Small Talk ในออฟฟิศ ไม่ได้ไม่อยากคุย แค่ยังนึกประโยคไม่ออก

บางคนเดินเข้าลิฟต์แล้วเริ่มคุยเรื่องรถติด อากาศ หรือมื้อเที่ยงได้ทันที แต่บางคนแค่สบตากับเพื่อนร่วมงาน สมองก็เหมือนเปิดหน้าว่างขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่ไม่ได้รำคาญ ไม่ได้อยากทำตัวห่าง และจริงๆ ก็อยากชวนคุยอยู่เหมือนกัน แค่ยังหาประโยคเปิดไม่ทันเท่านั้นเอง

Small Talk ในออฟฟิศดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย เพราะไม่ต้องคุยลึกหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจริงจัง แต่สำหรับคนที่ต้องคิดก่อนพูด ช่วงสั้นๆ ระหว่างรอลิฟต์ ต่อคิวกาแฟ หรือรอประชุมเริ่ม กลับใช้พลังมากกว่าที่เห็น ในหัวอาจมีคำถามอยู่หลายอย่าง แต่พออีกฝ่ายยืนตรงหน้า ทุกคำกลับหายไปพร้อมกัน เหลือแค่รอยยิ้มหนึ่งครั้งกับการก้มดูมือถือแบบยังไม่ได้เปิดอะไรเลย

Small Talk ในออฟฟิศ ไม่ได้ไม่อยากคุย แค่ยังนึกประโยคไม่ออก

 

เจอกันในลิฟต์ แล้วมือถือก็ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที

ประตูลิฟต์เปิดออก แล้วพบว่าเพื่อนร่วมงานที่พอรู้จักยืนอยู่ข้างใน โมเมนต์นั้นจะทักดีไหม ควรถามอะไร หรือแค่ยิ้มให้ก็พอ ระหว่างที่สมองกำลังเลือกคำ มือก็กดเปิดโทรศัพท์ไปก่อน ทั้งที่ไม่มีข้อความด่วน ไม่มีใครตามงาน และยังไม่ได้ตั้งใจจะอ่านอะไรเป็นพิเศษด้วยซ้ำ

ลิฟต์ขึ้นเพียงไม่กี่ชั้น แต่ความเงียบทำให้เวลารู้สึกยาวกว่าปกติ เราอาจอยากถามว่าเพิ่งมาถึงเหรอ วันนี้รถติดไหม หรือช่วงนี้งานเป็นยังไง แต่กว่าจะเลือกได้ ประตูก็เปิดถึงชั้นที่ต้องออกพอดี สุดท้ายจึงจบด้วยคำว่า “เจอกันค่ะ” ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะคุยมากกว่านั้นอีกนิด

 

ในหัวมีหลายประโยค แต่พูดออกไปได้แค่ “อ๋อ”

เพื่อนร่วมงานกำลังเล่าเรื่องงานที่เจอมา หรือบอกว่าเมื่อวานต้องกลับดึกเพราะมีเรื่องให้แก้ ระหว่างฟัง เราเข้าใจหมดนะคะ ในหัวมีทั้ง “แล้วเป็นยังไงต่อ” “จริงเหรอ” และ “ฟังดูเหนื่อยมาก” แต่พอถึงคิวตอบ ประโยคที่ออกมากลับเหลือเพียงคำว่า “อ๋อ”

หลังพูดจบก็รู้ทันทีว่าสั้นเกินไป แต่อีกฝ่ายอาจเข้าใจว่าเราไม่สนใจ บทสนทนาจึงหยุดเร็วกว่าที่ตั้งใจ ทั้งที่ยังอยากฟังต่ออยู่เหมือนเดิม ความจริงไม่ต้องคิดประโยคใหม่ให้ซับซ้อน แค่ต่อจากคำเดิมอีกนิด เช่น “อ๋อ แล้วแก้ได้ไหม” หรือ “อ๋อ เหนื่อยน่าดูเลย” ก็ช่วยให้เรื่องเดินต่อได้แล้ว

 

หน้าแพนทรีคือสนาม Small Talk ที่เลี่ยงยาก

เจอกันหน้าแพนทรีตอนเที่ยง อีกฝ่ายถือกล่องข้าวอยู่ในมือ เห็นชัดว่ากำลังกินอะไร แต่เรากลับถามออกไปว่า “วันนี้กินอะไร” ไม่ได้หมายความว่ามองไม่เห็นค่ะ แค่นี่เป็นประโยคที่สมองค้นเจอเร็วที่สุดในเวลานั้น

คำถามธรรมดาแบบนี้กลับใช้เปิดบทสนทนาได้ดี เพราะอีกฝ่ายอาจเล่าต่อว่าซื้อมาจากร้านไหน อร่อยไหม หรือวันนี้คิดเมนูไม่ออกเลยสั่งของเดิม จากหนึ่งคำถามที่ดูเหมือนถามซ้ำกับสิ่งที่เห็น จึงต่อไปถึงร้านอาหารใกล้ออฟฟิศ วันหยุด หรือเมนูที่อยากลองได้ Small Talk หลายครั้งไม่ได้เริ่มจากคำถามที่น่าสนใจมาก แค่เป็นคำถามที่ช่วยให้อีกฝ่ายพูดต่อได้ก็พอ

 

เข้าห้องประชุมก่อน แล้วดูยุ่งขึ้นมาทันที

อีกหนึ่งโมเมนต์คุ้นๆ คือการเข้าไปถึงห้องประชุมก่อน แล้วพบว่ามีเพื่อนร่วมงานนั่งอยู่แล้วหนึ่งคน ช่วงเวลาที่ต้องรอคนอื่นตามเข้ามาอาจเงียบเกินไป เราเลยเปิดคอม เช็กอีเมล จัดสมุดให้ตรง เลื่อนสไลด์ไปมา หรืออ่านหัวข้อประชุมซ้ำทั้งที่จำได้อยู่แล้ว

ไม่ได้มีงานด่วนขนาดนั้น แต่ถ้าเงยหน้าขึ้นมา อาจต้องเริ่มคุยอะไรบางอย่าง ซึ่งต้องใช้เวลาคิดมากกว่าการทำท่ายุ่งเสียอีก ทั้งที่ประโยคง่ายๆ อย่าง “วันนี้มีประชุมต่ออีกไหม” “ช่วงนี้งานเยอะไหม” หรือ “ห้องนี้แอร์เย็นทุกครั้งเลย” ก็พาไปต่อได้ โดยไม่ต้องคิดว่าจะต้องพูดอะไรน่าสนใจตลอดเวลา

 

ประโยคดีๆ มักนึกออกตอนอีกฝ่ายเดินไปแล้ว

หลังบทสนทนาจบ สมองกลับทำงานดีขึ้นทันที “เมื่อกี้น่าจะถามเรื่องร้านที่เขาพูดถึง” “น่าจะชวนคุยเรื่องวันหยุด” หรือ “จริงๆ มีเรื่องอยากถามต่ออยู่” ประโยคเหล่านี้มักโผล่มาตอนอีกฝ่ายเดินกลับโต๊ะไปแล้ว และเราก็ได้แต่เก็บไว้ใช้ครั้งหน้า

เวลาอยู่ในสถานการณ์จริง สมองอาจกำลังจัดการทั้งสีหน้า น้ำเสียง คำตอบ และความคิดว่าจะพูดอะไรแปลกไปหรือเปล่า แต่พออีกฝ่ายเดินไป ความกดดันหาย ประโยคที่ควรพูดจึงค่อยตามมา คนที่เจอแบบนี้บ่อยอาจลองมีคำถามสำรองไว้สองสามข้อ เช่น “ช่วงนี้ดูอะไรอยู่” “วันหยุดมีแพลนไหม” หรือ “ร้านนี้อร่อยไหม” อย่างน้อยครั้งหน้าสมองจะได้ไม่ต้องเริ่มจากหน้าว่างทั้งหมด

 

Small Talk ไม่ต้องเป็นบทสนทนาที่ยาว

เราไม่จำเป็นต้องเล่าเก่งหรือคิดประโยคสนุกได้ตลอดเวลา ถึงจะคุยกับเพื่อนร่วมงานได้ดี บางครั้งแค่ฟังแล้วถามต่อหนึ่งคำถาม หรือหยิบรายละเอียดจากสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาต่อ ก็พอให้บทสนทนาไปต่อ เช่น เขาบอกว่าเมื่อวานกลับดึก ก็ถามว่า “งานเสร็จไหม” เขาบอกว่าจะไปเที่ยว ก็ถามว่า “ไปกี่วัน”

และถ้าวันไหนคิดไม่ออกจริงๆ การยิ้ม ทักทาย หรือพูดตรงๆ ว่า “วันนี้สมองยังไม่ตื่นเลย” อาจกลายเป็นประโยคเปิดที่เป็นธรรมชาติกว่าการพยายามคิดคำถามให้ดูน่าสนใจเสียอีก เพราะคนตรงหน้าอาจกำลังคิดไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างทำเหมือนกำลังยุ่งกับมือถือและคอมของตัวเอง

ครั้งหน้าถ้าเจอกันในลิฟต์แล้วไม่รู้จะพูดอะไร อย่างน้อยประโยคว่า “วันนี้ลิฟต์ช้าจัง” ก็อาจพาไปได้ไกลกว่าการเปิดมือถือขึ้นมาดูหน้าจอที่ไม่มีแจ้งเตือนค่ะ

 


Green Flag ของ INFP นิสัยเล็กๆ ที่ทำให้คนค่อยๆ ตกหลุมรัก

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

■ พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมง? ลองเช็กเวลาเข้านอนกันก่อน

■ Community Space กรุงเทพฯ เปลี่ยนที่นั่งทำงาน มีคาเฟ่และของกินครบ

Parichat
Parichat
ถ้าเขียนแล้วชอบ ก็แปลว่าใช่ -

Related Post