เช็กด่วน! 4 สัญญาณอันตราย คุณกำลังกลายเป็นคน Toxic แบบไม่รู้ตัวในที่ทำงานหรือเปล่า?

ในโลกการทำงานที่ทุกอย่างหมุนไวแบบติดสปีด การเป็นคนทำงานที่คล่องแคล่ว จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัดถือเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่บางครั้งเส้นกั้นบางๆ ระหว่างการเป็นคนตั้งใจทำงานกับคน Toxic ก็อาจจะเริ่มจางลงโดยที่เราไม่ทันสังเกต พฤติกรรมบางอย่างที่เราคิดว่ามันคือความหวังดี หรือเป็นแค่สไตล์การทำงานที่จริงจัง อาจกำลังสร้างบรรยากาศที่น่าอึดอัดให้กับคนรอบข้างแบบเงียบๆ

วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาลองสำรวจตัวเองกันสักนิดว่า พฤติกรรมที่คุณทำอยู่ทุกวันเข้าข่ายเป็นคนท็อกซิกแบบไม่ตั้งใจบ้างไหม เพื่อที่จะได้ปรับจูนให้กลายเป็นคนที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วยจริงๆ ค่ะ

 

ความหวังดีที่มาพร้อมการจุกจิกเกินเบอร์

พฤติกรรมแรกที่พบบ่อยมากคือการเข้าไป Control ทุกรายละเอียดในงานของคนอื่นค่ะ คุณอาจจะคิดว่าตัวเองกำลังช่วยเช็กความเรียบร้อยเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แต่การเข้าไปตามจิกทุกขั้นตอน หรือต้องให้ผ่านการอนุมัติจากคุณในทุกจุดเล็กๆ น้อยๆ มันคือการแสดงออกทางอ้อมว่าคุณไม่ไว้ใจในศักยภาพของทีม พฤติกรรมนี้จะทำให้ เพื่อนร่วมงาน รู้สึกอึดอัด ขาดความมั่นใจ และสุดท้ายจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเองเลยเพราะกลัวว่าจะไม่ถูกใจคุณ

การที่คุณเข้าไปวุ่นวายกับความรับผิดชอบของคนอื่นมากเกินไป นอกจากจะบั่นทอนกำลังใจคนทำแล้ว ยังทำให้ บรรยากาศการทำงาน โดยรวมดูตึงเครียด เพราะทุกคนจะรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลา ลองเปลี่ยนมาเป็นการให้โจทย์ที่ชัดเจนแล้วรอดูผลลัพธ์ทีเดียวตอนจบดูค่ะ การปล่อยวางและเชื่อใจในฝีมือของคนอื่นบ้างจะช่วยให้งานเดินหน้าได้ไวขึ้น และทีมของคุณจะรู้สึกว่าเขามีพื้นที่ในการแสดงฝีมือจริงๆ

 

ความตรงไปตรงมาที่ขาดฟิลเตอร์

หลายคนภูมิใจที่เป็นคนตรงไปตรงมา พูดอะไรไม่อ้อมค้อมเพราะอยากให้งานเดินหน้าไวๆ แต่ต้องระวังนะคะว่าความตรงนั้นมันล้ำเส้นไปจนกลายเป็นการทำร้ายจิตใจหรือเปล่า การติเพื่อก่อเป็นเรื่องที่ทำได้และควรทำค่ะ แต่ถ้ามาในโทนเสียงที่กดดันหรือใช้คำพูดที่บั่นทอนกำลังใจในที่สาธารณะ จากการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะกลายเป็นการสร้างศัตรูแทน

ลองนึกภาพว่าถ้าคุณเป็นฝ่ายที่โดนวิจารณ์แรงๆ กลางที่ประชุม คุณจะยังมีใจอยากปรับปรุงงานนั้นอยู่ไหม? การรักษา ความสัมพันธ์ ในทีมคือพื้นฐานสำคัญพอๆ กับตัวงานค่ะ ลองเปลี่ยนวิธีให้คำแนะนำแบบส่วนตัวและเลือกใช้คำที่เน้นไปที่ตัวงานมากกว่าตัวบุคคล จะช่วยให้ข้อความที่คุณสื่อสารออกไปนั้นดูน่ารับฟังและนำไปพัฒนาต่อได้จริงโดยไม่ทิ้งรอยร้าวไว้ในใจใคร และยังช่วยรักษาสุขภาพจิตของคนในทีมให้ยังแฮปปี้กับการตื่นมาทำงานในวันถัดไปได้ด้วย

 

ยุ่งจนกลายเป็นกำแพง

การบอกว่าตัวเองงานเยอะหรือยุ่งตลอดเวลาจนไม่มีเวลาว่างคุยกับใครเลย อาจจะฟังดูเหมือนคุณเป็นคนมุ่งมั่นกับงานนะคะ แต่ในทางกลับกัน “มันคือการสร้างกำแพงขนาดใหญ่” ที่ทำให้คนรอบข้างเข้าถึงยาก พฤติกรรมนี้จะทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเกรงใจจนเกินไปจนไม่กล้าเข้ามาปรึกษาเรื่องสำคัญ หรือกลัวว่าจะเข้าไปรบกวนเวลาอันมีค่าของคุณ ส่งผลให้การประสานงานในทีมรวนไปหมด

ที่สำคัญคือการแสดงออกว่าคุณยุ่งกว่าใครเพื่อน มันอาจจะสื่อสารถึงความพฤติกรรมที่พยายามจะข่มคนอื่นโดยนัยว่า “งานของฉันสำคัญที่สุด” ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยค่ะ การจัดสรรเวลาให้ตัวเองดู Approachable หรือเข้าถึงง่ายบ้าง จะช่วยให้การทำงานร่วมกันไหลลื่นขึ้น และคุณเองก็จะไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวจนล้นมือ ลองเปิดใจกว้างๆ แบ่งเวลาพักเที่ยงมานั่งคุยเรื่องทั่วไปกับทีมบ้าง จะช่วยทลายกำแพงที่ขวางกั้นความสำเร็จร่วมกันออกไปได้ค่ะ

 

บวกเกินจริงจนกลายเป็นภาระ

ในวันที่ทีมกำลังเจอกับปัญหาหนักหรือความเครียดสะสม การพยายามยัดเยียดพลังบวกแบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างคำว่า สู้ๆ นะ หรือเรื่องแค่นี้เองสบายมาก อาจจะกลายเป็นการทำร้ายกันมากกว่าการให้กำลังใจค่ะ เพราะมันคือการปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงที่เขากำลังเผชิญอยู่ ทำให้เขารู้สึกว่าความเหนื่อยหรือความกังวลของเขาเป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความท็อกซิกที่อันตรายที่สุด

การยอมรับความจริงว่าบางวันมันก็ยากและรับฟังความลำบากของกันและกันบ้าง จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและจริงใจมากกว่าการบังคับให้ทุกคนต้องยิ้มได้ตลอดเวลาค่ะ ความหวังดีที่แท้จริงคือการอยู่เคียงข้างและรับฟังอย่างเข้าใจ ไม่ใช่การบอกให้เขามองข้ามปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ การยอมให้ทีมได้บ่น ได้ระบายบ้าง จะเป็นการช่วยระบายแรงกดดันที่ดีเยี่ยม และทำให้ทุกคนมีแรงกลับไปสู้กับงานต่อได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

 

How to Fix: วิธีเช็กตัวเองก่อนเริ่มงานในทุกเช้า

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกสะดุ้งเล็กๆ ว่า “เอ๊ะ เรามีบางข้อหรือเปล่านะ?” ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะก้าวแรกของการแก้ไขคือการยอมรับและรู้ตัว วิธีที่ง่ายที่สุดคือลองเช็ก การสื่อสาร ของตัวเองในแต่ละวันดูค่ะ ก่อนจะคอมเมนต์งานใคร หรือก่อนจะบ่นเรื่องความยุ่งของตัวเองออกมา ลองหยุดคิดสัก 3 วินาทีว่าประโยคนี้จะส่งผลกระทบต่อคนฟังอย่างไร

ลองเปลี่ยนจากการเป็นคนที่ต้อง “ชนะ” ทุกอย่าง มาเป็นคนที่ “ชนะใจ” ทีมดูบ้างค่ะ ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี (Active Listening) ให้มากขึ้น ลดการใช้ Ego ในการตัดสินใจงาน และเปิดรับ Feedback จากน้องๆ ในทีมอย่างจริงใจ การที่คุณเก่งงานน่ะดีอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าคุณเก่งคนด้วย คุณจะกลายเป็นคนที่น่าเกรงขามและน่านับถือไปพร้อมๆ กันแบบไม่ต้องพยายามเลย

การหันกลับมามองพฤติกรรมของตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอายนะคะ แต่มันคือการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นในมิติของความสัมพันธ์ การรู้เท่าทันความท็อกซิกของตัวเองจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนกว่าเดิม ลองปรับทีละนิด เปลี่ยนทีละหน่อย แล้วคุณจะพบว่าการเป็นคนเก่งที่คนรอบข้างรักนั้นสร้างความภูมิใจได้มากกว่าความสำเร็จของงานเพียงอย่างเดียวเสียอีกค่ะ แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ เคยเจอเหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเผลอทำตัวท็อกซิกไปบ้างไหม หรือมีวิธีรับมือกับคนเหล่านี้ยังไง คอมเมนต์มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะ เดี๋ยวเราเข้าไปร่วมวงคุยด้วยค่ะ

 


เมื่ออายุ 30 เราจะแข็งแกร่งกว่าที่คิด? – เลิกกลัว “เลขสาม” แล้วมาใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตัวเอง

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

■ หนีร้อนไปพึ่งเย็น! แจกพิกัด 6 มิวเซียมกรุงเทพฯ สเปซจึ้ง เดินเสพศิลป์ แถมได้คอนเทนต์

■ Hokkaido Transition: หนีร้อนไปพึ่งเย็นช่วงมีนา-เมษา สัมผัสเสน่ห์รอยต่อฤดูที่หาไม่ได้จากเดือนอื่น

Parichat
Parichat
ถ้าเขียนแล้วชอบ ก็แปลว่าใช่ -

Related Post