“เสาร์อาทิตย์ไปไหน?” เป็นคำถามธรรมดาที่บางครั้งตอบยากกว่าที่คิด ทั้งที่ในใจอยากพูดว่า “ไม่ไปไหน” แต่กลับรู้สึกว่าควรมีแพลนสักอย่าง อย่างน้อยต้องมีร้านใหม่ให้ไป มีรูปให้ลง หรือมีเรื่องกลับมาเล่า ไม่อย่างนั้นวันหยุดอาจดูเหมือนผ่านไปแบบไม่ได้ทำอะไร
ยิ่งเปิดโซเชียลแล้วเห็นคนอื่นออกไปคาเฟ่ เที่ยวต่างจังหวัด หรือเช็กอินตั้งแต่เช้า การนอนอยู่บ้านของเราก็ยิ่งดูน่าเสียดายขึ้นมาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เราอาจกำลังมีความสุขกับการไม่ต้องรีบไปไหนเลย ความรู้สึกที่โอเคกับการพลาดบางอย่าง เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า มีชื่อเรียกว่า JOMO
JOMO คืออะไร?

JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out หรือความรู้สึกพอใจกับการไม่ได้เข้าร่วมทุกกิจกรรม ไม่ต้องรับทุกนัด และไม่ต้องตามให้ทันทุกเรื่อง ตรงข้ามกับ FOMO หรือ Fear of Missing Out ที่ทำให้เรากังวลว่าคนอื่นกำลังสนุกกว่า และกลัวว่าถ้าไม่ไป เราอาจพลาดอะไรสำคัญ
JOMO ไม่ได้หมายถึงการปิดตัวเองหรือเลิกเข้าสังคม แต่คือการรู้ว่าแพลนไหนอยากไปจริง วันไหนอยากอยู่บ้าน และยอมปล่อยบางนัดผ่านไปได้โดยไม่ต้องนั่งคิดตลอดคืนว่าตัวเองเลือกผิดหรือเปล่า
ทำไมวันหยุดไม่มีแพลนแล้วรู้สึกผิด?
เราเคยชินกับการมองว่าเวลาที่ใช้คุ้ม ต้องมีสิ่งที่มองเห็นได้ เช่น ทำงานเสร็จ ไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือจบ หรือออกไปเจอสถานที่ใหม่ พอวันหยุดหมดไปกับการนอน ดูซีรีส์ กินข้าวร้านเดิม หรือไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงเผลอรู้สึกว่าวันนั้นเสียไปฟรีๆ
โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้ความรู้สึกนี้ชัดขึ้น เพราะเราเห็นเฉพาะช่วงที่คนอื่นเลือกมาโพสต์ วันหยุดของคนอื่นจึงเต็มไปด้วยร้านสวย ทริปดี และกิจกรรมที่ดูน่าสนใจ ขณะที่วันของเรามีแค่เตียง โซฟา และอาหารเดลิเวอรี แต่ความต่างไม่ได้แปลว่าวันหนึ่งมีค่ามากกว่าอีกวันเสมอไป
JOMO ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ
การเลือกอยู่บ้านหนึ่งวัน ไม่ได้แปลว่าไม่มีแรงจูงใจหรือใช้ชีวิตไม่เต็มที่ บางครั้งเราอาจแค่ไม่ต้องการเพิ่มอีกหนึ่งแพลนลงในสัปดาห์ที่เต็มอยู่แล้ว และการยอมรับว่าตัวเองไม่อยากไป ก็ตรงไปตรงมากว่าการตอบตกลงแล้วนั่งนับเวลารอกลับบ้าน
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่วันนั้นทำอะไรไปมากแค่ไหน แต่อยู่ที่เราได้เลือกเองหรือเปล่า เพราะต่อให้เป็นทริปที่ดูน่าสนุก แต่ถ้าไปเพียงเพราะกลัวตกข่าว วันหยุดนั้นก็อาจไม่ได้เป็นเวลาของเราจริงๆ
วัน JOMO ไม่จำเป็นต้องนอนทั้งวัน
JOMO ไม่มีรูปแบบตายตัว บางคนอาจปิดแจ้งเตือนแล้วดูซีรีส์ยาวๆ บางคนออกไปกินข้าวคนเดียว เดินร้านหนังสือใกล้บ้าน หรือทำอาหารเมนูเดิมโดยไม่ต้องถ่ายรูปลงที่ไหน สิ่งที่เหมือนกันคือไม่ได้ทำเพื่อให้วันหยุดดูน่าสนใจในสายตาคนอื่น
วันแบบนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีธีม ไม่ต้องตั้งเป้าว่าจะพักให้มีประสิทธิภาพ และไม่ต้องเปลี่ยนการอยู่บ้านให้กลายเป็นอีกหนึ่งเช็กลิสต์ เพราะทันทีที่เริ่มกดดันว่าต้องพักให้ถูกวิธี วันหยุดก็อาจกลับมาเป็นงานอีกครั้ง
เรากำลังเลือก JOMO หรือแค่หลีกเลี่ยงผู้คน?
ความต่างอยู่ที่ความรู้สึกและเหตุผลเบื้องหลัง หากเราเลือกไม่ไปเพราะอยากใช้เวลากับตัวเอง และยังสามารถออกไปเจอคนอื่นในวันที่พร้อม นั่นใกล้กับ JOMO มากกว่า แต่ถ้าเริ่มไม่อยากพบใครเลย รู้สึกกังวลทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน หรือการแยกตัวทำให้ชีวิตประจำวันติดขัด อาจไม่ใช่แค่การเลือกพัก
JOMO จึงไม่ใช่ข้ออ้างให้หายจากทุกความสัมพันธ์ แต่เป็นพื้นที่ให้เราตัดสินใจได้ว่า ตอนนี้ต้องการการเข้าสังคมหรือเวลาส่วนตัว โดยไม่ต้องเลือกแบบเดียวไปตลอด พรุ่งนี้อยากออกไปก็ไปได้ วันนี้อยากอยู่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องแต่งเหตุผลให้ดูยุ่ง
สัญญาณว่าเราอาจต้องการวันแบบ JOMO
บางครั้งแค่เห็นข้อความชวนก็รู้สึกเหนื่อย ตั้งแต่ยังไม่ได้เช็กสถานที่หรือเวลา ตอบตกลงไปก่อนเพราะกลัวพลาด แล้วค่อยหวังลึกๆว่าแพลนจะถูกยกเลิก หรือเปิดโซเชียลแล้วเริ่มรู้สึกว่าวันหยุดของตัวเองดูธรรมดาเกินไป
เมื่อความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่แพลนใหม่ แต่เป็นการหยุดตามจังหวะของคนอื่นสักวัน แล้วลองเลือกจากคำถามง่ายๆว่า วันนี้เราอยากทำอะไรจริง ไม่ใช่วันนี้ควรทำอะไรให้ดูคุ้ม
วันหยุดไม่จำเป็นต้องมีเรื่องมาเล่า
บางวันหยุดอาจไม่มีรูป ไม่มีพิกัด และไม่มีคำตอบน่าสนใจสำหรับคำถามว่าไปไหนมา แต่เราได้นอนเต็มอิ่ม ได้กินข้าวโดยไม่รีบ และไม่ได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการเดินทาง นั่นก็เป็นวิธีใช้วันหยุดรูปแบบหนึ่ง
JOMO ไม่ได้บอกให้อยู่บ้านตลอด หรือปฏิเสธทุกคำชวน แค่เตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องไปทุกที่ เพื่อพิสูจน์ว่ากำลังใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะบางครั้งวันหยุดที่ใช้คุ้มที่สุด อาจเป็นวันที่เราไม่ได้ฝืนตัวเองไปไหนเลย
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
■ คำโกหกยอดฮิตของ ISFJ ที่ชอบพูดว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่ในใจเป็นอยู่เต็มๆ
■ พออายุ 25+ ทำไมเราถึงเฟดออกจากกลุ่มใหญ่? ชวนรู้จัก Social Pruning ทำไมยิ่งโต เพื่อนยิ่งน้อยลง








