายและโค้ดส่วนลดให้ร้านอาหารรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาทต่อร้าน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน อันนี้ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดี เพราะบางครั้งลูกค้าไม่ได้ไม่อยากสั่งนะคะ แค่รอจังหวะที่รู้สึกว่าคุ้มพอจะกดออเดอร์
อีกส่วนที่น่าดูคือสินเชื่อเงินสดสำหรับร้านอาหาร วงเงินตั้งแต่ 2,500 บาท สูงสุด 2,000,000 บาทต่อร้าน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ แต่ส่วนนี้ควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนตัดสินใจนะคะ เพราะเป็นเรื่องการเงินที่มีภาระผูกพันตามมา โดยแกร็บระบุว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 25% – 33% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ และควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
คนสั่งอาหารได้อะไรบ้าง
ฝั่งลูกค้าก็มีสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจเหมือนกันค่ะ แกร็บระบุว่ามีโปรโมชันส่งฟรี 5 กิโลเมตรแรก สำหรับออเดอร์ที่เลือกการจัดส่งแบบประหยัด หรือ SAVER รวมถึงส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุด 12,000 บาทต่อคน สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการ เพื่อกระตุ้นการสั่งซ้ำและช่วยดันยอดขายให้ร้านที่เข้าร่วม
พูดง่ายๆ คือถ้าลูกค้ามีสิทธิ์ในโครงการ และร้านอาหารเข้าร่วมกับ GrabFood ก็มีโอกาสเกิดประโยชน์ทั้งสองทาง ร้านได้ออเดอร์เพิ่ม ลูกค้าได้ตัวช่วยเรื่องค่าอาหารและค่าส่ง ส่วนแพลตฟอร์มก็ช่วยดันให้การใช้สิทธิ์เกิดขึ้นง่ายขึ้นผ่านแอป
นอกจากนี้ยังมีคูปอง GrabMart มูลค่าสูงสุด 2,000 บาทต่อคน สำหรับช้อปสินค้าอุปโภคบริโภคจากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าทั่วไปด้วย ใครใช้ Grab อยู่แล้ว แนะนำให้เช็กสิทธิ์และเงื่อนไขในแอปอีกครั้ง เพราะโปรแต่ละส่วนมักมีระยะเวลาและเงื่อนไขกำกับค่ะ
ร้านควรเตรียมตัวยังไงก่อนเข้าร่วม
สำหรับร้านอาหาร สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่แค่ว่าได้ลด GP หรือได้โค้ดส่วนลดเท่าไหร่ แต่คือการใช้ช่วงโครงการให้เป็นประโยชน์กับร้านจริงๆ ถ้ามีลูกค้าเข้ามามากขึ้น แต่หน้าร้านบนแอปยังไม่พร้อม รูปอาหารไม่ชัด เมนูอ่านยาก หรือข้อมูลร้านไม่ครบ โอกาสที่จะเปลี่ยนคนเห็นให้กลายเป็นคนสั่งก็อาจหลุดไปง่าย
ก่อนเข้าร่วม ร้านควรเช็ก 3 เรื่องหลักๆ คือ ข้อมูลร้านบนแอปถูกต้องไหม เมนูไหนควรดันเป็นเมนูหลัก และร้านพร้อมรับออเดอร์เพิ่มในช่วงโปรหรือเปล่า เพราะถ้าแคมเปญช่วยพาคนเข้ามาแล้ว ร้านจัดการหลังบ้านได้ดี ก็มีโอกาสทำให้ลูกค้ากลับมาสั่งซ้ำหลังจบโปรได้เหมือนกัน
แกร็บยังมีเครดิตโฆษณาผ่าน GrabAds สูงสุด 1,200 บาท สำหรับร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอป GrabMerchant รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์หน้าร้านจาก “น้องเกล” Friend of Grab สำหรับ 40,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับ GrabFood ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการมองเห็นทั้งในแอปและหน้าร้านจริงได้มากขึ้น
สมัครเข้าร่วมกับ GrabFood ต้องทำยังไง

ร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กับ GrabFood สามารถศึกษาข้อตกลงและเงื่อนไขบนแอป GrabMerchant ได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเข้าแบนเนอร์โครงการบนแอป GrabMerchant กดดูรายละเอียดและยอมรับข้อตกลง จากนั้นตรวจสอบเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ตรงกับในแอปถุงเงิน
ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ร้านสามารถลงทะเบียนบนแอปถุงเงิน เลือกเข้าร่วมโครงการกับแพลตฟอร์ม Grab แล้วคัดลอกรหัสร้านค้าจากแอป GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูล ก่อนยืนยันตัวตนด้วย OTP และรอข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ
แนะนำให้อ่านเงื่อนไขให้ครบก่อนกดเข้าร่วมนะคะ โดยเฉพาะเรื่องค่า GP ระยะเวลาแคมเปญ สิทธิ์สนับสนุนยอดขาย เงื่อนไขสินเชื่อ และรายละเอียดโปรโมชัน เพราะแต่ละส่วนมีเงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด
โอกาสของร้านอาหารในช่วงที่ลูกค้าคิดก่อนสั่งมากขึ้น
ช่วงที่คนระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ร้านอาหารอาจต้องทำมากกว่าการรอให้ลูกค้ากดสั่งค่ะ แคมเปญแบบนี้อาจเป็นจังหวะให้ร้านปรับหน้าร้านบนแอปให้พร้อมขึ้น เลือกเมนูที่ขายดีมาทำโปรให้ชัด และใช้โอกาสจากโครงการช่วยดึงลูกค้าใหม่ให้เข้ามาลองส่วนคนสั่งอาหารเอง ก็อาจได้ประโยชน์จากโปรโมชัน ค่าส่ง และส่วนลดที่ช่วยให้การสั่งอาหารในบางวันตัดสินใจง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่อย่างที่ควรทำทุกครั้งคือเช็กสิทธิ์ เงื่อนไข และระยะเวลาให้ครบก่อนใช้งาน
ถ้าคิดง่ายๆ GrabFood X ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ไม่ได้เป็นแค่แคมเปญลดราคา แต่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่อาจทำให้ร้านอาหารมีพื้นที่หายใจมากขึ้นในช่วงที่ต้นทุนและกำลังซื้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ ใครเป็นเจ้าของร้านหรือดูแลร้านอยู่ ช่วงนี้ควรเข้าไปเช็กสิทธิ์ไว้ก่อน จะได้ไม่พลาดโอกาสช่วงโครงการเริ่มค่ะ
fellow fellow ชวน อ๊ะอาย 4EVE ถ่ายทอดความรักที่กำลังผลิบานในซิงเกิล Bloom
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
■ Tomorrowland Thailand จองกันหรือยัง? – แนะนำที่พักพัทยาสำหรับทริปปลายปี 2569
■ แกะสมอง INTJ ในชีวิตจริง ไม่ได้เย็นชา แค่คิดในหัวจบไป 3 ตลบแล้ว!








