เคยเป็นไหม… ไปเที่ยว 4 วัน แต่กลับมารู้สึกเหมือนไม่ได้พัก ทั้งที่ตั้งใจจะใช้วันหยุดไปชาร์จพลังให้ตัวเอง
ตื่นเช้าเพื่อให้ทันทุกแพลน รีบแต่งตัว วิ่งจากคาเฟ่ไปแลนด์มาร์ก ต่อด้วยร้านอาหารชื่อดัง พอกลับถึงโรงแรมก็แทบไม่มีแรงทำอะไรต่อ ได้แต่ล้มตัวลงนอน เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะออกไปเดินเล่นตอนกลางคืนสุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ใช่ความรู้สึกสดชื่น แต่เป็นรูปในมือถือหลายร้อยรูป กับความคิดว่า “ไว้กลับไปพักที่บ้านดีกว่า”

เราอาจกำลังสับสนระหว่าง “การเที่ยว” กับ “การเช็กอิน”
ทุกวันนี้เวลาแพลนทริป หลายคนเริ่มจากการเซฟร้านดัง จุดถ่ายรูป หรือสถานที่ยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็แนะนำแล้วค่อยพยายามจัดตารางให้ไปได้ครบที่สุด เพราะกลัวว่าจะพลาด กลัวจะเสียดายหรือรู้สึกว่าอุตส่าห์เดินทางมาแล้วก็ควรเก็บให้ครบ
แต่บางครั้งความรู้สึกที่ว่า “ต้องไปให้ทัน” กลับทำให้เราแทบไม่มีเวลาอยู่กับสถานที่ตรงหน้าเลย แทนที่จะได้นั่งมองวิว กลับคอยดูเวลา แทนที่จะได้ซึมซับบรรยากาศ กลับกำลังคิดว่าจุดหมายต่อไปต้องใช้เวลากี่นาที
นี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มเลือก “Slow Travel”
จริง ๆ แล้ว Slow Travel ไม่ได้หมายถึงการเที่ยวช้าหรือเที่ยวน้อย แต่คือการเลิกรีบและให้เวลากับสถานที่ตรงหน้ามากขึ้นค่ะ อาจเลือกไปเพียงไม่กี่แห่ง แต่ใช้เวลาอยู่กับแต่ละที่ให้นานกว่าเดิม นั่งคาเฟ่สักครึ่งวัน เดินเล่นในสวนโดยไม่ต้องเปิดแผนที่ตลอดเวลา หรือเลือกพักเมืองเดียวแทนการย้ายโรงแรมทุกคืน
คนที่ลองเที่ยวแบบนี้ครั้งแรกมักจะค้นพบว่าจำรายละเอียดของทริปได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่จำว่าไปที่ไหนมา แต่จำได้ว่าลมวันนั้นเป็นยังไง ร้านกาแฟเปิดเพลงอะไร หรือบทสนทนาสั้น ๆ กับคนท้องถิ่นทำให้ยิ้มได้แค่ไหนกันนะ
ความทรงจำที่ดีที่สุด…อาจไม่ได้อยู่ในแพลน
ลองนึกถึงทริปที่คุณชอบที่สุดดูค่ะ ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัวอาจไม่ใช่แลนด์มาร์กชื่อดัง แต่เป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่นั่งจนพระอาทิตย์ตก สวนสาธารณะที่เดินเล่นโดยไม่ดูเวลา ถนนสายเล็กที่เดินหลงแล้วกลับเจอร้านน่ารักหรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อที่แวะทุกคืนจนเริ่มรู้ว่าขนมชิ้นไหนอร่อยที่สุด
ช่วงเวลาเล็ก ๆ นี้อาจไม่เคยอยู่ในแพลนตั้งแต่แรก แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เรานึกถึงทุกครั้งเมื่อพูดถึงการเดินทางครั้งนั้น
เที่ยวให้คุ้ม…อาจไม่ใช่การไปให้ครบทุกที่
บางคนวัดความคุ้มของทริปจากจำนวนสถานที่ที่ไปได้ แต่บางทีความคุ้มอาจไม่ใช่การเช็กอินครบทุกแลนด์มาร์กก็ได้นะคะ แต่อยู่ที่ความรู้สึกหลังกลับบ้านมากกว่า ถ้าทริปนั้นทำให้เราได้พักจริง ๆ ได้ใช้เวลากับตัวเอง และกลับมาพร้อมพลังที่เต็มกว่าเดิม นั่นอาจเป็นความหมายของการเที่ยวที่คุ้มที่สุดก็ได้
การเดินทางไม่ได้มีไว้เพื่อแข่งกับใคร และบางครั้ง…การเที่ยวที่ดีที่สุด ก็อาจเป็นทริปที่เราไม่ต้องรีบเลยสักครั้งค่ะ
นั่งรถไฟเที่ยวไทย เริ่มต้นหลักสิบ! รวม 16 พิกัดเที่ยวไม่เกิน 50 บาท
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
25 Degrees Bangkok เปิดตัว A5 Japanese Wagyu Burger และ Hershey’s Milkshake เมนูลิมิเต็ด July-August
Monday Edition เปิด Pop-up Store แห่งแรกในไทย พร้อมคอลเลกชัน “Bloom in Bangkok”











